โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พรรคไทยสร้างไทย แถลงเสนอทางออกคดี ม.112

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 15 ก.ค. 2568 เวลา 12.32 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568 เวลา 12.32 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์

(15ก.ค.68) พรรคไทยสร้างไทย โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค และ ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ แถลงข่าวเสนอแนวทางการคลี่คลายความขัดแย้งเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม และคดีที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

พรรคไทยสร้างไทยเห็นว่า มาตรา 112 ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อสอดรับกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ซึ่งระบุว่า "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้" ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครององค์พระประมุขของชาติซึ่งไม่สามารถโต้ตอบหรือชี้แจงได้ในทางคดี เมื่อถูกละเมิดด้วยการหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่น

อย่างไรก็ตาม พรรคฯ เห็นว่าในทางปฏิบัติที่ผ่านมาบางกรณี กฎหมายนี้อาจถูกนำไปใช้เพื่อกลั่นแกล้งหรือดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้นจึงเสนอ 2 แนวทางหลักในการแก้ปัญหาคดี ม.112 ควบคู่กัน ดังนี้

1.แก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ให้จัดตั้ง “คณะกรรมการกลั่นกรอง” คดีมาตรา 112 ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายสาขา เช่น ตำรวจ อัยการ ฝ่ายปกครอง นักวิชาการ ร่วมพิจารณาว่าควรสั่งฟ้องหรือไม่ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการกลั่นแกล้งทางคดี

นอกจากนี้ พรรคฯยังเสนอให้บัญญัติกฎหมายรองรับการที่องค์พระมหากษัตริย์สามารถ “พระราชทานอภัย” ต่อผู้ถูกกล่าวหาในระหว่างการดำเนินคดีได้ ซึ่งถ้าได้รับ “พระราชทานอภัย” ก็ให้ระงับการดำเนินคดีทันทีและให้ถือว่าคดีเป็นอันสิ้นสุด ซึ่งต่างจากการขอพระราชทานอภัยโทษที่คดีถึงที่สุดแล้ว

2.เสนอเพิ่มเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

โดยเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา 112 สามารถยื่น “คำขอพระราชทานอภัย” ได้ก่อนที่คดีจะถึงที่สุด พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะไม่กระทำซ้ำ เพื่อเป็นกลไกเชิงสันติวิธีในการยุติความขัดแย้ง

ดร.โภคิน กล่าวย้ำว่า “ข้อเสนอของพรรคไทยสร้างไทย เป็นการหาทางออกที่ตั้งอยู่บนหลักนิติธรรมควบคู่กับวัฒนธรรมแห่งการให้อภัยของสังคมไทย”

ด้าน คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวสรุปว่า “ประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าได้ ต้องไม่ปล่อยให้ความแตกแยกเรื้อรัง เราเชื่อว่าการให้ ‘อภัย’ จะเป็นสะพานนำสังคมไทยกลับสู่ความสงบสุขและความหวัง”

ขณะที่ แถลงการณ์พรรคไทยสร้างไทย เรื่อง ทางออกจากปัญหาความเห็นต่างในร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม กรณีความผิดตามมาตรา 112

จากแถลงการณ์พรรคไทยสร้างไทย วันที่ 30 กรกฎาคม 2567 ที่ได้เสนอทางออกสำหรับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และคดีความผิดตามมาตรา 112 ซึ่งพรรคฯเห็นโดยสุจริตว่ามาตรา 112 และมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในหมวดพระมหากษัตริย์บัญญัติขึ้นเพื่อให้สอดรับกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา 6 ซึ่งบัญญัติว่า "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้”

บทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้เป็นวัฒนธรรมประเพณี เฉกเช่นเดียวกับประมุขของรัฐในต่างประเทศก็ได้รับการคุ้มครองเช่นกัน และโดยข้อเท็จจริงแล้วเมื่อมีการล่วงละเมิดองค์พระมหากษัตริย์ด้วยการดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาท ฯลฯ ต่อองค์พระประมุขของชาติ พระองค์ก็มิอาจโต้ตอบหรือชี้แจง หรือดำเนินการใด ๆ ได้

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า องค์พระประมุขของชาติทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม มีเมตตาต่อพสกนิกรของพระองค์โดยไม่ถือชั้น วรรณะ และศาสนา ยามใดที่บ้านเมืองมีปัญหาขัดแย้ง รุนแรง สถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะทรงนำคุณธรรม "อภัย" มาใช้เพื่อสร้างความสงบเรียบร้อย และสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองเสมอมา

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น การแก้ไขปัญหาเพื่อหาทางออกในคดีความผิดตามมาตรา 112 จึงควรดำเนินการใน 2 แนวทางไปพร้อม ๆ กัน คือ

1.แก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในส่วนที่เกี่ยวกับการร้องทุกข์ กล่าวโทษ ความผิดตามมาตรา 112 โดยให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองในการดำเนินคดี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิหลายสาขา อาทิ ตำรวจ อัยการ ฝ่ายปกครอง นักวิชาการ ให้มีความเห็นร่วมกันว่าควรสั่งฟ้องหรือไม่ เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งในการดำเนินคดี

นอกจากนี้ ในระหว่างการดำเนินคดีตั้งแต่ชั้นกล่าวโทษต่อคณะกรรมการฯ จนถึงระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นศาล ควรแก้ไขกฎหมายให้องค์พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจที่จะ "พระราชทานอภัย" สำหรับการกระทำที่กล่าวมาได้ โดยให้เป็นการระงับการดำเนินคดีทันที และให้ถือว่าคดีเป็นอันสิ้นสุด

2.ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หากจะกำหนดให้มีการนิรโทษกรรมคดีความผิดตามมาตรา 112 ควรดำเนินการดังนี้ คือ ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมายตามมาตรา 112 สามารถทำหนังสือ "ขอพระราชทานอภัย" ต่อองค์พระมหากษัตริย์ได้ โดยให้คำมั่นว่าจะไม่กระทำซ้ำอีกในระหว่างการดำเนินคดีก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด กรณีนี้เรียกว่า "การขอพระราชทานอภัย" ซึ่งจะต่างจากการขอพระราชทานอภัยโทษที่คดีถึงที่สุดแล้ว

โดยสรุป การแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามที่กล่าวข้างต้น จะเป็นหลักการใหม่ในการดำเนินคดีอาญา เพื่อป้องกันการนำมาตรา 112 ไปกลั่นแกล้งกัน และกระทบกระเทือนถึงองค์พระมหากษัตริย์

ขณะเดียวกันการเพิ่มเติมในร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้พระมหากษัตริย์ทรงสามารถ "พระราชทานอภัย" คดีความผิดตามมาตรา 112 ที่เกิดขึ้นและยังไม่มีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดได้ด้วย ก็จะช่วยแก้ปัญหาที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าการกระทำจะเกิดจากเจตนาของผู้กระทำ หรือโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือถูกกลั่นแกล้ง

ท้ายที่สุดนี้ พรรคไทยสร้างไทยใคร่ขอให้สังคมตระหนักร่วมกันว่า การนำ "การให้อภัย" มาใช้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ดำรงมาอย่างยาวนานจะเกิดผลสัมฤทธิ์ และนำความผาสุกมาสู่ปวงชนชาวไทย

ข่าวเวิร์คพอยท์23

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...