โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ญี่ปุ่น จับมือ NATO รับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์จากจีน-รัสเซีย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 15.47 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 08.47 น.

ญี่ปุ่น จับมือ NATO ช่วยเสริมเกราะป้องกันทางไซเบอร์ หลังเผชิญภัยคุกคามจากจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือต่อเนื่อง หวังป้องกันข้อมูลลับและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญจากการโจมตีในอนาคต

วันที่ 24 มิถุนายน 2568 เวลา 21.51 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่าญี่ปุ่นเริ่มแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองด้านการโจมตีไซเบอร์กับประเทศสมาชิกนาโต (NATO) โดยญี่ปุ่นแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับมัลแวร์ (malware) ที่ใช้โดยจีน เกาหลีเหนือ รัสเซีย และประเทศอื่น ๆ เพื่อยกระดับการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นและกองกำลังป้องกันตนเอง (SDF) ได้เข้าร่วมแพลตฟอร์มแบ่งปันข้อมูลมัลแวร์ของนาโต หรือ Malware Information Sharing Platform (MISP) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2557 โดยเกาหลีใต้ซึ่งไม่ใช่สมาชิกนาโตก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน

โดย มัลแวร์ หมายถึง ซอฟต์แวร์อันตรายที่ใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางไซเบอร์ โดยผู้ไม่หวังดีจะพยายามส่งมัลแวร์ผ่านอีเมลหรือช่องทางอื่น ๆ เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อดึงข้อมูลลับหรือทำให้ระบบไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งการวิเคราะห์วิธีการและเทคโนโลยีที่ใช้ในการโจมตีไซเบอร์ จะช่วยให้แต่ละประเทศสามารถเรียนรู้แนวทางป้องกันและรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ปัจจุบันการโจมตีไซเบอร์ที่พุ่งเป้ามายังญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นทุกปี ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น (NPA) ระบุว่าในปี 2567 มีความพยายามเข้าถึงระบบอย่างผิดปกติ เฉลี่ยวันละ 9,520 ครั้ง ซึ่งถือเป็นสัญญาณของการโจมตีไซเบอร์ โดย 99.4% ของความพยายามเหล่านี้มีแหล่งที่มาจากต่างประเทศ

ตั้งแต่ปี 2562 พบการโจมตีไซเบอร์ 210 ครั้ง ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มแฮ็กเกอร์ MirrorFace ซึ่งต้องสงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายขโมยข้อมูลลับด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและความมั่นคงของชาติจากหน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชน และองค์กรต่าง ๆ ในญี่ปุ่น

การที่ญี่ปุ่นเข้าร่วมแพลตฟอร์ม MISP เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินนโยบาย “การป้องกันเชิงรุกทางไซเบอร์” (Active Cyber Defense) ซึ่งมีเป้าหมายตรวจจับและสกัดกั้นการโจมตีก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง โดยกฎหมายที่ผ่านในเดือนพฤษภาคมอนุญาตให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบการสื่อสารในช่วงเวลาปกติ เพื่อเฝ้าระวังการโจมตีต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ

กรอบกฎหมายใหม่นี้ทำให้ญี่ปุ่นสามารถจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ต่างจากเดิมที่มาตรการป้องกันเน้นการตอบสนองหลังเกิดการโจมตีไปแล้ว
การค้นหาและกำจัดมัลแวร์ที่แฝงตัวอยู่ในระบบจะช่วยป้องกันความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้การแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับมัลแวร์กับนาโต ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงพันธมิตรและฝ่ายตรงข้ามว่า ญี่ปุ่นมีศักยภาพและโครงสร้างพร้อมในการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ และยังช่วยเสริมความมั่นคงด้านไซเบอร์ของสมาชิกนาโตโดยรวม

โดยศักยภาพด้านไซเบอร์ถือเป็นปัจจัยสำคัญในสงครามยุคใหม่ ตัวอย่างเช่น รัสเซียใช้การโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ต่อหน่วยงานรัฐ กองทัพ สถาบันการเงิน เครือข่ายสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานของยูเครน ระหว่างการรุกรานยูเครน รวมถึงในช่วงผนวกไครเมียในปี 2557 ที่มีการโจมตีเครือข่ายสื่อสารของยูเครนอย่างหนัก

ทั้งนี้ญี่ปุ่นและนาโตจึงเร่งกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะด้านไซเบอร์ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นและกองกำลังป้องกันตนเอง ได้เข้าร่วมซ้อมรบร่วมกับนาโตหลายครั้งแล้ว

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...