ทรัมป์ประกาศอัตราภาษีใหม่ 8 ประเทศ บราซิลโดน 50% ฟิลิปปินส์ 20%
ที่มาภาพ:https://indiashippingnews.com/potential-shifts-in-us-trade-policy-to-affect-trade-in-2025-unctad/
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งจดหมายเมื่อวันพุธ (9 กรกฎาคม 2568) ที่ผ่านมา กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ 8 ประเทศ ตอกย้ำถึงแนวทางที่แข็งกร้าวในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการค้าโลกของอเมริกา
โดยจดหมายภาษีศุลกากรรอบใหม่ส่งถึงบราซิล ศรีลังกา แอลจีเรีย บรูไน อิรัก ลิเบีย มอลโดวา และฟิลิปปินส์ Al Jazeera รายงาน
จดหมายที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ระบุอัตราภาษีนำเข้าของแต่ละประเทศ โดยแอลจีเรีย ศรีลังกา และอิรักถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 30% บรูไน ลิเบีย และมอลโดวา ถูกเก็บภาษี 25% และฟิลิปปินส์ถูกเก็บภาษี 20%
อย่างไรก็ตาม บราซิลถูกเก็บภาษีศุลกากรสูงสุดในกลุ่มนี้ที่ 50% ในจดหมายของเขา ทรัมป์อ้างถึง “ความอยุติธรรมร้ายแรง” ที่ครอบคลุมการตรวจสอบและการโจมตี “การเลือกตั้งเสรี” ของบราซิล ทรัมป์เคยสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโรของบราซิล ผู้นำฝ่ายขวาจัดที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ในอดีตเช่นเดียวกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ทรัมป์โพสต์จดหมายดังกล่าวบนเว็บไซต์ Truth Social หลังจากหมดเวลาเจรจา 90 วัน ซึ่งเริ่มต้นด้วยการเก็บภาษีพื้นฐาน 10% ทรัมป์ให้เวลาประเทศต่างๆ ในการเจรจามากขึ้นก่อนกำหนดเส้นตายในวันที่ 1 สิงหาคม แต่ยืนกรานว่าจะไม่มีการขยายเวลาให้กับประเทศที่ได้รับจดหมาย
จดหมายที่ส่งออกใวันพุธเป็นชุดล่าสุดที่รัฐบาลทรัมป์ส่งถึงประเทศต่างๆ ทั่วโลก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ขู่ว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ 25% ส่งผลให้พันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯ 2 รายและประเทศเศรษฐกิจอื่นๆ อีกกว่าสิบประเทศถูกกดดันให้บรรลุข้อตกลงการค้ากับวอชิงตัน
จนถึงขณะนี้ รัฐบาลทรัมป์บรรลุข้อตกลงการค้าเพียงสองฉบับเท่านั้น ซึ่งได้แก่กับสหราชอาณาจักรและเวียดนาม
โดยรวมอัตราภาษีสำหรับทั้ง 21 ประเทศเป้าหมายจนถึงขณะนี้อยู่ระหว่าง 20% ถึง 40% จดหมายระบุว่าสหรัฐฯ “อาจจะ” พิจารณาปรับระดับภาษีใหม่ “ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของเรากับประเทศของคุณ จากการรายงานของ CNBC
จดหมายทุกฉบับระบุว่าภาษีศุลกากรนั้น “น้อยกว่าที่จำเป็นในการลดความไม่สมดุลด้านการขาดดุลการค้าที่เรามีกับประเทศของคุณมาก” ทรัมป์มักอ้างว่าการขาดดุลการค้านั้นแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังถูกเอาเปรียบ แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญหลายคนจะไม่เห็นด้วยก็ตาม
หลายประเทศที่ได้รับจดหมายจนถึงขณะนี้เป็นคู่ค้ารายย่อยของสหรัฐฯ และแม้ว่าสหรัฐฯ จะมีการขาดดุลการค้ากับทุกประเทศ แต่ส่วนต่างบางส่วนก็น้อยมาก ตัวอย่างเช่น การขาดดุลการค้าของอเมริกากับมอลโดวาในปี 2567 มีจำนวนรวมเพียง 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลของสหรัฐฯ
สำนักงาน Census Bureau ซึ่งทำหน้าที่เก็บข้อมูลและสถิติต่างๆ ในสหรัฐฯรายงานว่า ปีที่แล้ว สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสินค้ามูลค่า 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐกับศรีลังกา ขาดดุลการค้าสินค้ามูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐกับแอลจีเรีย ขาดดุลการค้าสินค้ามูลค่า 5.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐกับอิรัก ขาดดุลการค้าสินค้ามูลค่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับลิเบีย ขาดดุลการค้าสินค้ามูลค่า 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐกับฟิลิปปินส์ ขาดดุลการค้าสินค้ามูลค่า 111 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับบรูไน และขาดดุลการค้าสินค้ามูลค่า 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับมอลโดวา
ภาวะขาดดุลการค้านี้สะท้อนถึงส่วนต่างระหว่างสินค้าที่สหรัฐฯ ส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้และสินค้าที่นำเข้า ไม่มีประเทศใดในกลุ่มนี้เป็นคู่แข่งทางอุตสาหกรรมรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ มีดุลการค้าเกินดุล 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กับบราซิล โดยส่งออกสินค้าไปยังบราซิลมูลค่า 4.97 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่นำเข้าเพียง 4.23 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
มาตรการขึ้นภาษีที่ไม่แน่นอนของทรัมป์กำลังก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างขวางต่อสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ ทั่วโลก
ในสหรัฐอเมริกา รายงานการจ้างงานล่าสุดของสหรัฐฯเพิ่มขี้นเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่เพิ่มเลยในภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคการค้าและการก่อสร้าง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากรเป็นส่วนใหญ่ GDP ของสหรัฐฯ หดตัวลง 0.5% ในไตรมาสแรกของปี ตามข้อมูลที่เผยแพร่ในรายงานของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เมื่อเดือนที่แล้ว