ชี้มีองค์กรในไทยเพียง 12% เท่านั้นที่มีความพร้อมทางดิจิทัล
โอลิเวียร์ อาดัม ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Lark แพลตฟอร์ม AI เวิร์กสเปซสำหรับองค์กร เปิดเผยว่า จาก รายงานฉบับใหม่ภายใต้หัวข้อ "The Paradox of Progress – Why a Broken Employee Experience is Sabotaging Adoption of AI in the Workplace" จัดทำโดยหน่วยงานอิสระและสนับสนุนข้อมูลโดย Lark ได้ สำรวจข้อมูลแบบเจาะลึกจากนายจ้าง 900 ราย และพนักงานกว่า 5,000 คน จากหลากหลายสายงาน ระดับตำแหน่ง และขนาดองค์กร ใน 6 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย พบว่า พนักงานไทยถึง 79% รู้สึกว่าผู้บริหารไม่เข้าใจเลยว่าพวกเขากำลังต้องการเครื่องมือดิจิทัลแบบไหน ซึ่งความไม่เข้าใจนี้แบ่งออกเป็น 4 ปัญหาหลัก ๆ ได้แก่:
เน้นผลกำไรมากกว่าพัฒนาศักยภาพคน: องค์กรส่วนใหญ่มักทุ่มงบไปกับแผนกที่ช่วยลดต้นทุนหรือทำเงินได้ทันที เช่น ไอที (67%), การตลาด (57%) และการเงิน (56%) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มจะได้ใช้ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบมากที่สุด แต่แผนกที่ดูแลเรื่องความสุขของพนักงาน (49%) หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล (46%) กลับถูกทิ้งไว้ข้างหลัง กลายเป็นว่าองค์กรอัปเกรดเครื่องมือดิจิทัลให้ล้ำสมัย แต่ปล่อยให้คนที่ขับเคลื่อนธุรกิจต้องทนใช้ระบบเก่า ๆ ที่กระจัดกระจาย
กับดักความซับซ้อน: การมีแอปพลิเคชันเยอะ ๆ ไม่ได้แปลว่าจะทำงานได้ดีขึ้นเสมอไป พนักงานถึง 58% ต้องเสียเวลามากกว่า 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ไปกับความยุ่งยากในการใช้เครื่องมือหลาย ๆ เครื่องมือร่วมกัน ยิ่งไปกว่านั้น 67% รู้สึกเหนื่อยล้ากับแอปฯ ที่มีมากเกินไป โดย 56% ต้องคอยเปิดสลับไปมาหลาย ๆ แพลตฟอร์มทุกชั่วโมงเพื่อตามงานให้ทัน ซึ่งถือเป็นการสูบพลังงานและทำลายสมาธิอย่างมากในแต่ละวัน
ผู้บริหารอยากล้ำ แต่พนักงานขยับไม่ได้: ปัญหานี้เกิดจากการที่ผู้บริหารอยากเห็นนวัตกรรม แต่กลับไม่ให้อำนาจตัดสินใจกับพนักงานมากพอ ที่น่าสนใจคือ แม้นายจ้าง 74% จะบอกว่าตัวเองเปิดโอกาสให้พนักงานเต็มที่ แต่มีพนักงานแค่ 36% เท่านั้นที่รู้สึกว่าตัวเองมีอิสระจริง ๆ ในการเสนอไอเดียใหม่ ๆ และมีเพียง 40% ที่รู้สึกว่าสามารถจัดการเครื่องมือการทำงานของตัวเองได้ สิ่งนี้กระทบต่อการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยตรง เพราะพนักงาน 81% มองว่าการสร้างนวัตกรรมในองค์กรมันเกิดขึ้นแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่มีระบบชัดเจน
คนทำงานถูกละเลย: ปัญหาการขาดการอบรมกำลังแบ่งคนทำงานออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน ฝั่งนายจ้างมักจะรู้สึก "สบายใจสุด ๆ" กับการใช้ AI มากกว่าพนักงานถึง 16% และมีโอกาสได้อบรมเรื่องนี้อย่างเป็นทางการมากกว่าพนักงาน 3% ขณะที่พนักงานถึง 83% บอกว่าพวกเขาต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมมาก ๆ ทั้งเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์และการใช้ AI เพื่อให้ทำงานได้ดีขึ้น แต่กลับมีพนักงานแค่ 35% เท่านั้นที่รู้สึกว่าตัวเองได้รับการอบรมมาดีพอจนมั่นใจที่จะใช้เทคโนโลยีเหล่านี้
"ตัวเลขพวกนี้คือสัญญาณเตือน ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการใช้ AI ในอาเซียน แต่งานวิจัยชี้ให้เห็นชัดเจนว่า รากฐานขององค์กรยังไม่แน่นพออย่างที่ผู้บริหารเข้าใจ พนักงานกำลังรู้สึกรับมือไม่ไหว ขาดการฝึกอบรม และรู้สึกไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่มีผลต่อชีวิตการทำงานของพวกเขา ถ้าองค์กรไม่รีบแก้ปัญหานี้ก่อนที่จะเอา AI เข้ามาสวมทับระบบเดิมที่ยุ่งเหยิงอยู่แล้ว พวกเขาก็เสี่ยงที่จะเร่งเครื่องไปผิดทาง เทคโนโลยีพร้อมเสมอ คำถามคือ คนที่ต้องใช้มัน รู้สึกพร้อมแล้วหรือยัง"
นอกเหนือจากความยุ่งยากในการทำงานแล้ว วิกฤตความเชื่อใจคือสิ่งที่เข้ามาซ้ำเติมแผลเดิม มีพนักงานแค่ 21% เท่านั้นที่เชื่อว่าองค์กรตัวเองมีความโปร่งใสจริง ๆ ในการนำ AI มาใช้ กว่าครึ่ง (57%) บอกว่าเป้าหมายของผู้บริหารเรื่อง AI นั้นคลุมเครือมาก ซึ่งความไม่ชัดเจนนี้เปิดช่องให้เกิดข่าวลือและความวิตกกังวลตามมา การขาดความโปร่งใสกระทบกับกำลังใจและความรู้สึกปลอดภัยของพนักงานโดยตรง พนักงาน 62% แอบกังวลว่าสุดท้ายแล้ว AI จะมาแย่งงานของพวกเขา และ 68% กังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลเอามาก ๆ เมื่อต้องใช้ AI กว้างขวางขึ้น
แต่ข้อมูลในรายงานก็สะท้อนให้เห็นมุมมองที่ลึกซึ้งกว่านั้น มันไม่ใช่แค่พนักงานแอนตี้ AI เพราะความเชื่อมั่นในการใช้คนทำงานล้วน ๆ ก็เริ่มสั่นคลอนเหมือนกัน มีพนักงานไม่ถึงครึ่ง (48%) ที่ยังคงเชื่อมั่นในผลงานและการตัดสินใจของมนุษย์มากกว่าระบบ AI ภาพนี้ชัดเจนมากว่า พนักงานไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยี พวกเขาแค่ติดอยู่ตรงกลางระหว่าง AI ที่ยังไว้ใจไม่ได้เต็มร้อยกับการใช้คนทำงานแบบเดิม ๆ ที่เริ่มเห็นว่ามีขีดจำกัด
สิ่งที่พนักงานต้องการจริง ๆ คือ ความชัดเจน โดยพวกเขาต้องการให้สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา กำหนดขอบเขตให้ชัด และอยากมั่นใจว่าองค์กรพูดความจริงกับพวกเขาว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนอนาคตการทำงานของพวกเขาอย่างไรบ้าง การขีดเส้นให้ชัดว่างานไหนให้คนทำ และงานไหนให้ AI เป็นผู้ช่วย จะช่วยสร้างความเชื่อใจ ลดความสับสน และทำให้พนักงานเห็นว่า วิธีการทำงานแบบเดิม ๆ ที่พึ่งพาคนอย่างเดียว ไม่ใช่ข้อจำกัดสูงสุดของการทำงานอีกต่อไป
ถึงแม้จะมีความกังวลอยู่บ้าง แต่พนักงานก็ยังรู้สึกตื่นเต้นกับอนาคตที่มี AI เข้ามาช่วยงาน โดยพนักงานถึง 92% กระตือรือร้นอยากให้ AI เข้ามารับจบพวกงานซ้ำซากจำเจ เมื่อถามถึงที่ทำงานในฝัน คำตอบก็ไปในทิศทางเดียวกันหมด นั่นคือ พวกเขาอยากได้เครื่องมือที่ช่วยลดความยุ่งยาก ทำให้ทำงานร่วมกันได้แบบเรียลไทม์ แม้จะคุยกันคนละภาษา และอยากให้มีเวลาว่างในสมองไปคิดงานสร้างสรรค์อื่น ๆ มากกว่า พนักงานไม่ได้อคติกับเรื่อง AI พวกเขาแค่ต้องการให้ AI เข้ามาช่วยทำงาน ไม่ใช่เข้ามาสร้างภาระเพิ่ม
เพื่อให้ไปถึงจุดนั้น องค์กรต้องรีบอุดช่องว่างเรื่องการฝึกอบรมด่วนที่สุด พนักงานบอกมาตรง ๆ เลยว่าพวกเขาต้องการอะไรบ้าง ความรู้เรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ (83%), การอบรมเรื่องการทำงานข้ามแผนก (83%), การจัดทำเอกสารและระเบียบขั้นตอนการทำงาน (SOP) ที่เป็นระบบ (83%) และการใช้ระบบอัตโนมัติหรือ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ (82%) ข้อความนี้ชัดเจนมาก พนักงานอยากได้รับการติดอาวุธให้พร้อมสู้ในอนาคต ไม่ใช่ถูกปล่อยเกาะให้คลำหาทางรอดเอาเอง
รายงานฉบับนี้ยังชี้ให้เห็นทางออกทางโครงสร้างที่พิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริง คือองค์กรที่เลิกใช้แอปฯ ยิบย่อยหลาย ๆ ตัว แล้วหันมาใช้แพลตฟอร์มที่เป็นระบบเดียวกัน พบว่าผลลัพธ์ดีขึ้นแบบจับต้องได้ โดย 90% บอกว่าทำงานไวขึ้นทันที 89% บอกว่าปัญหาคุยกันไม่รู้เรื่องลดลงอย่างเห็นได้ชัด และ 85% สามารถประหยัดงบได้มหาศาล โดยสิ่งที่ Lark สร้างขึ้นมา แพลตฟอร์ม AI เวิร์กสเปซ แบบเบ็ดเสร็จที่รวมเอาทั้งทีมงาน การสื่อสาร ข้อมูล และระบบการทำงานเข้าไว้ด้วยกันในที่เดียว ช่วยให้พนักงานเข้าใจบริบทภาพรวมทั้งหมดและลงมือจัดการงานได้ทันทีแบบไม่ต้องเปลี่ยนหน้าจอไปมา
หลักฐานทุกอย่างชี้ชัด เมื่อพนักงานได้เข้ามามีส่วนร่วม ได้ใช้เครื่องมือที่ตรงตามความต้องการหรือถูกจริตจริง ๆ และได้รับความโปร่งใสอย่างที่พวกเขาควรจะได้ AI ก็จะไม่ใช่ตัวการสร้างความกังวลอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นสิ่งที่ถูกออกแบบมาให้เป็นตั้งแต่แรก นั่นคือ ตัวเร่งปฏิกิริยาที่จะดึงศักยภาพสูงสุดของคนออกมาอย่างแท้จริง