โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พบ ‘ไมโครพลาสติก’ ใน ‘ขวดแก้ว’ มากที่สุด ปนเปื้อนจากสีที่หลุดจาก ‘ฝาจีบ’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 22.03 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 05.12 น.

ขวดแก้ว” ถูกยกย่องว่าเป็นบรรจุภัณฑ์ที่บริสุทธิ์และปลอดภัยกว่า “พลาสติก” มาโดยตลอด เพราะไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะมี “ไมโครพลาสติก” ปะปนอยู่ แถมยังสามารถนำมาใช้ใหม่ได้ตลอด เสื่อมสภาพได้ยาก มีอายุการใช้งานนานกว่า และไม่ก่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่งานวิจัยใหม่กลับพบว่า เครื่องดื่มในขวดแก้วกลับมีไมโครพลาสติกมากที่สุด

ทีมนักวิจัยจาก ANSES หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารของฝรั่งเศส พบว่าเครื่องดื่มที่บรรจุในขวดแก้วมีไมโครพลาสติกมากกว่าเครื่องดื่มที่บรรจุในพลาสติกหรือโลหะอย่างมีนัยสำคัญ อันที่จริงเครื่องดื่มที่บรรจุในขวดแก้วบางชนิดมีอนุภาคไมโครพลาสติกมากกว่าถึง 50 เท่าต่อลิตร

แหล่งที่มีไมโครพลาสติกไม่ได้มาจากตัวขวดแก้ว แต่มาจากสีพลาสติกเคลือบด้านนอกของ “ฝาจีบ” ที่ใช้ปิดผนึก

“เราคาดหวังผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม แต่เราสังเกตเห็นว่าน้ำในขวดแก้ว มีอนุภาคพลาสติกที่มีรูปร่าง สี และองค์ประกอบของพอลิเมอร์เหมือนกับสีที่ติดอยู่ด้านนอกของฝาจีบ” อิเซลีน ชาอิบ หัวหน้าทีมวิจัยกล่าว

ไมโครพลาสติกมาจากฝาจีบ

นักวิจัยได้วิเคราะห์ตัวอย่างเครื่องดื่มกว่า 100 รายการที่จำหน่ายทั่วฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่า น้ำอัดลม น้ำอัดลม ชาเย็น เบียร์ และไวน์ โดยเครื่องดื่มเหล่านี้บรรจุในภาชนะหลากหลายประเภท ทั้งแก้ว พลาสติก กระป๋อง กล่อง และถังพลาสติกทรงลูกบาศก์ เพื่อประเมินว่าบรรจุภัณฑ์มีอิทธิพลต่อการปนเปื้อนอย่างไร

ผลวิจัยพบว่าขวดแก้วเป็นภาชนะที่มีการปนเปื้อนมากที่สุด เครื่องดื่มบางชนิดที่บรรจุในแก้ว เช่น น้ำอัดลม ชาเย็น น้ำมะนาว และเบียร์ มีปริมาณไมโครพลาสติกมากกว่า 100 อนุภาคต่อลิตร โดยเบียร์ที่บรรจุในขวดแก้วขนาดเล็กมีปริมาณไมโครพลาสติกสูงสุดที่ 133 อนุภาคต่อลิตร

ในทางตรงกันข้าม เครื่องดื่มชนิดเดียวกันที่บรรจุในขวดหรือกระป๋องพลาสติกมีไมโครพลาสติกน้อยกว่ามาก โดยมักมีอนุภาคเพียง 2-20 อนุภาคต่อลิตร และในบางกรณีอาจน้อยกว่านั้นอีก

เมื่อพิจารณาบรรจุภัณฑ์ทุกประเภท น้ำอัดลมมีค่าเฉลี่ย 31.4 อนุภาคต่อลิตร น้ำมะนาว 45.2 อนุภาคต่อลิตรและเบียร์ 82.9 อนุภาคต่อลิตร ซึ่งถือว่ามีปริมาณสูงอย่างมากเมื่อเทียบกับน้ำเปล่า โดยน้ำเปล่าที่บรรจุในขวดแก้วจะมี 4.5 อนุภาคต่อลิตร ส่วนในขวดพลาสติกมีเพียง 1.6 อนุภาคต่อลิตร

อย่างไรก็ตาม ไวน์มีระดับการปนเปื้อนต่ำที่สุดในบรรดาเครื่องดื่มทั้งหมด แม้แต่ในขวดแก้วก็ตาม นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าขวดไวน์มักถูกปิดผนึกด้วยจุกไม้ก๊อกหรือจุกสังเคราะห์ ไม่ใช่ฝาโลหะ

จากการตรวจสอบด้วยเทคนิคสเปกโทรสโกปีขั้นสูง ทำให้พบความสม่ำเสมอของชนิดของอนุภาคพลาสติก นักวิจัยจึงสามารถยืนยันว่าไมโครพลาสติกที่เชื่อมโยงกับขวดแก้วตรงกับสีจากโพลีเอสเตอร์ที่ใช้กับฝาจีบ

นักวิจัยได้ดำเนินการทดลองต่อไป ด้วยการทำความสะอาดและนำขวดแก้วกลับมาใช้ใหม่ โดยเติมน้ำกรองลงไป และปิดผนึกด้วยฝาโลหะใหม่ในสภาวะที่แตกต่างกัน พบว่า ช่วงที่ยังไม่ได้ทำความสะอาดใด ๆ พบว่ามีอนุภาคไมโครพลาสติกปนเปื้อนสูงถึง 287 อนุภาคต่อลิตร แต่เมื่อเป่าฝาด้วยลมก่อนปิดผนึก ปริมาณไมโครพลาสติกลดลงราวสองในสาม และเมื่อเป่าฝาและล้างด้วยแอลกอฮอล์และน้ำ ปริมาณไมโครพลาสติกปนเปื้อนลดลง 60%

อเล็กซานเดอร์ เดอโฮต์ ผู้ร่วมเขียนงานวิจัย ตั้งข้อสังเกตว่า ฝาจีบมักจะถูกเก็บไว้หลังการผลิตร่วมกัน หลายพันฝาในถุงหรือกล่อง จึงทำให้ฝาเหล่านั้นจะขูดกันเองเมื่อถูกกระแทก อีกทั้งเมื่อปิดผนึกฝาเข้ากับขวดแล้ว เศษพลาสติกจากรอยขีดข่วนจะตกลงไปในเครื่องดื่ม

นักวิจัยสามารถมองเห็นรอยขีดข่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เมื่อนำฝาไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ นักวิจัยจึงคาดว่ารอยขีดข่วนบนฝาขวดอาจเพียงพอที่จะทำให้มีอนุภาคสีขนาดเล็กจิ๋วหลุดออกมา โดยเกล็ดสีเหล่านี้จะเล็ดลอดเข้าไปอยู่ในขวดระหว่างการปิดฝาหรือการเก็บรักษา

แม้ว่าในตอนนี้จะยังไม่สามารถระบุแหล่งที่มาของการปนเปื้อนนี้ได้อย่างละเอียด แต่การค้นพบนี้ก็เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มทุกชนิด แม้แต่แก้ว ก็แทบจะไม่สะอาดบริสุทธิ์เลย

ก่อนหน้านี้ การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่ามีการปนเปื้อนจากภาชนะพลาสติก อุปกรณ์กรอง และแม้แต่ฝุ่นในชั้นบรรยากาศ แต่นี่เป็นการศึกษาครั้งแรกที่สืบย้อนรอยกลับไปยัง สีบนฝาขวด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำให้เกิดไมโครพลาสติกปนเปื้อนได้

แม้ว่านักวิจัยจะพบอนุภาคพลาสติกในเลือด ปอด และรกของมนุษย์ แต่ยังคงไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่า มนุษย์จะต้องสัมผัสไมโครพลาสติกมากเพียงใดถึงจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ขณะเดียวก็มีข้อเรียกร้องให้มีการควบคุมที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ในเดือนมี.ค. 2024 คณะกรรมาธิการยุโรปได้กำหนดระเบียบปฏิบัติการทดสอบไมโครพลาสติกในน้ำดื่ม แต่ระเบียบปฏิบัตินี้ใช้เฉพาะกับน้ำเปล่าเท่านั้น ไม่รวมถึงเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ อย่างโซดา ชา หรือเบียร์

ทีมนักวิจัยของ ANSES ย้ำว่าการศึกษานี้ไม่ได้ให้ข้อสรุปทางพิษวิทยาใด ๆ แต่ให้แนวทางในการบรรเทาผลกระทบ โดยระบุว่าผู้ผลิตเครื่องดื่มสามารถลดปริมาณไมโครพลาสติกที่หลุดจากฝาจีบได้อย่างง่ายดาย ด้วยวิธีการล้างฝาแบบง่าย ๆ เช่น การเป่าลมและล้างด้วยเอทานอล

เนื่องจากไมโครพลาสติกมีอยู่ในเครื่องดื่มอยู่แล้ว เดอโฮต์กล่าวว่าผู้บริโภคจึงไม่สามารถจัดการกับการปนเปื้อนนี้ได้มากนัก อาจทำได้แค่เพียงหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มในขวดแก้วที่ใช้ฝาจีบ เขากล่าวว่าผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและหลีกเลี่ยงการปนเปื้อน ตั้งแต่เริ่มการกระบวนการผลิต

“เราควรตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ แต่ไม่ต้องหวาดระแวง” เดอโฮต์กล่าว

ทีมวิจัยหวังว่าผลการวิจัยนี้จะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประชาชนมีความตระหนักรู้และต้องการตรวจสอบกฎระเบียบเกี่ยวกับไมโครพลาสติกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา: Phys, New Food Magazine, The Guardian, ZME Science

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...