คลัง เล็งถกบอร์ดอีวี แก้ปัญหา “เนต้า” พบปัญหาผลิตไม่ทัน ต้องคืนเงินรัฐอุดหนุน
คลัง เผย เนต้า ผลิตอีวีในไทยไม่ทันตามเงื่อนไข EV 3.0 ต้องคืนเงินที่รัฐอุดหนุน เล็งหารือบอร์ด EV ให้เข้าร่วม EV 3.5 แทน เพื่อให้ได้รับสิทธิขยายเวลาผลิตรถถึงปี 70 ช่วยประคองอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าในไทย
13 มิ.ย. 68ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากกรณีมีประชาชนผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเนต้า ร้องเรียนถึงปัญหาการใช้บริการ ขณะที่ภาครัฐยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของบริษัทซึ่งอาจไม่สามารถทำตามตามเงื่อนไขมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า ( EV 3.0) ว่า
กรมสรรพสามิต ได้มีการกำกับดูแลติดตามกรณีนี้อยู่แล้ว เพื่อให้ค่ายรถที่เข้าร่วมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าปฏิบัติตามเงื่อนไข โดยหากบริษัทใดไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการผลิตรถชดเชยได้จะต้องคืนเงินอุดหนุนที่ได้รับไปให้กับรัฐ และต้องดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้ปฏิบัติกับทุกค่ายรถยนต์เท่าเทียมกัน
“การได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล จะต้องตามมาด้วยเงื่อนไขการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ภายในประเทศทดแทนการนำเข้า หากไม่สามารถทำได้ตามเงื่อนไขจะต้องคืนเงินที่ได้รับอุดหนุนดังกล่าวด้วย”
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้รับทราบกรณีบริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด ที่มีปัญหาการขาดสภาพคล่องจากบริษัทแม่ที่จีน และมีแนวโน้มไม่สามารถตั้งโรงงานรถยนต์ผลิตรถชดเชยในไทยได้ตามเงื่อนไข EV 3.0 แล้ว
โดยกรมสรรพสามิตได้ติดตามปัญหาอย่างใกล้ชิด ซึ่งได้หารือดูแผนการผลิต และเบื้องต้นจะรายงานสถานการณ์ รวมถึงแนวทางการแก้ไขให้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV ) พิจารณาหาทางออกในเรื่องนี้
ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่าอาจขอให้ เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) ได้ใช้สิทธิเข้าร่วมมาตรการ EV 3.5 เพื่อขยายเวลาชดเชยการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกไป เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบให้ตัวแทนจำหน่าย ซัพพลายเชน ผู้เกี่ยวข้อง และประชาชน เนื่องจาทางเนต้าแจ้งว่า ขณะนี้ได้ผู้ลงทุนรายใหม่แล้ว และเตรียมประกาศโครงสร้างบริษัทใหม่ในช่วงกลางเดือน มิ.ย. 2568 ซึ่งจะทำให้ปัญหาการขาดสภาพคล่อง รวมถึงการขาดแคลนอะไหล่ดังกล่าวคลี่คลาย
ทั้งนี้ปัจจุบัน เนต้า มีเงื่อนไขต้องผลิตชดเชยรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ตามมาตรการ EV 3.0 ให้ได้ 1.5 เท่าของยอดรถที่เข้าร่วมมาตรการ ในสิ้นปี 68 คิดเป็นจำนวน 19,000 คัน แต่หากมีการเข้าร่วมมาตรการ EV 3.5 แล้ว จะได้รับการขยายเวลาผลิตรถเพิ่มไปถึงปลายปี 70 แต่ก็ต้องมียอดผลิตรถชดเชยเพิ่มขึ้นเป็น 2-3 เท่า พร้อมกับต้องยอมรับเงื่อนไขว่า จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลจนกว่าจะผลิตได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด แต่ยังคงได้รับสิทธิลดภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2% อยู่
“ทางเลือกนี้จะช่วยประคับประคองอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าออกไปก่อน เพราะหากมีบริษัทใดบริษัทหนึ่งปิดกิจการตอนนี้ จะไม่ส่งผลดี และทำลายภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ ทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นต่อรถยนต์ไฟฟ้า เพราะมาตรการอีวีที่รัฐบาลออกมา ซึ่งมีการจ่ายเงินอุดหนุนและลดภาษีให้ไปนั้น มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ โดยให้ผู้ประกอบการนำเงินไปลงทุนสร้างโรงงานแบตเตอรี่ โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และจ้างงานในไทย เป็นสำคัญ”