โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ย้อนเวลาเป็นภรรยาตัวร้าย

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 พ.ค. 2568 เวลา 12.37 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2568 เวลา 15.55 น. • เมฆาขาว
ไป๋ซูเหยาย้อนเวลาไปในยุคโบราณ นางตื่นขึ้นมาในร่างของสะใภ้สามตัวร้ายที่ทั้งบ้านเกลียดชังพร้อมลูกติดของสามีอีกสองคน

ข้อมูลเบื้องต้น

หมู่บ้านจื่อสุ่ย

ไป๋ซูเหยา - ย้อนมาในร่างของสะใภ้สามผู้งดงามแต่ไม่เอาไหน

หลี่เทียนเป่า - ลูกชายของหลี่จื้อหาน อายุห้าขวบ

หลี่เซียงซิน - ลูกสาวของหลี่จื้อหาน อายุ สามขวบ

หลี่จื้อหาน - ลูกชายคนที่สามของบ้านหลี่ พูดน้อย ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร

หวังซื่อฮวา ฮูหยินผู้เฒ่าบ้านหลี่

หลี่จื้อกัง - ลูกชายคนโตของบ้านหลี่

เฉินซิ่วหนี่ (ซิ่วเหนียง) - สะใภ้คนโต

หลี่เหม่ยฮวา (ฮวาเอ๋อร์) - ลูกสาวคนโตของซิ่วหนี่ อายุแปดขวบ

หลี่เสี่ยวหยุน (เสี่ยวหยุน) - ลูกสาวคนรอง อายุหกขวบ

หลี่จื้อซาน - ลูกชายคนที่สองของบ้านหลี่

หลิวเหอจวิน (เหอเหนียง) - สะใภ้รอง

หลี่จิ้งอัน (อันอัน) - ลูกชายของเหอจวิน อายุสี่ขวบ

หลี่ชุนเหอ - บิดาของหลี่จื้อหานที่เสียไป

จางซานเหนียง - ภรรยาของหลี่จื้อหานที่จากไป

บทที ๑ ตื่นในร่างผู้อื่น

กลิ่นฝุ่น กลิ่นดิน และกลิ่นควันฟืนลอยอบอวลอยู่ในอากาศแคบ ๆ ของกระท่อมเก่า ฝุ่นบาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งในแสงแดดที่รอดผ่านช่องฝาไม้ผุเก่า ดวงตาหนักอึ้งค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ ท่ามกลางเสียงจั๊กจั่นห่างไกลและความเงียบของบ้านยามเช้า ศีรษะเจ็บตุบเหมือนถูกกระแทกแรง นางยกมือขึ้นแตะท้ายทอยอย่างสับสน สัมผัสถึงรอยโน้นนูนและคราบเลือดแห้งติดปลายนิ้ว

ที่นี่…ที่ไหน?

หรือจะพูดให้ถูก ข้าเป็นใครกันแน่?

ภาพความทรงจำประหลาดถาโถมเข้ามาเป็นระลอก ร่างนี้ชื่อว่า ไป๋ซูเหยา สตรีงามแห่งหมู่บ้านจื่อสุ่ย ผู้ถูกขนานนามว่า “ดอกท้อที่งามที่สุดแห่งปี” เมื่อหนึ่งปีก่อน แต่งเข้าบ้านหลี่ในฐานะ ภรรยาของหลี่จื้อหาน ลูกชายคนที่สามของตระกูลหลี่

หลี่จื้่อหานมีลูกติดสองคนเป็นชายและหญิงคือ หลี่เทียนเป่า วัยห้าขวบ กับ หลี่เซียงซิน วัยสามขวบ ลูกของภรรยาเก่าที่ตายไปเพราะโรคเรื้อรังหลังจากคลอดหลี่เซียงซินคนเล็กได้ไม่นาน นามว่า จางซานเหนียง

หลี่จื้อหานแต่งงานกับไป๋ซูเหยาไม่นานก็ต้องออกไปทำงานในเมืองหลวง ทิ้งหญิงงามผู้เคยใช้ชีวิตสบายให้มาอยู่ในกระท่อมเก่าโทรมกับลูกสองคน และแม่สามีชื่อ หวังซื่อฮวา ที่ขึ้นชื่อเรื่องความปากร้ายและใจแคบทั้งหมู่บ้าน

และดูเหมือน… นางทะเลาะกับแม่สามีเรื่องขอแยกบ้าน

ก่อนหน้านั้นไป๋ซูเหยาหญิงงามยอมแต่งงานเข้าบ้านหลี่และยอมแต่งงานกับชายที่มีลูกติดถึงสองคนก็เพราะนางไม่ยินยอมที่จะแต่งงานกับบ้านเศรษฐีที่มีภรรยาถึงสิบคน และที่สำคัญคือชายคนนั้นทั้งแก่และอัปลักษณ์ยิ่ง เดิมร่างนี้ก็มีชะตาอาภัพอยู่ไม่น้อย นางนั้นมีใบหน้าที่งดงามทว่าเป็นกำพร้า พ่อแม่ตายจากจึงต้องอยู่ในความดูแลของลุงและป้าสะใภ้ ทั้งสองคนมีลูกหลายคนแต่ก็ดูแลนางอย่างดีเพราะว่าต้องการขายนางให้กับพวกเงินหนาที่จ่ายค่าสินสอดแพงๆ ได้

เมื่อไป๋ซูเหยาที่รู้ทันแผนการนั้นเข้าก็ทำทีว่าจะแต่งงานกับเศรษฐีผู้นั้น แต่ในที่สุดกลับแอบหนีไปหาหลี่จื้อหานผู้หล่อเหลาที่สุดในหมู่บ้านทันที ใครจะไปคาดคิดและไหวตัวทันว่านางจะใจกล้าบ้าบิ่นเช่นนี้

ไป๋ซูเหยาที่แต่งเข้าบ้านสกุลหลี่ที่นับว่าพอมีฐานะอยู่บ้างในหมู่บ้านนี้ก็มีชีวิตสุขสบาย แม้หลี่จื้อหานจะไม่ได้คิดแต่งนางแต่แรก แต่เมื่อเป็นไปแล้วก็รับผิดชอบดูแลนางเป็นอย่างดีไม่ให้ลำบาก ถึงไป๋ซูเหยาคนเก่าจะไม่ได้ทำหน้าที่มารดาดูแลบุตรให้เขาเลยแม้แต่น้อยก็ตาม

ทว่าแม่สามีอย่างหวังซื่อฮวานั้นเกลียดชังสะใภ้ผู้นี้ยิ่ง นางสองคนทะเลาะมีปากเสียงกันทุกวัน เมื่อหลี่จื้อหานต้องไปทำงานต่างเมืองเป็นปี ไป๋ซูเหยาก็ไม่อาจทนอยู่ในบ้านสกุลหลี่ได้อีกต่อไปจึงได้ขอแยกบ้านมา แต่บ้านที่แยกออกมานั้นทั้งเก่าทั้งโทรม หลังคาก็มีรูรั่ว ไป๋ซูเหยาที่ใช้เงินจนมือเติบไม่นานเงินก็หมด เมื่อมองภาพเบื้องหน้าที่มีแต่ความยากลำบากกับเด็กอีกสองคนก็คิดที่จะหนีไปทันที

ข้างตัวนางมีห่อสัมภาระมัดแน่น วางพิงอยู่กับพื้นไม้ผุ กลิ่นเสื้อผ้าเก่าโชยบางเบา นั่นยิ่งยืนยันว่า ร่างเดิมนี้ตั้งใจจะหนีไปจากที่นี่แน่นอนหนีจากแม่สามี… หนีจากลูกติดสองคน… หนีจากชีวิตที่แร้นแค้นกว่าที่คิดไว้

แต่สุดท้าย กลับสะดุดล้ม หัวฟาดพื้น แล้ว…ไป๋ซูเหยาคนใหม่ก็ตื่นขึ้นมาในร่างของนาง

เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นใกล้ประตู ร่างเล็กสองร่างยืนเกาะขอบประตูอย่างลังเล เด็กชายคนโตเดินเข้ามาก่อน เขายืนชะงักเพียงก้าวครึ่ง เมื่อเห็นนางลืมตาขึ้น ดวงตากลมโตฉายแววกังวลระคนดีใจ

“ท่านแม่… ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า?” น้ำเสียงนั้นเบาราวเสียงลม สะกิดบางอย่างในใจนางจนนิ่งไปชั่วครู่

ท่านแม่งั้นหรือ… เด็กคนนี้… เรียกข้าว่าแม่

เด็กหญิงตัวเล็กเดินตามมาพร้อมตุ๊กตาผ้าขาดๆ ในอ้อมแขน เธอไม่พูดอะไร เพียงมองนางด้วยดวงตาใสแจ๋ว ไป๋ซูเหยาหลุบตาลง ช้า ๆ ราวกับกลั้นบางอย่างไว้ไม่ให้ไหลออกจากดวงตา นางไม่เคยมีลูก ไม่เคยมีบ้าน และไม่เคยรู้ว่าการถูกเรียกว่า “แม่” มันรู้สึกอย่างไร

เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ เดินเข้ามาใกล้พร้อมแรงสัมผัสแผ่วเบาที่แขนเสื้อ เด็กหญิงตัวน้อยค่อย ๆ นั่งลงข้างกาย วางมือเล็ก ๆ เย็นชืดแตะหลังมือของนางเบา ๆ ขณะที่เด็กชายพี่ชายยืนอยู่ไม่ไกล สีหน้ากังวลเต็มเปี่ยม

“ท่านแม่… เจ็บมากไหม”

ไป๋ซูเหยาหันไปมองดวงตากลมใสของเด็กน้อย พลันรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่อัดแน่นในอก ไม่ใช่เพราะความเจ็บจากบาดแผล แต่เป็นความรู้สึกผิดที่เริ่มปะทุในใจ

ร่างนี้…ไม่เคยรักเด็กสองคนนี้เลยด้วยซ้ำ กลับเอาแต่โวยวาย บ่นด่าว่าเด็กน่ารำคาญ ถึงขั้นกล้าคิดจะหนี ทิ้งพวกเขาไว้ลำพังกับย่าใจดำและบ้านเก่าโทรมหลังนี้ แต่เด็กน้อยสองคนตรงหน้า ยังคงมองนางด้วยสายตาเดิม…เรียกนางว่า "แม่" อย่างไร้เดียงสา

หัวใจเธอบีบรัดแน่น นางเบือนหน้าเล็กน้อย สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ฝืนรอยยิ้มจาง แล้วเอื้อมมือไปลูบผมเด็กชายเบา ๆ

“แม่ไม่เป็นไรแล้วจ้ะ… ไปนั่งตรงนั้นก่อนนะ เงียบ ๆ สักครู่ แม่ขอพักอีกหน่อย”

เด็กชายพยักหน้าอย่างว่าง่าย จูงมือน้องสาวไปนั่งพิงเสาไม้ที่ผุกร่อน ร่างเล็กทั้งสองนั่งเงียบงัน ราวกับรู้ว่าแม่ไม่อยากให้วุ่นวาย

ไป๋ซูเหยาเอนตัวพิงฝาอย่างอ่อนแรง เงยหน้ามองเพดานหญ้าฟางที่แตกรั่วเป็นรูแสงอาทิตย์รอดลอดเข้ามาเป็นทาง บางมุมมีคราบน้ำไหลซึม บางจุดมีแมงมุมปักหลักเงียบงัน

ที่นี่…ใช่จะเรียกว่าบ้านได้เต็มปาก

มองแล้วนางก็ถอนใจยาว ความมึนที่ศีรษะยังคงไม่จางไปนัก แต่ก็พอรู้แน่แล้วว่า…

นางจะอยู่เฉยต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ต้องทำอะไรสักอย่าง ต้องให้ชีวิตนี้ดีกว่านี้ ไม่ใช่เพื่อเธอคนเดียว

เมื่ออาการมึนศีรษะคลายลง นางจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นด้วยแรงที่ยังไม่เต็มร้อย มือข้างหนึ่งยันผนังไม้เก่าที่เย็นเฉียบ อีกข้างคว้าเสื้อคลุมตัวเก่ามาสวมไว้

บ้าน…หรือกระท่อมนี้แทบจะไม่ใช่บ้านเลย พื้นไม้กระดานมีร่องห่างจนเห็นดินด้านล่าง ฝุ่นหนาเตอะจับตามมุมห้อง และกลิ่นอับที่แทรกทุกอณูของผ้าเครื่องนอนทำให้นางอยากจะอาเจียน แต่ถึงกระนั้น นี่ก็คือ "บ้าน" ของเด็กสองคนนั้น และจากนี้ไปที่นี่ก็จะเป็นของนางเองด้วย

ไป๋ซูเหยาไม่พูดอะไร นางเริ่มจากหยิบไม้กวาดอันเก่าคร่ำที่พิงอยู่มุมห้องขึ้นมากวาดพื้นไม้ทีละมุม ฝุ่นคลุ้งจนตาแสบ แต่เธอก็ไม่หยุด

จากนั้นนางจัดข้าวของที่กระจัดกระจายอยู่ให้เข้าที่ เก็บชามไม้ที่มีคราบเก่าขึ้นคราบรานิด ๆ โยนใบไม้แห้ง เศษฟืน เศษผ้าเก่าออกนอกรั้ว เมื่อลมเช้ายามก่อนฟ้าสางพัดผ่าน เธอรีบยกผ้านวมที่เหม็นอับและเสื้อผ้าที่สุมอยู่มุมห้องขึ้นมาใส่ตะกร้าไม้

ต้องรีบซักให้เสร็จก่อนอาทิตย์ขึ้น ไม่อย่างนั้นแดดไม่แรงพอ… ผ้าคงไม่แห้งในวันเดียว

ไป๋ซูเหยาก้าวออกไปยังลำธารเล็กหลังบ้านที่น้ำยังเย็นเฉียบจากอากาศยามเช้า นั่งคุกเข่าบนหินแบน ใช้แรงแขนซักผ้าด้วยท่าทางเงียบขรึม แต่มั่นคง คราบสกปรกถูกขัดออกอย่างเงียบ ๆ เสียงน้ำกระทบผ้าสลับกับเสียงนกร้องยามเช้าค่อย ๆ ดังขึ้นเมื่อท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นช้า ๆ

แสงอาทิตย์ดวงแรกของวันสาดผ่านยอดไม้ หยาดน้ำที่เกาะปลายผ้าพลันแวววาวในแสงเช้า

นางกลับเข้าบ้านก่อนแดดแรง ผ้านวมเก่าแขวนอยู่บนเชือกฟางที่ผูกพาดระหว่างต้นไม้สองต้น เด็กทั้งสองตื่นขึ้นมาเงียบ ๆ มองนางอย่างสงสัย แต่ไม่ได้ถามอะไร

แววตาเล็ก ๆ คู่นั้นยังคงมองนางเหมือนเมื่อวาน แม้จะเป็นนางที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้วก็ตาม

บทที่ ๒ เริ่มต้นในยามเช้า

แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าสาดผ่านแนวไม้ไผ่ข้างบ้าน กลิ่นแดดที่อุ่นขึ้นเรื่อย ๆ ผสมกับกลิ่นผ้าชื้นตากใหม่ที่ปลิวเบา ๆ ทำให้กระท่อมเก่าหลังนี้ดูมีชีวิตขึ้นมานิดหน่อย ไป๋ซูเหยาปาดเหงื่อที่ขมับ ลมหายใจยังไม่ทันหายเหนื่อยดี หันกลับมาก็เห็นเงาร่างเล็ก ๆ สองคนยืนเกาะขอบประตูไม้ผุอยู่เงียบ ๆ

หลี่เทียนเป่า ยืนตัวตรงด้วยสายตาจริงจังส่วน หลี่เซียงซิน เด็กหญิงตัวน้อย กำลังยืนกอดตุ๊กตาผ้าขาด ๆ แน่น น้ำมูกสีขาวขุ่นยืดย้อยจากจมูกเล็กโดยที่เธอไม่รู้ตัว เสื้อผ้าทั้งคู่เก่าโทรม มีรอยปะที่แขนเสื้อกับคราบฝุ่นตามชายเสื้อ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ขาเท้าเปล่าแตะพื้นดินจนเป็นคราบดินหนา

ไป๋ซูเหยาชะงักไปเพียงครู่หนึ่งก่อนจะถอนใจยาว ยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก แล้วก้มลงพูดเสียงนุ่ม

“มานี่สิจ๊ะ… วันนี้เราจะได้ตัวหอมกันสักที”

เช้าวันนั้น ลำธารหลังบ้านมีเสียงน้ำสาดดังผิดจากวันปกติ หญิงสาวคนหนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่ริมลำธาร ซักผ้าอีกชุดที่เป็นของเด็ก ๆ พร้อมกับถอดเสื้อผ้าตัวเองที่เปียกเหงื่อจนชื้นแนบเนื้อ เด็กชายคนพี่กระโดดหลบสาดน้ำอย่างสนุกสนาน ส่วนเด็กหญิงน้อยยืนกอดตุ๊กตาไว้แน่นแม้กระทั่งตอนนั่งล้างตัวในน้ำเย็น

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังลอดออกมา แม้ไม่ใช่เสียงดังก้องแบบครอบครัวอุ่นหนาฝาคั่ง แต่ก็เป็นเสียงแรกที่ทำให้ไป๋ซูเหยาหัวใจอ่อนลงอย่างแท้จริง

เมื่อนางช่วยเด็ก ๆ ล้างผม ถูตัวจนสะอาดแล้ว ก็จัดแจงอาบน้ำของตนเองบ้าง น้ำเย็นยามเช้าช่วยปลุกนางให้รู้สึกตื่นเต็มตาและหายเหนื่อจากการทำงานบ้านตั้งแต่เช้ามืดทันที

หลังจากอาบน้ำจนตัวสะอาดเอี่ยม ไป๋ซูเหยาก็พาเด็กทั้งสองกลับมาที่กระท่อม ผ้าผ่อนที่ตากไว้เริ่มแห้งบางส่วนในแสงแดดยามสายในแสงเช้าอ่อน ๆ บ้านเก่าหลังนี้ดูสว่างกว่าทุกวัน เสื้อของ หลี่เทียนเป่า เป็นเสื้อผ้าฝ้ายสีจางที่ปะซ้ำแล้วซ้ำอีก ส่วนของ หลี่เซียงซิน ก็มีรอยชุนตะเข็บตลอดแนวแขน ด้ายที่เย็บไว้หลุดรุ่ยตรงริมผ้า จนแทบต้องดึงซ้ำก่อนจะสวมให้

ไป๋ซูเหยานิ่งเงียบอยู่พักหนึ่ง มือไล้ผ่านรอยชุนที่อกเสื้อของหลี่เทียนเป่า หัวใจนางเย็นลงนิดหนึ่ง แต่ก็หนักขึ้นในเวลาเดียวกัน

นางเงียบขรึมระหว่างแต่งตัวให้เด็กชาย หวีผมเด็กหญิง ถักเปียให้สองข้าง แม้หวีจะหักไปซี่หนึ่ง และผมของเซียงซินจะพันกันยุ่งเพราะไม่เคยถูกดูแล แต่นางก็จัดการอย่างอดทนทีละขั้น ราวกับการเย็บเศษผ้าผืนชีวิตกลับเข้าด้วยกันใหม่

พอเด็กทั้งสองแต่งตัวเสร็จ นางจึงหันกลับไปที่หีบผ้าอีกครั้ง ด้านในเรียงเสื้อผ้าของไป๋ซูเหยาคนเดิม เป็นของอย่างดีผ้าหรู ผ้าปักลาย
แม้จะไม่ได้หรูเท่าสกุลผู้ดี แต่ก็ชัดเจนว่า…ล้วนเป็นของดีจากร้านในเมือง

ตรงกันข้ามกับของเด็กทั้งสอง ที่แทบไม่มีอะไรใหม่แม้แต่ชิ้นเดียว

ไป๋ซูเหยานิ่งเงียบ ใจหนึ่งอยากถอนหายใจ อีกใจก็ปวดแปลบโดยไม่รู้สาเหตุ

"ร่างนี้เคยเห็นแค่ตัวเองเป็นหลักจริง ๆ …"

นางหยิบชุดสีเรียบที่สุดขึ้นมาสวม แล้วเดินไปที่มุมห้องที่มี กระจกทองเหลืองขุ่นมัวใบเล็ก เช็ดฝ้าไอน้ำออกด้วยชายแขนเสื้อ ก่อนจะมองภาพสะท้อนของตัวเอง

นางชะงัก แม้กระจกจะมัว แต่นางก็ยังเห็นได้ชัดเจน

ดวงตาคมเรียว คิ้วได้รูป

ผิวขาวเนียนราวหยกสว่าง

ริมฝีปากแดงเป็นธรรมชาติ

เส้นผมดำขลับสลวย แม้ไม่ได้ตกแต่ง

ในกระจกขุ่นนั่น ใบหน้าของหญิงสาวปรากฏขึ้นชัดเจน คิ้วเรียวโค้งดั่งจันทร์ครึ่งเสี้ยว ดวงตายาวรีหวานซึ้ง ผิวขาวเนียนราวหยกน้ำค้าง ผมดำขลับราวแพรไหม ริมฝีปากแดงระเรื่อดั่งกลีบชาด

นางขยับหน้าเข้าหาเงาในกระจกช้า ๆ ไป๋ซูเหยา… เจ้าคืองามถึงเพียงนี้เลยหรือ

ในใจของนางผุดความคิดหนึ่งขึ้นมา หญิงเช่นนี้ ต่อให้แต่งเข้าเป็นอนุของตระกูลใหญ่ในเมืองก็ยังไม่เสียเปรียบ

นางหัวเราะเบา ๆ ให้กับภาพในกระจก ไม่ใช่ด้วยความยินดีในความงาม หากแต่รู้สึกเสียดายว่า หญิงงามผู้มีสิ่งล้ำค่าขนาดนี้ กลับเคยใช้มันไปกับความว่างเปล่าและเห็นแก่ตัว

“เอาล่ะ…” นางพูดกับเงาตัวเองในกระจก “ตั้งแต่วันนี้ ข้าจะไม่ใช่ไป๋ซูเหยาเดิมอีกต่อไป”

เสียงโครกคราก เบา ๆ ดังขึ้นกลางความเงียบ ไป๋ซูเหยาหันขวับทันที เห็นหลี่เทียนเป่าลูบท้องตัวเองเบา ๆ ส่วนหลี่เซียงซินก็กำลังนั่งเงียบ ๆ เอานิ้วจิ้มปากตุ๊กตา มองพี่ชายอย่างเก้อ ๆ

นางนิ่งไปเพียงครู่ ก่อนจะถอนหายใจเงียบ ๆ

“หิวกันแล้วสินะ… ข้าเองก็เหมือนกัน”

นางลุกขึ้น เดินไปยังห้องครัวที่อยู่ถัดจากตัวกระท่อม แค่ก้าวเข้ามา กลิ่นอับก็แตะจมูกทันที

ครัวเล็ก ๆ มีเพียงเตาก่อดินกับโต๊ะไม้เตี้ยหนึ่งตัว กองฟืนข้างเตาว่างเปล่า มีเพียงเศษไม้ไม่กี่ท่อน นางกวาดตามองสำรวจไหเกลือ ไหซีอิ๊ว ตั้งเรียงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เติมมานาน เปิดไหข้าวสารออก… ยังมีอยู่ครึ่งกำมือ ไม่มากพอให้ใครอิ่มเต็มท้อง แต่ก็ยังพอให้พอประทัง

ไป๋ซูเหยาหยิบถังไม้เล็ก ๆ ออกไปหลังบ้าน ริมรั้วไม้ไผ่ มีผักกูดขึ้นแทรกตามลำธาร ใต้ต้นไม้ มีต้นหอมป่า และผักแว่นขึ้นกระจาย

โชคยังดีที่ฤดูนี้มีของป่าให้พอหาได้

นางก้มตัวเก็บผักเงียบ ๆ ขณะที่เด็กสองคนแอบตามมามองอยู่ห่าง ๆ

“แม่… จะทำอะไรกินเหรอ?” หลี่เทียนเป่าถามขึ้น

“ข้าวต้มผักอ่อน… กินแล้วจะได้อุ่นท้อง”

เมื่อกลับเข้าครัวอีกครั้ง นางจัดการหั่นผัก ล้างข้าว แม้ไม่มีฟืน แต่นางไม่ลังเล เดินไปที่ข้างบ้าน หักกิ่งไม้แห้งบางส่วนที่พอใช้ได้กลับมา

จุดไฟเบา ๆ ด้วยฟืนแห้ง และก้อนหินเหล็กไฟที่ห้อยไว้มุมหนึ่ง

เปลวไฟเล็ก ๆ จุดขึ้นในเตาดิน

กลิ่นหอมของข้าวต้มผักค่อย ๆ ลอยตลบไปทั่วกระท่อม หลี่เซียงซินยิ้มจนตาโค้ง ดึงชายเสื้อพี่ชาย “หอมจัง หอมมากเลย!”

เมื่อข้าวต้มเดือดได้ที่ นางตักแบ่งใส่ถ้วยไม้สองใบ เป่าเบา ๆ ก่อนจะยื่นให้เด็ก ๆ

เด็กทั้งสองนั่งกินอย่างเงียบ ๆ แต่ตักเร็วราวกลัวจะหมด

แม้ไม่มีเนื้อ ไม่มีไข่ มีเพียงข้าว ผัก และเกลือ แต่สีหน้าเด็กกลับเปี่ยมสุขเสียยิ่งกว่าอาหารเลิศรส

ไป๋ซูเหยานั่งมองเงียบ ๆ ถ้วยของตนยังวางอยู่ข้างมือ แต่ในใจกลับรู้สึกอิ่มอย่างประหลาด นางคิดในมจว่าอาหารเช้าถ้วยนี้… คงเป็นมื้อแรกที่ แม่ อย่างนางเคยทำด้วยมือของตนจริง ๆ

บทที่ ๓ ข้าวสารถุงสุดท้าย

ยามเย็นเริ่มคลี่คลุมหลังคาฟางของกระท่อม แสงแดดสุดท้ายลอดผ่านรูรั่วที่หลังคา ทิ้งเงาเป็นลายขดไปทั่วพื้นดินแข็ง ไป๋ซูเหยาเดินกลับเข้าบ้านด้วยผ้าพับในมือ ผ้านวมที่ตากไว้ทั้งวันแห้งสนิทแล้ว กลิ่นแดดอ่อน ๆ ติดปลายผ้า นางวางผ้าทับลงบนฟูกฟางบาง ๆ ที่เกลี่ยไว้ แล้วหันไปช่วยเด็ก ๆ เก็บผ้าของตนเอง

เสื้อผ้าที่เคยแข็งกระด้างและมีกลิ่นอับ บัดนี้กลับนิ่มและมีกลิ่นสะอาดแบบบ้านบ้าน

หลังจากช่วยกันปูที่นอนเสร็จ นางนั่งลงหอบเบา ๆ แหงนหน้ามองเพดานบ้านที่ยังมีรูรั่วบางจุด แล้วอดคิดขึ้นมาไม่ได้

“ถ้าเป็นในยุคของข้า เด็ก ๆ คงกำลังดูทีวีอยู่… หรือเล่นเกมมือถือ”

นางถอนหายใจเงียบ ๆ มองดูเด็กทั้งสองที่นั่งเงียบเรียบร้อยรอเข้านอน ไม่มีเสียงอ้อน ไม่มีอิดออด มีเพียงแววตาว่างเปล่าคุ้นชินกับความเงียบเหงาในยามค่ำ

ใจนางสะท้านเล็กน้อย จึงเอ่ยขึ้นเสียงเบา

“เป่าเป่า… ซินเอ๋อร์… มานอนตรงนี้สิ”

เด็กทั้งสองชะงักนิดหนึ่ง ก่อนจะหันมามองนาง แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ…และความลังเล

นั่นเพราะที่ผ่านมา พวกเขาไม่เคยถูกเรียกชื่อเล่นน่ารักแบบนั้นมาก่อน เคยมีเพียง “เทียนเป่า” และ “เซียงซิน” ที่เต็มไปด้วยเสียงห้วน ๆ

“เป่าเป่า…น่ารักดีใช่ไหม?”

“ซินเอ๋อร์ ก็น่ารักนะ…” นางพูดพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน

หลี่เทียนเป่าหน้าแดง ก้มหน้านิด ๆ ส่วนหลี่เซียงซินยิ้มแฉ่งก่อนจะเอาตุ๊กตามาบังหน้า เด็กทั้งสองดูเขินอาย…แต่ในแววตานั้นเปล่งประกายสดใสแบบที่นางไม่เคยเห็น

ไป๋ซูเหยาหัวเราะเบา ๆ ลูบศีรษะพวกเขาอย่างอ่อนโยน

“คืนนี้…แม่จะเล่านิทานให้ฟังนะ”

เด็กทั้งสองเบิกตากว้าง แล้วรีบมุดเข้าผ้านวมอย่างกระตือรือร้นทันที หลี่เซียงซินยังไม่ทันห่มผ้าดี ก็รีบบอกเสียงใส

“เล่าเรื่องเจ้าหญิงกับมังกรได้มั้ย!”

“หรือเรื่องจิ้งจอกหางขาวก็ได้!” หลี่เทียนเป่าเสริมตาเป็นประกาย

ไป๋ซูเหยายิ้มกว้างขึ้น แม้หัวใจจะเหนื่อยล้า แต่ในแววตากลับอุ่นไหวด้วยความสุขแบบแปลกประหลาด นางลูบหัวทั้งสองเบา ๆ แล้วเริ่มเล่านิทานด้วยเสียงอ่อนโยนท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดผ่านหน้าต่างไม้ไผ่ “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…”

แสงแดดยามเช้าลอดผ่านรอยรั่วของหลังคาฟางอีกครั้ง ไป๋ซูเหยาตื่นขึ้นมาก่อนฟ้าสาง แม้ร่างกายยังรู้สึกระบมจากเมื่อวาน
แต่นางกลับรู้สึกว่า “ร่างกายนี้” เริ่มตอบสนองกับความเคยชินใหม่อย่างรวดเร็ว

นางลุกขึ้นมาโดยไม่ต้องลังเล

เริ่มต้นด้วยการเก็บกวาดภายในบ้านเพิ่มเติม กวาดฝุ่นที่ยังติดอยู่ตามมุม เสริมไม้ที่พื้นพัง แม้ไม่มีเครื่องมือดี ๆ แต่ก็พยายามประยุกต์จากสิ่งที่หาได้รอบตัว ใช้เศษไม้ที่ยังดีอยู่มากั้นลมช่องประตู ใช้ผ้ามัดซ่อมรอยรั่วตรงหลังคา

หลี่เทียนเป่าและหลี่เซียงซินยังไม่ทันตื่น นางมองเด็ก ๆ ที่หลับสนิทอยู่ใต้ผ้านวมผืนเก่า ก่อนจะยิ้มบาง ๆ อย่างเอ็นดู

“อีกไม่นาน…เราจะไม่ลำบากแบบนี้อีก”

เมื่อฟ้าสว่าง นางจึงปลุกเด็ก ๆ ขึ้นมาเตรียมตัว

“วันนี้ แม่จะพาไปบนเขา ไปหาฟืนและของป่ามาไว้ใช้”

หลี่เทียนเป่าแม้จะงัวเงีย แต่ก็ตื่นอย่างว่าง่าย หลี่เซียงซินรีบอุ้มตุ๊กตาและลุกตามอย่างตื่นเต้น

หลังจากกินข้าวต้มที่เหลือจากเมื่อวาน นางเตรียมตะกร้าหวายสองใบ หนึ่งใบสะพายหลังตนเอง อีกใบผูกเชือกให้หลี่เทียนเป่าแบกเล็ก ๆ พวกเขาเดินเท้าออกจากบ้าน ผ่านทุ่งนาแห้งกรังแล้วขึ้นไปตามแนวป่าเตี้ย ๆ ที่ทอดตัวเลียบไหล่เขา ทางเดินลื่นและขรุขระ แต่นางกลับไม่รู้สึกหวั่นใจ แสงแดดอุ่น ๆ ส่องผ่านยอดไม้ พาให้บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของหญ้าชื้นและดินป่า เสียงนกและแมลงร้องเบา ๆ คล้ายกล่อมให้ก้าวเดินช้าลง

พวกเขาเริ่มเก็บฟืนแห้งระหว่างทาง ไม้บางท่อนยังเปียก แต่บางท่อนเมื่อเคาะแล้วเสียงแห้งกังวาน แสดงว่าดีสำหรับก่อไฟ

“แม่ ไม้นี้ใช้ได้ไหม?” เทียนเป่าถามพร้อมชูไม้ขึ้น

“ใช้ได้สิ ลูกเลือกเก่งมาก” ไป๋ซูเหยาตอบพลางลูบหัวเบา ๆ

ระหว่างทางนางยังสอนเด็ก ๆ ให้รู้จักผักป่าบางชนิด ผักแว่น, ผักชีดิน, ใบชะพลู บางต้นนางยังไม่แน่ใจชื่อแต่จำหน้าตาได้จากความทรงจำของโลกเดิม นางใช้ความรู้จากชีวิตปัจจุบันที่เคยอ่านเจอมาเลือกเก็บแต่ของที่แน่ใจว่ากินได้

เดินไปได้พักหนึ่ง เด็ก ๆ ก็เริ่มเหนื่อย นางจึงให้หยุดพักใต้ต้นไม้ใหญ่ ลมเย็นพัดเบา ๆ ผ่านใบไม้ กลิ่นดินชื้นแตะจมูกอย่างสดชื่น

ไป๋ซูเหยานั่งลงข้างลูก ๆ เหงื่อผุดเต็มแผ่นหลัง แต่ในใจกลับรู้สึกอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก

“วันนี้…พวกเราเก่งกันทุกคนเลย”

เด็กทั้งสองยิ้มกว้าง คนหนึ่งซบไหล่นาง อีกคนเอาศีรษะพิงแขน แววตาเต็มไปด้วยความไว้ใจ และความรักที่ค่อย ๆ ก่อตัว

เสียงฝีเท้าเบา ๆ ของสามแม่ลูกดังแผ่วอยู่ในป่า ตะกร้าไม้บนหลังเปล่าลงเกือบครึ่ง เต็มไปด้วยฟืนแห้ง ผักป่า และสมุนไพรเล็กน้อยที่นางแน่ใจว่าใช้ได้

เมื่อใกล้ถึงปากทางลงเขา ไป๋ซูเหยาก็ชะงักฝีเท้า เบื้องหน้าใต้ต้นมะขามเปรี้ยวยืนต้นใหญ่ มีร่างของสตรีผู้หนึ่งในชุดสีน้ำตาลซีด ยืนกอดอก สีหน้ารำคาญอยู่

เฉินซิ่วหนี่ หรือที่คนในบ้านหลี่เรียกว่า ซิ่วเหนียง สะใภ้ใหญ่ของบ้านหลี่ ภรรยาของหลี่จื่อถัง ลูกชายคนโต

สีหน้าซิ่วเหนียงไม่เป็นมิตรนัก แม้จะพยายามยิ้ม แต่แววตากลับเย้ยหยัน ข้างเท้านางมีถุงผ้าสองถุง หนึ่งใส่ข้าวสาร อีกถุงเป็นถั่วแดงและข้าวฟ่างเล็กน้อย

“อ้าว…กลับมาแล้วหรือซูเหยา? หิ้วลูก ๆ ไปเก็บของป้าเร่อะ?”

เสียงนั้นหวานปลอม ๆ แต่ไป๋ซูเหยาเพียงยิ้มน้อย ๆ รับ ไม่ตอบโต้

ซิ่วเหนียงเห็นอีกฝ่ายไม่พูดจาจึงรีบพูดต่อ “แม่ใหญ่วานข้ามาบอกเจ้า…นี่เป็นผลผลิตของปีนี้ แบ่งตามส่วนของเจ้ากับจื้อหาน
ท่านแม่บอกว่าต่อไปก็อย่ามาขออะไรจากบ้านหลี่อีก… ไม่ต้องให้ลำบากใจกันทั้งสองฝ่าย” ซิ่วเหนียงพูดพลางเตะถุงข้าวสารเบา ๆ ให้เลื่อนมาใกล้เท้าไป๋ซูเหยา ในน้ำเสียงนั้นมีทั้งความรำคาญ เหน็บแนม และโล่งอกแฝงอยู่ในที

“ตอนแต่งเข้ามาก็ว่างเปล่า ตอนนี้จะแยกก็ต้องรู้จักดูแลตัวเองล่ะนะ…ข้าเองก็มีลูกสาวตั้งสองคน จะให้ข้าแบกเจ้าเพิ่มอีกคนก็คงไม่ไหวหรอก” นางหัวเราะเบา ๆ สีหน้าสะใจที่ได้กล่าวคำพูดตัดเยื่อใยนี้

เด็กทั้งสองหลี่เทียนเป่าและหลี่เซียงซินยืนอยู่ข้างไป๋ซูเหยาอย่างเงียบเชียบ แววตาวูบไหว ไม่เข้าใจแต่รู้ว่ามีบางอย่างถูกทิ้งไป

ไป๋ซูเหยาโน้มตัวลง เก็บถุงข้าวสารขึ้นมาอย่างสงบนิ่ง น้ำหนักของมันเบาเกินกว่าจะพอใช้ได้นานนัก แต่สีหน้านางกลับไม่สะท้อนความไม่พอใจเลย “ขอบใจที่ช่วยเอามาให้”

“ขอบใจแทนจื้อหานด้วย” นางตอบเรียบ ๆ

ซิ่วเหนียงดูเหมือนจะผิดคาดไปเล็กน้อยที่อีกฝ่ายไม่โวยวายเหมือนแต่ก่อน เลยเพียงเชิดหน้าขึ้นอีกหน่อย พูดประโยคสุดท้ายทิ้งไว้ก่อนเดินจากไป “เจ้าก็งามก็จริง…แต่ความงามมันกินแทนข้าวไม่ได้หรอกนะซูเหยา”

เงาหลังของซิ่วเหนียงหายลับไปหลังแนวต้นไม้ เหลือเพียงสามแม่ลูกที่ยืนอยู่เงียบ ๆ

ไป๋ซูเหยาวางถุงธัญพืชในตะกร้า หันไปลูบผมเด็ก ๆ ทั้งสองเบา ๆ ก่อนพูดอย่างใจเย็น

“เป่าเป่า ซินเอ๋อร์… พวกเราจะไม่ขอใครอีกแล้ว”

“เราจะอยู่กันได้ด้วยตัวเอง”

แม้ลมบนเขาจะพัดเย็น แต่ใจนางกลับแน่วแน่กว่าครั้งไหน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...