โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ขันโตกดินเนอร์” วัฒนธรรมรับรองแขกบ้านแขกเมืองสุดอบอุ่นของชาวเหนือ เกิดขึ้นเมื่อไหร่?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 19 พ.ค. 2568 เวลา 03.27 น. • เผยแพร่ 16 พ.ค. 2568 เวลา 08.19 น.
วัฒนธรรมการทานอาหารแบบขันโตกของล้านนา (ภาพจากสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 2) (หน้าปก)

ขันโตกดินเนอร์ วัฒนธรรมการกินสุดเก๋ จากวิถีพื้นบ้านสู่มื้ออาหารสุดพิเศษ ใครคือผู้แปลงโฉมวัฒนธรรมการกินนี้จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการท่องเที่ยวเมืองเหนือ?

หลายๆ คนอาจเคยเห็นภาพการจัดงานเลี้ยงต้อนรับด้วยการกินอาหารบนขันโตกประกอบการรับชมการแสดงท้องถิ่นภาคเหนือ และมีวงดนตรีพื้นเมืองคอยบรรเลงเพื่อความเพลิดเพลินอยู่บ่อยๆ แต่รู้หรือไม่ว่านี่เป็นวัฒนธรรมประยุกต์ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้

“ขันโตก” หรือ“โตก” เป็นภาชนะลักษณะคล้ายถาดที่ยกสูงขึ้นจากพื้น หน้าที่หลักเปรียบเสมือนโต๊ะกินข้าว มีไว้สำหรับใช้วางอาหาร มีความสูงพอดิบพอดีทำให้ไม่ต้องก้มไปกินข้าวที่ระดับพื้น ผู้กินจะต้องมานั่งล้อมรอบโตกเพื่อกินอาหารร่วมกัน

ขันโตกจะแบ่งได้หลักๆ 3 ขนาด คือ “ขันโตกหน้อย” ขนาดเล็กที่สุด มีขนาด 10-15 นิ้ว “ขันโตกฮาม” มีขนาดใหญ่ขึ้นมาอยู่ที่ 17-25 นิ้ว และสุดท้ายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ “ขันโตกหลวง” อยู่ที่ 25-40 นิ้ว

ในอดีตแต่ละบ้านจะมีรูปแบบและขนาดขันโตกที่แตกต่างกันไปตามสถานะทางสังคม หากเป็นชนชั้นสูง ขุนนาง ข้าราชการทั้งหลายจะนิยมใช้ขันโตกที่ทำจากเงิน ทองกาไหล่ ทั้งยังสร้างลวดลายจากการลงรักปิดทองหรือที่เรียกว่า “ลายคำ” อย่างวิจิตรลงบนโตก และเนื่องจากมีจำนวนเมนูในแต่ละมื้อที่มากกว่าชาวบ้านทั่วไปทำให้ต้องใช้ขันโตกฮามไปจนถึงขันโตกหลวงถึงจะมีพื้นที่พอสำหรับวางอาหาร

ในขณะที่สามัญชนจะนิยมใช้ขันโตกหน้อยที่ทำจากหวายหรือไม้เป็นหลัก

การกินอาหารแบบขันโตกอยู่คู่แผ่นดินล้านนามาอย่างยาวนานซึ่งงานเขียน *“อาหารพื้นเมืองเชียงใหม่ในมิติประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยว The Chiang Mai Local Food In History and Tourism” ได้สันนิษฐาน*ถึงที่มาของขันโตกในภาคเหนือไว้ว่า

“มีนักวิชาการท้องถิ่นที่ตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นอิทธิพลจากเตียบ (ลักษณะคล้ายพานสำหรับใส่สำรับอาหารถวายพระ) ของวัฒนธรรมสยามที่อาจรับเข้ามาในยุคฟื้นฟูตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้ากาวิละ (พ.ศ.2339) แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อสังเกตว่าคล้ายกับขันโตกในวัฒนธรรมพม่าที่ใช้สำหรับใส่เครื่องถ้วยอาหารเช่นเดียวกัน”

จาก ขันโตก สู่ ขันโตกดินเนอร์ วัฒนธรรมการกินอาหารเหนือแบบใหม่

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2496 “นายไกรศรี นิมมานเหมินท์” ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขตของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ในเขตภาคเหนือ เป็นผู้ริเริ่มการจัดงานเลี้ยงรับรองแบบ “ขันโตกดินเนอร์”วัฒนธรรมเช่นนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก

โดยจัดขึ้นที่บ้านพักของท่านที่ถนนฟ้าฮ่าม เมืองเชียงใหม่ เนื่องในโอกาสเลี้ยงส่งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่เป็นข้าหลวงยุติธรรมประจำภาค 4 ณ ขณะนั้นที่จะย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ที่กรุงเทพฯ พร้อมทั้งนายจอร์ช วิทนี่ กงสุลสหรัฐอเมริกา ประจำเชียงใหม่ คนที่ 2 ที่ต้องโยกย้ายกลับบ้านเกิดเมืองนอน

ช่วงเวลาไม่กี่ทศวรรษก่อนหน้ามีนักวิชาการชี้ว่าคงจะไม่ใช่เรื่องผิดหากจะกล่าวว่าวัฒนธรรมการกินขันโตกเริ่มเลือนหายไปจากสังคมเมืองในภาคเหนือจากค่านิยมตามแบบฉบับความเป็นเมืองที่เริ่มเข้ามากลืนกลายวัฒนธรรมการกินแบบดั้งเดิมนั่นคือ “การกินขันโตก”

จากงานจัดเลี้ยงครั้งนั้นนายไกรศรีได้หยิบยกเอาวัฒนธรรมการกินขันโตกแบบล้านนาที่กำลังจะเลือนหายไปกลับมาทำให้เป็นที่นิยมชมชอบอีกครั้งในหมู่ชนชั้นปกครอง ภาครัฐไปจนธุรกิจเชิงท่องเที่ยวในภาคเหนือ

อย่างที่ปรากฏในงานเขียน “วัฒนธรรมการกินข้าวขันโตกล้านนามาสู่ขันโตกดินเนอร์” ของ ภูเดช แสนสา ว่า“หลังจากจัดงานครั้งแรกได้รับเสียงตอบรับอย่างมากจนเป็นที่สนใจให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงได้จัดงานเลี้ยงเป็นครั้งที่ ๒ ที่บ้านของอาจารย์ไกรศรี นิมมานเหมินท์ ซึ่งในระหว่างปี พ.ศ.๒๔๙๖ – ๒๕๐๑ ได้จัดขึ้นมาจำนวน ๔ ครั้ง”

แล้วทำไมถึงต้องเป็น “ดินเนอร์”

ในสมัยก่อนที่ไฟฟ้าจะมีใช้อย่างทั่วถึงในระดับภูมิภาคการกินขันโตกจะได้รับความนิยมในช่วงกลางวันมากกว่ากลางคืน

ต่อมาเมื่อข้อจำกัดเรื่องไฟฟ้าลดลง และเนื่องจากเป็นประเพณีประยุกต์ที่หลอมรวมเอาค่านิยมความเป็นตะวันตกและล้านนาไว้ด้วยกัน รูปแบบของงานจึงมีลักษณะแบบสากลนิยมที่มักจะจัดเลี้ยงรับรองในช่วงเวลาค่ำมากกว่าในช่วงกลางวันจึงเป็นที่มาของคำว่า ขันโตกดินเนอร์ วัฒนธรรมการกินสุดเก๋

มาถึงการแต่งกายสำหรับผู้เข้าร่วมแรกเริ่มเดิมทีเกิดแนวทางปฏิบัติและถูกยึดถือมาจนถึงปัจจุบันในสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่มที่ 2 กล่าวไว้ว่า

“มีกำหนดไว้ในครั้งนั้นว่า ให้ผู้ชายใส่เสื้อหม้อฮ่อมหรือที่ทำด้วยผ้าพื้นเมืองสวมมาลัยดอกมะลิ กางเกงจะใส่กางเกงแบบสากลนิยมทั่วไปก็ได้หรือจะใส่กางเกงแบบล้านนาที่เรียกกันว่าเตี่ยวสะดอก็ได้และมีผ้าขาวม้าคาดเอว ส่วนผู้หญิงจะใส่ผ้าถุงเสื้อแขนกระบอกหรือเสื้อที่ตัดด้วยผ้าพื้นเมือง อาจมีการเกล้าผมแต่งด้วยดอกเอื้อง”

ส่วนอาหารที่มักได้รับความนิยมนำมาจัดวางบนขันโตกล้วนแล้วเป็นอาหารคาวหรืออาหารกินเล่นชื่อดังในภาคเหนืออย่าง แกงฮังเล ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม แคบหมู ลาบเมือง แกงอ่อม ยำชิ้นไก่ เข้าแตน (เข้าแต๋น) ฯลฯ

ในงานจัดเลี้ยงชนิดนี้นั้นจะขาดการแสดงและวงดนตรีพื้นเมืองในการสร้างความเจริญอาหาร สำราญใจให้กับแขกที่เข้าร่วมงานไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนสาวไหม ฟ้อนเทียน ฟ้อนเชิง หรือการแสดงที่อื่นๆ ที่เหมาะสมกับบรรยากาศของงานควบคู่ไปกับวงสะล้อ-ซึง

ปัจจุบันขันโตกดินเนอร์ วัฒนธรรมการกินนี้ ได้ดำรงอยู่เรื่อยมาและเผยแพร่ไปในทุกๆ ภาคส่วนจนกลายเป็นจุดขายเชิงวัฒนธรรมในภาคเหนือ ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงรับรองโดยภาครัฐ ธุรกิจท่องเที่ยว ไปจนถึงในหมู่นักเรียนนักศึกษา

ที่เห็นได้เด่นชัดคือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่จะมีประเพณีการต้อนรับน้องใหม่ของแต่ละคณะที่เข้ามาศึกษาเป็นปีแรกในรูปแบบของการจัดเลี้ยงแบบ “ขันโตกดินเนอร์” เพื่อสร้างขวัญกำลังใจทั้งยังเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมการกินภาคเหนือและต้อนรับผู้ที่มาจากต่างถิ่นจนเกิดเป็นความประทับใจเมื่อแรกเข้า

จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรม “ขันโตกดินเนอร์” แม้เป็นวัฒนธรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานนักแต่กลายเป็นเสน่ห์ที่สร้างความอบอุ่นประทับใจให้กับผู้เยือนเมืองเมืองเหนือได้เสมอ จากความอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมล้านนาผสมเข้ากับความเป็นตะวันตกอย่างลงตัว

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ภูเดช แสนสา. “วัฒนธรรมการกินข้าวขันโตกล้านนามาสู่ขันโตกดินเนอร์”.

ภูเดช แสนสา. สัมภาษณ์โดย บดินทร์ธร เสนพรัตน์. 9 พฤษภาคม 2568.

รัตนา พรหมวิชัย. “ขันโตกดินเนอร์.” สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม 2). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542.

สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ร่วมกับวิทยาลัยครูเชียงใหม่ และศูนย์วัฒนธรรมประจำจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือ. “เชิดชูเกียรติ นายไกรศรี นิมมานเหมินท์”. ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์. เข้าถึงเมื่อ 9 พฤษภาคม 2568. https://www.finearts.go.th/storage/contents/file/4J6LXKLkbZKh42SdfZI77UzvstpDxAkVXYOytOET.pdf

ศราวุฒิ วิจิตรพรหม. “ประวัติศาสตร์การกลายเป็นสินค้าของวัฒนธรรมล้านนา ภายใต้บริบทโลกาภิวัตน์ รัฐไทย และท้องถิ่นนิยม.” วารสารการเมืองการปกครอง 11, ฉบับที่ 1 (มกราคม–เมษายน 2564): 42–64. เข้าถึงเมื่อ 12 พฤษภาคม 2568. https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jopag/article/download/251699/168675

สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและล้านนาสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. “วัฒนธรรมการกินล้านนา.”เข้าถึงเมื่อ 8 พฤษภาคม 2025.https://accl.cmu.ac.th/Knowledge/details/2548.

ทรงสุข บุญทาวงค์, นรพรรณ โพธิพฤกษ์, รุ่งรดิศ เมืองลือ, อิสรีย์ ติยะพิพัฒน์, และ สลิลทิพย์ ตียาภรณ์. “อาหารพื้นเมืองเชียงใหม่ในมิติประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยว.” วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ12, ฉบับที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2565).

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 พฤษภาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ขันโตกดินเนอร์” วัฒนธรรมรับรองแขกบ้านแขกเมืองสุดอบอุ่นของชาวเหนือ เกิดขึ้นเมื่อไหร่?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...