โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

บอนด์โลกดิ่ง! สงครามอิหร่านดันน้ำมันพุ่ง กังวลเงินเฟ้อ-เฟดอาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ตลาดพันธบัตรทั่วโลกเผชิญแรงเทขายหนัก สงครามอิหร่านดันน้ำมันพุ่ง กังวลเงินเฟ้อ-เฟดอาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ย นักลงทุนจับตาผลประกอบการ NVIDIA ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.47 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตลาดพันธบัตรทั่วโลกเผชิญแรงเทขายต่อเนื่อง หลังสถานการณ์สงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐยังไร้ทางออก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น กระตุ้นความกังวลเงินเฟ้อ และเพิ่มแรงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางทั่วโลกอาจต้องเดินหน้าคุมเข้มนโยบายการเงินต่อไป

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถูกเทขายตลอดเส้นอายุ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ท่ามกลางความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นอีก ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งขึ้น 0.10% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2539 ส่วนบอนด์ยีลด์อายุ 30 ปีของญี่ปุ่นทะยานขึ้น 0.20% สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มออกพันธบัตรประเภทนี้ในปี 2542 นอกจากนี้ตลาดพันธบัตรในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ก็ปรับตัวลงเช่นกัน

แรงกดดันในตลาดตราสารหนี้ยังฉุดตลาดหุ้นทั่วโลก โดย หุ้นเอเชีย ลดลง 0.7% แม้ ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดของโลกในปีนี้ จะฟื้นกลับมาปิดบวก 1.1% หลัง Samsung Electronics ดีดตัวขึ้น

ด้าน สัญญาฟิวเจอร์สดัชนีหุ้นยุโรปและสหรัฐ ส่งสัญญาณอ่อนตัวต่อ ขณะที่ ค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงความขัดแย้งตะวันออกกลาง แข็งค่าต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ส่วนทองคำและโลหะเงินกลับปรับตัวลง

*ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นอีกประมาณ 2% ทะลุ 111 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังสัปดาห์ก่อนพุ่งไปเกือบ 8% เนื่องจากยังไม่มีความคืบหน้าในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเวลาของอิหร่านกำลังหมดลงในการบรรลุข้อตกลง*

นักลงทุนมองว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิภาพอาจทำให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ดันเงินเฟ้อกลับมา และบีบให้ธนาคารกลางต้องคงดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าที่ตลาดเคยคาด

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ตลาดจับตาในสัปดาห์นี้ คือผลประกอบการของ NVIDIA Corporation หลังตลาดหุ้นโลกที่ผ่านมาได้รับแรงหนุนจากความหวังว่าเม็ดเงินมหาศาลในอุตสาหกรรม AI จะช่วยผลักดันกำไรบริษัทจดทะเบียน

Kyle Rodda นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Capital.com ระบุว่า ตลาดกำลังเผชิญแรงกระแทกจากอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนให้ตลาดการเงิน แม้หุ้นยังอาจมีแรงรีบาวด์เป็นระยะ

ขณะเดียวกันนักลงทุนเริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อนโยบายของ Federal Reserve System โดยปัจจุบันตลาดให้น้ำหนักมากขึ้นว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนมีนาคมปีหน้า ต่างจากช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่เคยคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2570

ด้าน Yardeni Research เตือนว่าหากเฟดไม่ดำเนินการคุมเงินเฟ้อเพิ่มเติม นักลงทุนอาจมองว่าธนาคารกลางตามหลังเงินเฟ้อ และเรียกร้องผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง

สถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันตลาด หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่านเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงยังไม่คืบหน้า โดย สำนักข่าว Mehr ของอิหร่าน ระบุว่า สหรัฐไม่ได้เสนอเงื่อนไขที่เป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันยังเรียกร้องสิ่งที่ไม่สามารถได้มาในช่วงสงคราม ทำให้การเจรจาเสี่ยงเข้าสู่ทางตัน

นอกจากนี้ยังเกิดเหตุโดรนโจมตีจนเกิดไฟไหม้ที่โรงงานนิวเคลียร์ใน UAE ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพของข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบาง

รัฐมนตรีคลังของกลุ่ม G7 เตรียมหารือประเด็นแรงเทขายพันธบัตรในการประชุมสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความกังวลว่าปัญหาหลักยังอยู่ที่การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

Anna Wu นักกลยุทธ์จาก VanEck กล่าวว่า เงินเฟ้อที่เร่งตัวในหลายประเทศคือปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นเริ่มชะลอ ขณะที่บอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลกยังปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และหากผลประกอบการของ NVIDIA ออกมาต่ำกว่าคาด อาจกระทบหุ้นเทคโนโลยีและตลาดโดยรวมเพิ่มเติม

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นทั่วโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...