โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

Berkshire Hathaway เทขายหุ้นธนาคารยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ล้างพอร์ตลงทุน

BT Beartai

อัพเดต 19 พ.ค. 2568 เวลา 07.09 น. • เผยแพร่ 16 พ.ค. 2568 เวลา 03.38 น.
Berkshire Hathaway เทขายหุ้นธนาคารยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ล้างพอร์ตลงทุน

ช่วงต้นเดือนนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ประกาศข่าวใหญ่กับผู้ถือหุ้นถึงการก้าวลงจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารภายในสิ้นปี 2025 โดยจะส่งไม้ต่อให้กับเกร็ก เอเบล (Greg Abel) รองประธานกลุ่มที่ไม่ใช่ธุรกิจประกัน ซึ่งจะรับหน้าที่บริหารเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ (Berkshire Hathaway) ต่อ ส่วนตัวบัฟเฟตต์จะยังคงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการต่อไป

แต่ล่าสุด นักลงทุนสาย VI ต้องจับตาอีกครั้ง เมื่อบริษัทเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ได้ส่งสัญญาณปรับพอร์ตครั้งใหญ่ในไตรมาสแรกของปี 2025 โดยขายหุ้นธนาคารรายใหญ่หลายแห่ง พร้อมเพิ่มน้ำหนักหุ้นในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ มีการเทขายหุ้นกลุ่มธนาคารในช่วงไตรมาสแรก ขาย Citigroup จำนวน 14.6 ล้านหุ้น ออกทั้งหมด แบบเกลี้ยงไม่เหลือติดพอร์ต ขณะเดียวกัน มีการลดสัดส่วนการถือหุ้น Bank of America ลง 48.6 ล้านหุ้น หรือลดลงราว 7% และลดการถือหุ้น Capital One ลงอีก 300,000 หุ้น หรือประมาณ 4%

ไม่เพียงแค่นั้น เบิร์กเชียร์ยังขายหุ้น Nu Holdings ออกทั้งหมด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Nubank ธนาคารดิจิทัลจากบราซิล ที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นหนึ่งในความหวังของเบิร์กเชียร์ในกลุ่ม FinTech รุ่นใหม่ที่กำลังมาแรง แต่ตอนนี้ดูเหมือนบริษัทกำลังออกจากความเสี่ยงในกลุ่มการเงินไปพอสมควร

อย่างไรก็ตาม การเข้าซื้อหุ้น Constellation Brands (STZ) ผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่างหนัก โดยซื้อเพิ่มกว่า 6.38 ล้านหุ้น ทำให้สัดส่วนการถือครองเพิ่มขึ้นถึง 113% รวมเป็น 12 ล้านหุ้น ถือเป็นดีลซื้อที่ใหญ่ที่สุดที่เซอร์ไพรส์ตลาดในรอบไตรมาสนี้

ส่วนหุ้น Apple ที่เคยเป็นหัวใจของพอร์ต ก็ยังคงสถานะเดิมไว้ที่ 300 ล้านหุ้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 25% ของพอร์ตลงทุนทั้งหมดของเบิร์กเชียร์ โดยในไตรมาสนี้ไม่มีการขยับเพิ่มหรือลดใด ๆ

ทั้งนี้ในไตรมาสล่าสุด เบิร์กเชียร์มียอดขายหุ้นสุทธิมากกว่าซื้อ โดยขายหุ้นไปมูลค่า 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 155,100 ล้านบาท) และซื้อเพียง 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 105,600 ล้านบาท) ส่งผลให้เม็ดเงินสดและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในมือเบิร์กเชียร์พุ่งทำสถิติสูงสุดที่ 3.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 11 ล้านล้านบาท

โดยการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแบบฟอร์ม 13F ที่นักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ต้องยื่นต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. ทุกสิ้นไตรมาส แม้จะเป็นข้อมูลย้อนหลังและไม่เปิดเผยสถานะ Short Position แต่ก็ยังเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตากลยุทธ์ของนักลงทุนรายใหญ่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...