โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แอมเนสตี้ฯจี้หยุดใช้เพศหญิง-กลุ่ม LGBTI เป็นเครื่องมือโจมตีทั้งออนไลน์และชีวิตจริง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 มิ.ย. 2568 เวลา 11.55 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2568 เวลา 04.29 น.

แอมเนสตี้ฯเรียกร้องยุติการใช้ความเป็นผู้หญิงและตัวตนของกลุ่ม LGBTI เป็นเครื่องมือโจมตี ไม่ว่าจะในโลกออนไลน์หรือชีวิตจริง

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ส่ง “รายงานคู่ขนาน” (Shadow Report) ต่อคณะกรรมการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นสมัยที่ 91 ณ กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ นอกจากนั้นยังรายงานอีกกว่า 24 ฉบับ จากองค์กรภาคประชาสังคมต่าง ๆ ที่ร่วมกันส่งเสียงแทนผู้หญิงหลากหลายกลุ่มในประเทศไทย เพื่อสะท้อนสิ่งที่รัฐอาจยังไม่เห็นหรือไม่อยากเห็นจากการลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ได้รับผลกระทบในสถานการณ์จริง

“รายงานคู่ขนาน” คือเครื่องมือจากองค์กรภาคประชาสังคมที่มีข้อมูลบางส่วนที่อาจจะขาดหายไปจากรายงานของภาครัฐ ในรายงานของแอมเนสตี้ฯมุ่งเน้นประเด็นที่รัฐไทยมักหลีกเลี่ยง เช่น การคุกคามผู้หญิงในโลกออนไลน์ การถูกสอดแนมทางดิจิทัลที่ส่งผลต่อความเป็นส่วนตัวและสุขภาพจิต และระบบยุติธรรมที่ผลักภาระให้ผู้เสียหายต้องหาหลักฐานด้วยตนเองจึงจะสามารถดำเนินคดีได้ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศที่เกิดขึ้นผ่านเทคโนโลยี (Technology-facilitated Gender-Based Violence-TfGBV) ซึ่งยังคงกระทำต่อนักกิจกรรมผู้หญิง และผู้มีความหลากหลายทางเพศในไทย โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน

ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 16 มิ.ย.-4 ก.ค. 2568 คณะกรรมการ CEDAW ได้มีการประชุมเพื่อตรวจสอบรายงานของแต่ละประเทศรวมถึงประเทศไทย โดยเชิญผู้แทนจากภาครัฐและภาคประชาสังคมเข้าร่วมเวทีสานเสวนาอย่างสร้างสรรค์ (Interactive Dialogue) จากนั้นคณะกรรมการจะมีข้อเสนอแนะ รวมทั้งการติดตามผลการดำเนินงานของรัฐบาลแต่ละประเทศต่อไป

เป็นภาคี CEDAW มานานกว่า 20 ปี แต่ยังมีช่องว่างใหญ่ พันธกรณีสากล สู่ความล้มเหลวในชีวิตจริงหญิงไทย

แอมเนสตี้ฯมีข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2528 ประเทศไทยได้เป็นภาคีของอนุสัญญาซีดอว์ (CEDAW) นั่นหมายความว่าไทยมีพันธะผูกพันในการป้องกันและขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบมานาน 20 ปี แต่กลับพบว่าแม้จะเป็นภาคีในอนุสัญญานี้ แต่ก็ยังพบความล้มเหลวอย่างมีนัยสำคัญที่ต้องจับตามองในเรื่องการคุ้มครองผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTI) ที่ยังพบความรุนแรงในชีวิตจริงและโลกออนไลน์อยู่ เพียงเพราะออกมาแสดงความเห็น ใช้ชีวิต และปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนอื่น

หลักฐานที่มาจากคนจริง เสียงจริง และกว่า 40 เหตุการณ์รุนแรง ช่วงปี 2563-2567

อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าในปี 2563-2567 แอมเนสตี้ฯได้สำรวจด้วยการสัมภาษณ์และบันทึกปัญหาที่พบจากการถูกเลือกปฏิบัติ ถูกคุกคาม และถูกใช้ความรุนแรงอย่างน้อย 40 กรณี ของความรุนแรงรูปแบบ TfGBV ที่เกิดกับผู้หญิง เด็กหญิง และผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่ได้ทำหน้าที่เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหรือส่งเสียงเพื่อสิทธิเสรีภาพของตัวเอง สิ่งที่พบมีหลายรูปแบบ เช่น

การถูกโจมตีด้วยสปายแวร์ Pegasus บนอุปกรณ์ของนักกิจกรรมหญิงอย่างน้อย 15 คน ระหว่างการประท้วงปี 2563-2564 โดยแอมเนสตี้ฯมีข้อสรุปจากการประเมินหลักฐานต่าง ๆ ว่า หน่วยงานรัฐของไทยมีส่วนเกี่ยวข้องต่อการโจมตีด้วยวิธีการนี้

การแจ้งเตือนจาก Meta ถึง 44 คนในไทยว่าอาจตกเป็นเป้าหมายของผู้โจมตีที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐ รวมถึงนักกิจกรรมหญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ

การถูกโจมตีด้วยวิธี Doxing (เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับการยินยอม) ยกตัวอย่างเช่น กรณีการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของนักกิจกรรมนอนไบนารี่อายุ 17 ปี เช่น เลขบัตรประชาชน และชีวิตที่เคลื่อนไหวทางการเมือง จากบัญชีปริศนาบนแพลตฟอร์ม X

การที่ถูกข่มขู่ใช้ความรุนแรงและการโจมตีด้วยถ้อยคำเหยียดเพศและศาสนากับผู้หญิงข้ามเพศที่เป็นมุสลิม เพียงเพราะออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้มีความหลากหลายทางเพศที่นับถือศาสนาอิสลาม

ไทยยังไม่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ

ชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยเบื้องหลังการจัดทำ “รายงานคู่ขนาน” (Shadow Report) ว่า รายงานฉบับนี้สะท้อนเสียงของผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศในไทยที่ตกเป็นเหยื่อการโจมตีทางออนไลน์ และยังถูกละเลยจากระบบของรัฐและกลไกยุติธรรม โดยส่งผลให้โลกดิจิทัลได้กลายเป็นพื้นที่ที่ “อันตรายเกินกว่าจะเป็นตัวเอง” สำหรับผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศจำนวนมาก

“ที่ผ่านมา แอมเนสตี้ฯทำงานกับกลไกขององค์การสหประชาชาติ หรือ UN มาโดยตลอด และได้รับการตอบรับอย่างดี ผู้เชี่ยวชาญจากสหประชาชาติหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการต่อต้านการทรมาน หรือคณะทำงานด้านการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงและเด็กหญิง ก็ล้วนแล้วแต่หยิบยกข้อค้นพบให้งานวิจัยของแอมเนสตี้ฯมาพูดถึงความล้มเหลวของทางการไทย ในการจัดการปัญหาความรุนแรงในโลกออนไลน์ โดยเราหวังว่าการส่งเสียงผ่านองค์กรระหว่างประเทศจะทำให้ทางการไทยหันมาใส่ใจปัญหานี้อย่างจริงจัง”

ชนาธิปย้ำว่า หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญคือการที่ผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ต้องเผชิญกับความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี (TfGBV) ทั้งการถูกสอดแนมโดยสปายแวร์ การโดนแฮกบัญชี การถูกข่มขู่คุกคาม และการใช้ถ้อยคำเหยียดเพศในโลกออนไลน์ ซึ่งสร้างบรรยากาศความน่ากลัว จนหลายคนต้องถอยห่างจากพื้นที่สาธารณะ

“โลกออนไลน์ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศได้ใช้เคลื่อนไหวและมีส่วนร่วมทางสังคม แต่แอมเนสตี้ฯกลับพบว่าความรุนแรงในโลกออนไลน์ได้สร้างบรรยากาศความกลัวที่ผลักพวกเขาออกจากการมีส่วนร่วมทางสังคม ทุกวันนี้หลายคนเลือกที่จะเงียบ เพราะคิดว่าการเงียบคือทางรอดเดียวในการที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ถูกคุกคาม”

ชนาธิปยกตัวอย่างกรณีของ “นุ่น” ผู้หญิงข้ามเพศที่ออกมาเรียกร้องสิทธิเพื่อความหลากหลายทางเพศของชาวมุสลิม แต่หลังจากออกมาพูดถึงเรื่องนี้กลับทำให้ถูกส่งข้อความข่มขู่ในลักษณะที่จะทำให้เสียชีวิต และถูกข่มขู่ด้วยคำพูดเหยียดเพศและศาสนา พร้อมชี้ว่ากลไกทางกฎหมายที่ไทยมีอยู่ปัจจุบันไม่สามารถช่วยเหลือกรณีลักษณะนี้ได้ เพราะยังมีข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น มาตรา 17 ของ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ที่เปิดช่องให้การเลือกปฏิบัติสามารถเกิดขึ้นได้ หากผู้กระทำความผิดอ้างเรื่องศาสนาหรือความมั่นคงของชาติ

“การแก้ไขมาตรา 17 เป็นข้อเสนอที่สำคัญที่สุดของเราและแอมเนสตี้ฯ เพราะถ้ากฎหมายยังเปิดช่องให้เลือกปฏิบัติได้โดยอ้างศาสนาหรือความมั่นคงของชาติได้ เท่ากับเป็นการปล่อยให้ความรุนแรงมีอยู่ต่อไปในประเทศนี้ โดยที่หากเกิดอะไรขึ้นมา คนที่ก่อความรุนแรงอาจจะไม่ได้รับโทษหรือไม่ผิดกฎหมายอะไรเลย”

สำหรับข้อเรียกร้องในการแก้ไขมาตรา 17 ไม่ได้เป็นเพียงข้อเสนอจากแอมเนสตี้ฯเท่านั้น แต่เป็นประเด็นที่ คณะกรรมการ CEDAW เคยเสนอให้รัฐบาลไทยดำเนินการมาแล้วตั้งแต่การทบทวนสถานการณ์ครั้งที่ผ่านมาในปี 2560 ชนาธิปอธิบายว่า คณะกรรมการ CEDAW เคยมองเห็นปัญหาของไทยในกฎหมายมาตรานี้ชัดเจน และได้แนะนำให้แก้ไขมาตรา 17 เพราะลงความเห็นว่าเป็นการเปิดช่องให้เกิดการเลือกปฏิบัติโดยอ้างเหตุผลทางศาสนาหรือความมั่นคงของชาติ หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นจะถือว่าไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งสวนทางกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล แต่กลับพบว่าแม้จะมีข้อเสนอแนะที่ชัดเจน แต่ไทยยังไม่มีความคืบหน้าในการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นรูปธรรมจนถึงปัจจุบัน

“มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องนี้ก็จริง แต่กระบวนการของไทยช้ามาก ๆ และยังค้างอยู่แค่ขั้นตอนการศึกษา ไม่มีการเดินหน้าแก้ไขจริง ทั้งที่คระกรรมการซีดอว์เขาส่งสัญญาณมาแล้วตั้งแต่ปี 2560 ให้ทบทวนหรือปรับแก้ไขกฎหมายมาตรา 17 ในกฎหมายความเท่าเทียมระหว่างเพศ”

ที่ผ่านมาพบว่า ในการทบทวนรอบก่อนคณะกรรมการ CEDAW ยังไม่ได้กล่าวถึงความรุนแรงในโลกออนไลน์โดยตรง เนื่องจากในตอนนั้นไทยยังไม่มีฐานข้อมูลเพียงพอ แต่เมื่อแอมเนสตี้ฯได้จัดทำรายงาน “อันตรายเกินกว่าจะเป็นตัวเอง” (Being Ourselves is Too Dangerous) ขึ้นในปี 2567 ข้อมูลเหล่านี้จึงถูกนำเสนออย่างเป็นระบบในทางวิชาการเป็นครั้งแรก เพื่อแสดงให้เห็นว่าความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโลกจริง แต่ยังเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบในโลกดิจิทัลด้วย ขณะที่ชนาธิปแสดงความเป็นห่วงว่า รายงานที่จัดทำโดยทางการไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการถูกเลือกปฏิบัติหรือถูกคุกคามในโลกออนไลน์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทางการไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวมากเท่าที่ควร

ชนาธิปพูดทิ้งท้ายว่า การที่นักกิจกรรมหญิง และกลุ่ม LGBTI ถูกโจมตีด้วยคำเหยียดเพศ หรือการคุกคามบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่คือความล้มเหลวของระบบรัฐในการปกป้องผู้คนจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในไทย

“แอมเนสตี้ฯไม่อยากให้ความเป็นหญิงและประเด็นเรื่องเพศอื่น ๆ ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีใครก็ตาม ไม่ว่าจะในโลกออนไลน์หรือในชีวิตจริง เวลาเราพูดถึงผู้นำที่เป็นผู้หญิง นักกิจกรรมหญิง หรือแม้แต่คนธรรมดาที่เป็นผู้หญิงที่ออกมามีบทบาทในสังคม รวมถึง LGBTI พวกเขามักถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือโจมตีด้วยถ้อยคำที่เหยียดเพศ โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกันกับประเด็นที่เขามีบทบาทอยู่ในสังคม การกระทำแบบนี้ถือเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน”

การส่งรายงานคู่ขนานครั้งนี้ไม่ได้มีแค่แอมเนสตี้ฯเท่านั้น แต่ยังมีอีกกว่า 24 องค์กรภาคประชาสังคมที่ร่วมกันส่งเสียงไปยังคณะกรรมการ CEDAW เพื่อให้เห็นว่า “ประเทศไทยยังไม่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงทุกคน” นอกนั้นในเวทีนี้ยังมีการนำเสนอความท้าทายของผู้หญิงในประเทศไทยอีกหลากหลายประเด็น ทั้งเรื่องแรงงานข้ามชาติ ผู้ไร้สัญชาติ และผู้หญิงที่ถูกบีบให้ออกจากกระบวนการยุติธรรม สะท้อนข้อท้าทายในกฎหมายและนโยบายที่กำลังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปกป้องผู้เสียหาย และยังมีตัวแทนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหญิง ร่วมกล่าวคำแถลงในประเด็นอื่น ๆ อาทิ เสียงจากเครือข่ายสตรีชนเผ่า หญิงจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงความไม่สงบ กลุ่มผู้มีที่ความหลากหลายทางเพศ กลุ่มผู้หญิง คนพิการด้วย

อ่านรายงานฉบับเต็มของแอมเนสตี้ฯได้ที่ : https://bit.ly/44dZeXv

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แอมเนสตี้ฯจี้หยุดใช้เพศหญิง-กลุ่ม LGBTI เป็นเครื่องมือโจมตีทั้งออนไลน์และชีวิตจริง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...