“อนุทิน” เขย่าทุจริตสอบท้องถิ่นพันล้าน-“พรรคประชาชน” พลิกเกมยึดสภา กทม.
ถือเป็นเรื่องร้อนจริงๆ หลังมีการแถลงผลการทุจริตสอบข้าราชการการท้องถิ่น นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานสอบข้อเท็จจริงการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ร่วมกันแถลงผลการหารือ เรื่องการทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น
โดย “นายสันติธร” กล่าวว่า พบผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ผู้รับจ้าง และบริษัทเอกชนภายนอก และอีกหนึ่งกลุ่มคือบุคคลที่ยังไม่ทราบตัวตน โดยในส่วนการดำเนินการทางวินัย เบื้องต้นพบมีข้าราชการสามัญสังกัด สถ. มีมูลอันควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยจำนวน 5 ราย ขณะเดียวกันเราได้ขอข้อมูลจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ด้วยอีกทาง แต่เขาไม่ได้ให้มา จึงมีการเปรียบเทียบเฉพาะเอกสารที่มี ส่วนพฤติการณ์ของข้าราชการพลเรือน 5 รายที่กระทำความผิดนั้น เป็นเพียงการกล่าวหา จากการสอบสวนที่ผ่านมา 5 วัน ซึ่งต้องมีการขยายผลทั้งด้านวินัยและอาญา
ด้าน "นายอนุทิน" กล่าวตอบคำถามสื่อ จะมีบุคคลที่ใหญ่กว่าข้าราชการเกี่ยวข้องหรือไม่ และจะสาวถึงหรือไม่ว่า ไม่ต้องห่วง ตอนนี้คนมารุมสืบสวนสอบสวนทุกหน่วยงาน ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แค่ 3 หน่วยงานนี้ฟังก็เหนื่อยแล้ว และยังมีตำรวจอีก รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องไปสอบสวนหน่วยงานตัวเอง ถามว่า สามารถเปิดเผยชื่อผู้ร่วมกระบวนการได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ปิดชื่อถือพฤติกรรม ไม่ใหญ่ทําไม่ได้หรอก เขาคงต้องเร่งทํา เพราะหลายคนบรรจุไปแล้ว ซึ่งผู้ที่บรรจุไปแล้วก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย ถ้าหากออกมาแล้วมันผิด ถ้าที่มาผิดทุกอย่างต้องเป็นโมฆะหมด ใครทําอะไรไว้ก็รู้อยู่แก่ใจ คิดว่าไม่น่าจะพ้นไปได้ และหลังจากนี้การสอบสวนก็จะเพิ่มความเข้มข้น เพิ่มน้ำหนัก เพิ่มทีมงาน บูรณาการร่วมกันของทุกหน่วยงานเพื่อเอาผิดกับขบวนการนี้
ด้าน "นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า “สิ่งที่อยากเรียกร้องกับนายกฯ อยากจะให้การจับทุจริต การทลายเรื่องเครือข่ายสีเทาในประเทศเป็นการดำเนินการจากภายในของรัฐบาล ดังนั้นขอให้ทำให้พวกเราเห็นหน่อย ไม่ใช่เกิดหน้าข่าวขึ้นมาแล้วก็ไปตามแก้ อย่าลืมว่านายกรัฐมนตรีเป็น รมว.มหาดไทย มาหลายสมัยแล้ว และท่านเองก็น่าจะต้องทราบ ซึ่งผมเชื่อว่าท่านต้องทราบว่ามีเรื่องแบบนี้อยู่ในกระทรวงมหาดไทยมานานแล้ว ดังนั้นทันทีที่นายกฯ เข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีชุดนี้เข้าบริหารประเทศ ถ้ารู้อยู่แล้วมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ก็ควรเป็นการแอ๊คชั่นจากนายกฯ ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ว่าพอเกิดความขัดแย้ง มีการปูดกันเองขึ้นมาภายใน เป็นหน้าข่าวขึ้นมาแล้ว ค่อยมาตามแก้ทีหลัง สุดท้ายประชาชนก็ได้รับผลกระทบแบบนี้ ผมคิดว่าไม่ได้มีความจริงใจในการแก้ไข แต่เป็นการไปตามเก็บกวาดเช็ดล้างปัญหาภายในของตัวเอง”
จากนี้ไปต้องรอดูกระบวนการตรวจสอบทุจริตสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น จะสาวลึกไปถึงบุคคลอื่นได้อีกหรือไม่ เพราะจากพฤติกรรมและผลประโยชน์ที่รับ รวมค่าเป็นเงินนับพ้นล้าน จะเป็นไปได้หรือ ที่จะมีเพียงข้าราชการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือถ้าจะรอบทสรุปจากองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ก็คงใช้เวลาพอสมควร ซึ่งอาจไม่ทันต่อความต้องการของสังคม
ในที่สุดพรรคประชาชน (ปชน.) ก็สามารถรวบรวมเสียงสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เกินครึ่ง จากจำนวนทั้งหมด 50 คน เพื่อผลักดันสมาชิกพรรค เป็น "ประธานสภา กทม." โดย “นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรค ปชน. ร่วมกับ น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ สก.เขตบางซื่อ พรรค ปชน. นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง หัวหน้ากลุ่มคนทำงาน นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ แกนนำกลุ่มคนทำงาน นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ว่าที่ สก.เขตลาดกระบัง กลุ่ม Better Bangkok ร่วมแถลงประกาศวาระร่วม เพื่อยกระดับสภา กทม. ของสก.พรรค ปชน.และ สก.กลุ่มต่างๆ พร้อมสนับสนุน น.ส.ภัทราภรณ์ เป็นประธานสภา กทม. โดยนายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตามที่แถลงก่อนหน้านี้ว่าพรรคได้รับการสนับสนุนจาก สก.อิสระ 4 คน ทำให้มีเสียงสนับสนุน 26 เสียง เกินครึ่งหนึ่งของสภา กทม. ล่าสุดวันนี้ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากกลุ่มสก.คนทำงานอีก 11 คน รวมเป็น 37 คน โดยสก.ทั้ง 37 คน เรายินดีที่จะตอบรับความร่วมมือและเสียงสนับสนุนจาก สก.กลุ่มอื่นๆ เพื่อยกระดับการทำงานของสภา กทม. ให้มีประสิทธิภาพที่โปร่งใส
ด้าน "นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย" ว่าที่ สก.เขตบึงกุ่ม กล่าวว่า จะร่วมลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภา กทม. เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดให้มีการถ่ายทอดสด การประชุมคณะกรรมการสามัญ และวิสามัญของสภากทม. เปิดเผยรายชื่อการลงมติของ สก. เปิดเผยการเข้าประชุมของ สก. รวมถึงการเปิดเผยรายละเอียด งบประมาณโครงการ และรายการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ในรูปแบบข้อมูลที่คอมพิวเตอร์สามารถอ่าน และประมวลผลได้โดยอัตโนมัติ (Machine Readable) เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม ป้องกันการจัดซื้อจัดจ้างที่แพงเกินความจำเป็น และป้องกันการทุจริต รวมถึงกำหนดให้เพิ่มระยะเวลาให้ สก.สามารถตรวจสอบเอกสารงบฯ ก่อนเข้าสู่วาระที่ 1 ของการพิจารณาในสภา กทม. อย่างน้อย 30 วัน และ ประธานกรรมการวิสามัญ พิจารณางบรายจ่ายประจำปี ต้องจัดให้มีเวลาในการพิจารณางบแปรญัตติไม่น้อยกว่า 3 วัน เพื่อให้สมาชิกพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยจะผลักดันข้อบังคับ และข้อบัญญัติให้เสร็จภายในปี 2569
นายสุรจิตต์ กล่าวว่า หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้ง สก.ทั้ง 37 คน จะลงมติเห็นชอบให้ น.ส.ภัทราภรณ์ เป็นประธานสภา กทม.คนที่ 26 นายเนติภูมิ เป็นรองประธานฯ คนที่ 1 และนายนริสสร เป็นรองประธานฯ คนที่ 2 เพื่อให้การทำงานมีเอกภาพ โดยการแบ่งหน้าที่ต่างๆ ให้เหมาะสม คำนึงถึง สก.ทุกคนในการทำงานเพื่อควบคุม ตรวจสอบ และดูแลการบริหารราชการ กทม.ของฝ่ายบริหารที่มีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.เป็นผู้บริหาร
ขณะที่ "น.ส.ภัทราภรณ์" กล่าวว่า สก.ทั้ง 37 คนจะให้ความเห็นชอบ ให้มีการแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภา เพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมการความยั่งยืน และรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อทำให้งานด้านการเตรียมความพร้อม ปรับตัว รับมือ ฟื้นตัวกับวิกฤติสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติของกรุงเทพมหานคร เป็นไปอย่างยั่งยืน ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และสร้างความปลอดภัยให้กับชาว กทม.มากขึ้น
ด้าน “นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์” สส.กทม. พรรค ปชน. กล่าวว่า การทำงานสภา กทม.ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้นั้น เชื่อว่าตรงกับนโยบายของนายชัชชาติ และเป็นหน้าที่ของสก.ที่จะตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร เนื่องจากการทำงานในระบบ สก.ไม่ได้มีฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เพราะเป็นการทำงานแบบคานอำนาจกัน ระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ หากมีเรื่องระบบอากง ตนเชื่อว่า สก.ทุกคนไม่นิ่งดูดายอยู่แล้ว ทุกคนพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน
จากนี้ไปต้องถือเป็นบทพิสูจน์พรรคส้ม เมื่อทำหน้าที่ “ประธานสภา กทม.” จะดูแลการประชุมสภา กทม. ได้อย่างราบรื่นหรือไม่ ทำให้การผลักดันงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใส และผลพวงจากการทำงานครั้งนี้ อาจจะมีส่วนทำให้มีผลงานเพื่อไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งหน้า เพราะ "นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ไม่สามารถลงสมัครชิงเก้าอี้ดูแลเมืองหลวงได้อีกต่อไปแล้ว เพราะทำหน้าที่ครบสองสมัยติดต่อกัน