โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

‘ยีนบำบัด’ ตัวแรก อย.อนุญาตขึ้นทะเบียนยา รักษาโรคในเด็ก

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 21 มิ.ย. 2568 เวลา 21.12 น. • เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2568 เวลา 11.58 น.

ตามแผนการขับเคลื่อนขับนโยบายการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขนานาชาติ (Wellness and Medical Service Hub) ส่วนของการเป็นศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง ในการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง( Advanced Therapy Medicinal Products : ATMPs) อาทิ เซลล์บำบัด ยีนบำบัด เนื้อเยื่อ ประกอบด้วย

1. ส่งเสริมการพัฒนา ATMPs

2. อนุมัติผลิตภัณฑ์ ATMPs 2 รายการ

3.ให้สถานพยาบาลเป้าหมายได้รับการอนุมัติ ให้ทดลองใช้ ATMPs อย่างน้อย 5 แห่ง

4.คนไทยเข้าถึงยา ATMPs ได้ในประเทศ ผ่านกลไกการอนุญาตวิจัยยา ในปี 2568

5.จัดตั้งสถานพยาบาลทดลองภาครัฐที่พร้อมให้บริการ คาดว่าจะเกิดผลประโยชน์ 266,708 ล้านบาท

เกณฑ์เลือกเอกชนร่วม ATMPs แซนด์บ็อกซ์

กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ดำเนินการขับเคลื่อนวิจัยทดลองนำร่องตามโครงการ Advanced Therapy Medicinal Products Sandbox หรือ ATMPs แซนด์บ็อกซ์ (ATMPs Sandbox) ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมาย “เศรษฐกิจสุขภาพ” เบื้องต้น 5 หน่วยงาน ได้แก่ รพ.วชิระภูเก็ต ,ศูนย์การแพทย์บางรัก ,สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ,รพ.ราชวิถี และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

ทั้งนี้ การเดินหน้า ATMPs แซนด์บ็อกซ์ ที่เป็นโครงการวิจัยนั้น สธ.สามารถดำเนินการความร่วมกับ(MOU)โรงเรียนแพทย์ และภาคเอกชนได้ โดยเฉพาะในการช่วยผลิตภัณฑ์ ATMPs

ก่อนหน้านี้ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และหน่วยงานระดับกรมของกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันลงนามประกาศเจตนารมณ์การพัฒนา ATMPs เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงยา ATMPs ที่ได้มาตรฐาน ส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพมูลค่าสูงเพื่อสร้างรายได้และเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ของภูมิภาค

ส่วนการคัดเลือกบริษัทเอกชนเข้าร่วมในโครงการ ATMPs Sandbox นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า มีคณะกรรมการภาครัฐร่วมเอกชนได้มีการตั้งอนุกรรมการภาครัฐร่วมเอกชนในการพิจารณา โดยนำบริษัทของภาครัฐและเอกชนทั้งหมด 10 แห่งที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เป็นภาคเอกชน 7 บริษัท ที่ยื่นเจตจำนงค์ที่จะร่วมทำงานครั้งนี้กับภาครัฐมี 5 บริษัท แบ่งการพิจารณาเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้เน้นย้ำว่าประชาชนที่เข้าเกณฑ์การเข้าร่วมงานวิจัยจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น คือ

กลุ่มที่ 1 บริษัทสนับสนุน 100 %

กลุ่มที่ 2 บริษัทมีการสนับสนุนและมีการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน

กลุ่มที่ 3 บริษัทสนับสนุนเฉพาะผลิตภัณฑ์

ในการคัดเลือกให้เอกชนเข้าร่วมวิจัยในแซนด์บ็อกซ์ จะเป็นกลุ่มที่ 1 ก่อน

ถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัด

ปัจจุบันมีความคืบหน้า โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีการลงนามร่วมกับ บริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BKGI เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัดชนิด Dendritic cells (DCs) และ Cytokine-Induced Killer cells (CIK) พร้อมกระบวนการควบคุมคุณภาพ ซึ่งเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อนำไปใช้รักษาโรคมะเร็ง

สำหรับเซลล์ Dendritic cells (DCs) และ Cytokine-induced killer cells (CIK) เป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ได้รับการพัฒนาและผลิตจากเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วย ผ่านกระบวนการเฉพาะในห้องปฏิบัติการเพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะเจาะจง โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยและคร่าชีวิตหญิงไทยมากที่สุด

ขึ้นทะเบียนยา ATMPs ตัวแรก

ขณะที่ นพ.วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ให้สัมภาษณ์ว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) อนุมัติขึ้นทะเบียนยา ATMPs แล้ว 1 รายการ เป็นยีนบำบัด (Gene Therapy) นำเข้าจากต่างประเทศ ใช้รักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งเด็กที่ป่วยด้วยโรคนี้ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และจะมีอายุไม่ยืนยาว
ส่วนที่เหลือจะดำเนินการวิจัยในแซนด์บ็อกซ์ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)กำหนด เบื้องต้นมี 5 สถานพยาบาล ได้แก่ รพ.วชิระภูเก็ต ,ศูนย์การแพทย์บางรัก ,สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ,รพ.ราชวิถี และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยเป็นลักษณะของการวิจัยไปด้วย เพื่อที่จะขึ้นทะเบียนไปด้วย เนื่องจากยา ATMPs ยังมีราคาแพง บางตัว 1 เข็มราคา 10 ล้านบาท หากนำมาใช้วิจัยในประชากรราว 100 - 1,000 คน ก็จะเป็นเงินกว่า 1,000 ล้านบาท

นพ.วิทิต กล่าวด้วยว่า ต่างประเทศจึงเปิดช่องแนวทาง single-patient คือ สามารถเก็บข้อมูลจากผู้ป่วยแต่ละรายที่มีการใช้ยา ATMPs โดยไม่ได้กำหนดกลุ่มประชากรที่วิจัยจำนวนมากเหมือนเดิม แต่ก็จะต้องมีการกำหนดแนวทางการวิจัยอีกมาก โดยอย.ยึดตามแนวทางของยุโรป เพื่อให้มีความปลอดภัย ทำให้ไม่สามารถวิจัยในพื้นที่ปกติได้

เริ่มวิจัยในATMPs แซนด์บ็อกซ์สธ.

“จะต้องเริ่มใช้วิจัยจากในแซนด์บ็อกซ์ก่อน ขณะนี้จำกัดเฉพาะหน่วยงานสังกัดสธ.แต่สามารถไปมีความร่วมมือวิจัยกับสถาบันการศึกษาที่เป็นโรงเรียนแพทย์ หรือภาคเอกชนที่มีความพร้อม โดยเฉพาะในการร่วมผลิตตัวผลิตภัณฑ์ วิจัยร่วมกันเพื่อนำไปสู่การขึ้นทะเบียนยาให้ได้”นพ.วิทิตกล่าว

นพ.วิทิต กล่าวด้วยว่า การวิจัยใน ATMPs แซนด์บ็อกซ์ ต้องประกอบด้วยยา สถานที่ที่จะฉีดยา ATMPs และผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ จะต้องมีทั้ง 3 ส่วนนี้จึงจะดำเนินการได้ เริ่มจากการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ โรงงานต้องมีความปลอดภัย ไม่มีการปนเปื้อนไวรัส หรือยีนที่เกิดติดเชื้อแบคทีเรีย หรืออื่นๆ หลังจากใช้ในผู้ป่วยตามการวิจัยจะต้องมีการติดตาม ประเมินผล ไม่มีผลข้างเคียง จึงจะสามารถขึ้นทะเบียนยาได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...