บิทคับ กรุ๊ป บุกตลาดภูมิภาค ตั้งเป้าสู่ Respectable Institution
“ตอนนี้บิตคอยน์แทบจะเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยสินทรัพย์หนึ่งของโลกไปแล้ว หากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ทองคำและบิตคอยน์จะเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด เมื่อรวมกับปัจจัยเสี่ยงในเรื่องการมาของ AI ที่จะมาเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานในทุกอุตสาหกรรม ผมเชื่อว่าบิตคอยน์และทองคำจะยังคงเป็นสินทรัพย์ที่เป็น Safe Heaven ต่อไปอีก 5 ปี”
ตลอด 11 ปี ที่บิทคับอยู่ในตลาด เราได้รับการยอมรับจากคนในทุกเจเนอเรชั่นเพิ่มขึ้นทุกปีแต่ก็ยังไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้น ความทะเยอทะยานจากนี้ของเราคือการก้าวไปสู่การเป็นสถาบันที่ได้รับการนับถือ นี่คือเป้าหมายในยุคแห่งความยั่งยืนของกลุ่มบิทคับ
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาบิตคอยน์ที่ถูกเปรียบสถานะให้เป็น “ทองคำดิจิทัล” กำลังพุ่งทะยานทำจุดสูงสุดตลอดกาลอีกครั้ง (All-time high) ตอกย้ำสถานะการเป็นทองคำดิจิทัลที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือควบคุมได้ ที่สำคัญคือ เงินที่ไหลเข้ามาครั้งนี้มาจากฝั่งสถาบันเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นฝั่งรัฐบาล บริษัทเอกชน ต่างเดินหน้ากว้านซื้อบิตคอยน์มาสะสมให้ได้มากที่สุด
“การเข้ามาถือบิตคอยน์ของรัฐบาลหลายประเทศ รวมถึงการกว้านซื้อบิตคอยน์จำนวนมากจากฝั่งสถาบัน ไม่ได้ทำให้ธรรมชาติ หรือสิ่งที่บิตคอยน์นั้นควรจะเป็นเปลี่ยนแปลงไป นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ที่เราสามารถเก็บทรัพย์สินไว้บนอินเทอร์เน็ตได้โดยที่ไม่ต้องผ่านตัวกลาง”
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ย้ำมุมมองที่มีต่อบิตคอยน์ในการสัมภาษณ์พิเศษกับ การเงินธนาคาร หลากหลายมุมมองของเขาสะท้อนความเชื่อมั่นในบิตคอยน์อย่างเต็มเปี่ยม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ขณะเดียวกันก็เป็นจังหวะที่กลุ่มบิทคับเดินเครื่องภารกิจสำคัญ เพื่อก้าวสู่ยุคที่ “ความยั่งยืน” เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ พร้อมก้าวไปสู่การเป็นสถาบันที่ได้รับการนับถือ (Respectable Institution)
โลกยอมรับบิตคอยน์สู่เมนสตรีม
สถาบันเร่งเครื่องกว้านซื้อสะสม
จิรายุส เริ่มฉายภาพจากประสบการณ์ที่อยู่ในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลมาตลอด 3 ไซเคิล หรือราว 12 ปี และตอนนี้เข้าสู่ไซเคิลที่ 4 ซึ่งจากสถิติแล้วตลาดคริปโทเคอร์เรนซีจะเข้าสู่ภาวะ “ตลาดกระทิง” หลังจากที่บิตคอยน์ผ่านอีเวนท์ Bitcoin Halving ไปแล้ว 6 เดือน และจนถึงปัจจุบันทุกอย่างก็ยังเป็นไปตามสถิติที่ผ่านมา
ตัวเร่งสำคัญของตลาดกระทิงรอบนี้คือการชนะการเลือกตั้งของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่มีนโยบายเป็นมิตรกับอุตสาหกรรมคริปโทฯ ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์พุ่งทะยานไปทำจุดสูงสุดตลอดกาล (All-time high) ที่ระดับ 109,000 ดอลลาร์ ก่อนจะย่อตัว ซึ่งก็เป็นไปตามสถิติของบิตคอยน์ที่มักจะพุ่งแรง 2 รอบในตลาดกระทิง
“สิ่งที่ตลาดกระทิงรอบนี้แตกต่างไปจากเดิมคือ ราคาของเหรียญประเภท Alt Coin ไม่ได้พุ่งแรงเหมือนที่ผ่านมา สาเหตุเพราะตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยเงินจากฝั่งสถาบัน โดยเงินที่มาจากสถาบันมุ่งตรงไปที่บิตคอยน์เพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจเหรียญอื่นเลย”
จิรายุส ย้ำมุมมองนี้ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัทอย่าง MicroStrategy สะสมบิตคอยน์ไว้มากกว่า 400,000 เหรียญ ขณะที่สถาบันการเงินอย่าง BlackRock ก็ถือบิตคอยน์ไว้กว่า 400,000 เหรียญ แม้แต่รัฐบาลต่างๆ ในโลก เช่น สหรัฐฯ ถือบิตคอยน์ 210,000 เหรียญ และมีแผนสะสมให้ครบ 1,000,000 เหรียญ ส่วนจีนถือบิตคอยน์ 190,000 เหรียญ อังกฤษถือบิตคอยน์ 80,000 เหรียญ สถานการณ์ชัดเจนมากว่าทุกคนมุ่งตรงไปที่บิตคอยน์เพียงอย่างเดียว แม้แต่กองทุน ETF ก็ไปที่บิตคอยน์อย่างเดียวเช่นกัน
“มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Softbank อย่าง มาซาโยชิ ซัน (Masayoshi Son) ก็ยังเปิดบริษัทใหม่ร่วมกับ Bitfinex และ Tether เพื่อลุยซื้อ Bitcoin มาเก็บให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ หรือแม้แต่ในประเทศไทยก็เริ่มมีบริษัทเอกชนที่มีเป้าหมายเช่นนี้แล้ว ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นก็มี Metaplanet นี่คือเงินที่มาจากทั้งรัฐบาลและสถาบันที่ไหลเข้ามาสู่บิตคอยน์”
ผู้ก่อตั้งบิทคับ เชื่อว่า เมื่อถึงวันที่สหรัฐฯ ประกาศซื้อบิตคอยน์เพิ่มตามนโยบาย Strategic Bitcoin Reserve ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้สหรัฐฯ ถือครองบิตคอยน์ไว้มากกว่า 1,000,000 เหรียญ วันนั้นจะเกิด Game Theory ที่ทำให้กลุ่มประเทศอื่นๆ ทั่วโลกต้องเดินตามแน่นอน
บิตคอยน์คือ Safe Heaven
Stable Coin พลิกโลกชำระเงิน
จิรายุสให้มุมมองว่า มี 2 ประเด็นหลักที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ คือ 1. Strategic Bitcoin Reserve เพราะไม่ว่าจะเป็นบริษัทจดทะเบียน ประเทศต่างๆ สำนักงานธุรกิจครอบครัว (Family Office) ต่างต้องการตั้งกองทุนของตัวเอง เพื่อเก็บบิตคอยน์ให้ได้มากที่สุด 2. Stable Coin โดยในปีที่ผ่านมา มูลค่าธุรกรรมบน Stable Coin นั้นสูงถึง 30 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งอีกไม่นาน Stable Coin จะเข้ามาแทนที่การชำระเงินในช่องทางบัตรเครดิต และจะก้าวขึ้นสู่การชำระเงินของโลกอนาคตที่เป็นยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
“ตอนนี้บิตคอยน์แทบจะเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยสินทรัพย์หนึ่งของโลกไปแล้ว หากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ทองคำและบิตคอยน์จะเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด เมื่อรวมกับปัจจัยเสี่ยงในเรื่องการมาของ AI ที่จะมาเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานในทุกอุตสาหกรรม ผมเชื่อว่าบิตคอยน์และทองคำจะยังคงเป็นสินทรัพย์ที่เป็น Safe Heaven ต่อไปอีก 5 ปี”
จิรายุสเชื่อมั่นว่า เวลานี้บิตคอยน์กำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้า ตามเส้นทางที่ควรจะเป็น โดยปัจจุบันบิตคอยน์ได้กลายเป็นสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 5 ของโลก และคาดว่าอีก 5 ปีข้างหน้า จะสามารถติด 3 อันดับสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกได้ด้วยคุณสมบัติของการเป็น Global Commodity ที่ไม่มีรัฐบาลไหนในโลกควบคุมได้ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ประเทศต่างๆ ปราศจากความเชื่อใจกันและกัน
“ผมเคยเสนอให้ประเทศไทยมีบิตคอยน์เป็นทุนสำรองของประเทศ ตอนนี้ถือว่าเราช้าไปแล้ว ประเทศภูฏานเก็บบิตคอยน์ที่ต้นทุน 600,000 บาท ถ้าประเทศไทยถือบิตคอยน์ตอนนี้ก็ต้นทุน 3,000,000 บาท แพงกว่าภูฏาน 5 เท่า ถ้าช้ากว่านี้ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก แม้บิตคอยน์จะมีช่วงปรับตัวลงอย่างรุนแรง (Crypto Winter) แต่ราคาที่ต่ำที่สุดก็สูงกว่าช่วงพีคในปีที่ผ่านมาทั้งสิ้น ดังนั้น ตอนนี้คือยิ่งเร็วยิ่งดี ประเทศไทยต้องเร่งเปิดใจเข้ามาศึกษา เปลี่ยนกฎหมาย อย่างน้อยต้องมีการตั้งทีมเพื่อศึกษาอย่างเร่งด่วนเพราะยิ่งเดินหน้าช้า ต้นทุนในการถือครองบิตคอยน์ก็จะยิ่งแพง”
สำหรับประเด็นของ Stable Coin นั้น ข้อเท็จจริงที่สะท้อนบทบาทสำคัญของ Stable Coin คือตัวเลขเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2025 ได้ขยับขึ้นไปถึง 15.5% ของ GDP โลก โดยประเทศจีนนั้นพุ่งไปถึง 44% และในอีก 10 ปีข้างหน้า 70% ของ GDP โลกจะมาจากเศรษฐกิจดิจิทัล ดังนั้น การชำระเงินจึงต้องเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย ไม่สามารถจะใช้เงินกระดาษได้ ตัวเร่งนี้คือสิ่งที่ทำให้ Stable Coin ถูกจับตามองในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
โลกยุค Uncertainty
หนุนธุรกิจบิทคับ
จิรายุส ฉายภาพของสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน (Uncertainty) ว่า สงครามการค้าและการกีดกันการเข้าถึงทรัพยากรทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน สถานการณ์นี้บีบให้หลายประเทศต้องเลือกฝั่ง ประเทศต่างๆ จึงพยายามรวมตัวกันเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาสหรัฐฯ หรือจีนโดยตรง และเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง สิ่งนี้จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนแบบ Regionalization เนื่องจากวันนี้โลกได้กลายเป็นโลกที่ไม่มีใครเชื่อใจกันอีกแล้ว และเมื่อปราศจากความเชื่อใจจึงไม่สามารถพึ่งพาประเทศอื่นมากเกินไปได้
แม้ภาพของเศรษฐกิจโลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่สิ่งเหล่านี้กลับส่งผลบวกต่อธุรกิจของกลุ่มบิทคับ เพราะการที่โลกเกิดการแบ่งฝั่งเป็นเศษส่วน จะทำให้ระบบการเงินแบ่งออกเป็น 2 ระบบคือ 1. US Based Financial System ซึ่งเป็นระบบเก่าที่สหรัฐฯ เป็นผู้ดูแล 100% เช่น ระบบ SWIFT ที่สหรัฐฯ สามารถแทรกแซง หรือใช้เป็นอาวุธสงครามได้ 2. ระบบคริปโทเคอร์เรนซี ที่ปราศจากการควบคุมและแทรกแซง ซึ่งโลกที่ถูกแตกออกไปอีกฝั่งจะเลือกใช้ระบบนี้ เพื่อลดการพึ่งพาเงินสกุลดอลลาร์ (De-Dollarization) รวมถึงใช้สกุลเงินอื่นในการซื้อขายสินค้าระหว่างกัน
เมื่อบวกกับโลกที่มีความไม่เชื่อใจกัน ผู้คนก็จะไม่เก็บสินทรัพย์ที่ประเทศใดประเทศหนึ่งมีอำนาจในการควบคุมมากเกินไปในอนาคตอาเซียนก็จะมีระบบชำระเงินของตัวเอง และจะเป็นการซื้อขายที่ใช้หลากหลายสกุลเงินมากเนื่องจากมีหลายขั้วอำนาจ สิ่งเหล่านี้ส่งผลบวกโดยตรงกับธุรกิจของบิทคับ เพราะช่วยผลักดันเกิดความต้องการสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับภูมิภาค
“เราทำธุรกิจเกี่ยวกับโลกอนาคต เราวิ่งไปในทิศทางเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ดังนั้น ทุกการเปลี่ยนแปลงยิ่งส่งผลบวกให้กับกลุ่มบิทคับ เราไม่ได้ทำธุรกิจที่กำลังจะลงเขา แต่เราทำธุรกิจที่เกี่ยวกับโลกอนาคต Trump Effect เป็นเพียงตัวเร่งให้การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนอยู่แล้วเกิดเร็วขึ้นเท่านั้น”
จิรายุส ประเมินภาพการแข่งขันในตลาดว่า อุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลเต็มไปด้วยการแข่งขันที่รุนแรง ทั้งสถาบันการเงิน ธนาคาร และบริษัทเอกชนแถวหน้าของประเทศล้วนลงมาเล่นในตลาดนี้ แต่บิทคับ ออนไลน์ บริษัทภายใต้ บิทคับ กรุ๊ป ก็ยังเป็นบริษัทไทยที่สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศได้ถึง 90% โดยมียอดผู้ใช้ถึง 5 ล้านคน เป็น Active User จำนวน 2 ล้านคน และมียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นถึง 12 ล้านดาวน์โหลด
“ที่จริงแล้วการแข่งขันที่สูงเป็นเรื่องดี ในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลการแข่งขันย่อมรุนแรงเสมอ สิ่งนี้ทำให้ทุกคนในบิทคับตื่นตัวไม่ชะล่าใจกับความสำเร็จ พยายามเร่งออกผลิตภัณฑ์ สร้างนวัตกรรม และทำกิจกรรมต่างๆ หากไม่มีการแข่งขันมากระตุ้นอาจทำให้เราอืดอาด ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทั้งลูกค้าและอุตสาหกรรม”
ปัจจุบัน บิทคับ ออนไลน์ ถือเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ใหญ่กว่า INDODAX ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเบอร์ 1 ของประเทศอินโดนีเซีย หรือ Coins.ph แพลตฟอร์มเบอร์ 1 ของฟิลิปปินส์ รวมถึง Luno แพลตฟอร์มเบอร์ 1 ในมาเลเซีย โดยที่ประเทศไทยมีประชากรเพียง 70 ล้านคน ขณะที่ประเทศอื่นมีประชากรกว่า 200-300 ล้านคน นี่คือ ความสำเร็จที่ถือว่าเกินตัวไปไม่น้อย
ถอดบทเรียนบิทคับผ่าน 3 ยุค
Survive-Growth-Sustainability
จิรายุส ถอดบทเรียนของการก่อตั้งบิทคับ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้อย่างน่าสนใจ โดยแบ่งออกเป็น 3 ยุคคือ 1. ยุคของการเอาตัวรอด (Survive) ที่ต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงตัวเองให้ได้ 2. ยุคของการคว้าทุกโอกาสเพื่อเติบโต (Capture Growth) เป็นยุคที่มุ่งเน้นการเติบโตให้เร็วที่สุด (Blitzscaling) และทำให้ผู้คนรู้จักบิทคับทั้งประเทศให้ได้3. ยุคของความยั่งยืน (Sustainability) เป็นการทำทุกอย่างเพื่อให้ธุรกิจสามารถยืนระยะได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันบิทคับเติบโตเข้าสู่ยุคที่ 3 เรียบร้อยแล้ว ทำให้การขับเคลื่อนธุรกิจต่อจากนี้จึงเป็นการมุ่งเน้นการสร้างรากฐานที่แข็งแรง มีแผนงานส่งผ่านความสำเร็จ และมุ่งเป็นสถาบันที่ได้รับการนับถือ (Respectable Institution)
โดยคีย์เวิร์ดสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรในแต่ละยุคคือ “Change” ซึ่งการขับเคลื่อนธุรกิจในโลกยุคใหม่นั้นต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีอัตรา Turn Over ของพนักงานสูงก็ต้องยอมรับ เพราะเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับการเติบโตที่รวดเร็วของบริษัท การที่อัตรา Turn Over ของพนักงานต่ำ อาจหมายถึงการไม่ยอมเปลี่ยนแปลง หรือปรับตัว แต่สิ่งสำคัญคือในทุกการเปลี่ยนผ่านแต่ละครั้งจะต้องชัดเจนว่าต้องการเปลี่ยนไปสู่อะไร ภายใต้ธีมไหนเพื่อให้พนักงานเปลี่ยนแปลงได้อย่างถูกต้อง
จิรายุส ฉายภาพโครงสร้างของกลุ่มบิทคับในปัจจุบัน ที่มี บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นบริษัทแม่ ทำหน้าที่ตามพันธกิจในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลบนเทคโนโลยีบล็อกเชน และขับเคลื่อนโอกาสทางเศรษฐกิจที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมผ่านนวัตกรรมที่ล้ำสมัย โดยภายใต้ บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ยังมีบริษัทในเครืออีก 7 บริษัท ดังนี้
- บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด : ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม “บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์” ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
- บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด : ดำเนินธุรกิจการพัฒนาและออกแบบเทคโนโลยีบล็อกเชน รวมถึงเป็นผู้พัฒนาเครือข่ายบิทคับเชน
- บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด : ดำเนินธุรกิจด้านการศึกษา ด้วยแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งอนาคตอย่าง Bitkub Academy เน้นถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวด้านบล็อกเชน
- บริษัท บิทคับ เวนเจอร์ส จำกัด : ธุรกิจร่วมทุนของบิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป มีเป้าหมายลงทุนในโอกาสใหม่ๆ ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย
- บริษัท บิทคับ มูนช็อต จำกัด : ให้บริการสร้างสรรค์และพัฒนาระบบปฏิบัติการด้านบล็อกเชนและที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีบล็อกเชน พัฒนาแพลตฟอร์มระดับองค์กร และการแก้ไขปัญหาเทคโนโลยีภายในองค์กร
- บริษัท บิทคับ พอร์ทอล จำกัด : ดำเนินธุรกิจในฐานะผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) พร้อมบริการให้คำปรึกษา ออกแบบ และพัฒนาโทเคนดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการระดมทุนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
- บริษัท บิทคับ ลองเจวิตี้ จำกัด : มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีด้านการมีอายุยืน (Longevity Technologies) และนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน
ขับเคลื่อน 2 เป้าหมายหลัก
เตรียม IPO/บุกตลาดภูมิภาค
จิรายุสเผยว่า ในปี 2025 กลุ่มบิทคับตั้งเป้าขับเคลื่อนธุรกิจ ภายใต้ 2 เป้าหมายหลัก คือ
1. นำ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ เข้าสู่กระบวนการ IPO ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมมุ่งสู่การเป็นบริษัทมหาชน โดยทางบิทคับ ออนไลน์ ก็ได้อยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผนงานที่ได้วางไว้
2. การบุกตลาดต่างประเทศ เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรธุรกิจระดับภูมิภาค (Regional Company) โดยมีการปรับโครงสร้างองค์กร และตั้งบริษัท Bitkub Global ทำหน้าที่เป็น Regional Holding เพื่อให้พร้อมกับการเป็นองค์กรระดับภูมิภาค
ในด้านการดำเนินการบุกตลาดต่างประเทศนั้น จะพิจารณาตามโอกาสของทั้ง 7 บริษัทในเครือ โดยขณะนี้ธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล อยู่ระหว่างการขยายธุรกิจไปในประเทศกัมพูชา ส่วนธุรกิจบล็อกเชน ปัจจุบันได้มีการจัดตั้ง KUB Chain ที่อยู่ระหว่างการหาโอกาสขยายไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อก้าวสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดกว้าง เช่นเดียวกับเครือข่ายบล็อกเชนระดับโลก และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชนก็ได้มีการต่อยอดขยายธุรกิจกับพาร์ทเนอร์ในประเทศฮ่องกงแล้ว
จิรายุสให้ข้อมูลเพิ่มว่า ภายใต้เครือ Bitkub Global ยังมีการมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจของบริษัท บิทคับ เวนเจอร์ส จำกัดอีกด้วย โดยให้ความสนใจในประเทศลักเซมเบิร์ก เนื่องจากเป็นประเทศที่โด่งดังด้านกองทุน Private Fund และ Mutual Fund ของโลก รวมถึงการมองหาโอกาสในประเทศดูไบควบคู่ไปด้วย
ลุยเป้าหมายใหญ่กว่าแค่ยูนิคอร์น
มุ่งเป็น Respectable Institution
จิรายุส เปิดใจถึงการที่ครั้งหนึ่ง บิทคับ เคยได้รับสถานะของการเป็นยูนิคอร์น ด้วยมูลค่าบริษัทระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์ จากดีลการเข้าซื้อ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ของธนาคารไทยพาณิชย์ แต่สุดท้ายแล้วดีลสำคัญนั้นก็ไม่เกิดขึ้น ทำให้บทบาทของการเป็นยูนิคอร์นถูกเปลี่ยนสถานะไป
“สิ่งนั้นไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เรารู้กันภายใน การเป็นยูนิคอร์นหรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่ผู้คนภายนอกพยายามตีความ สิ่งสำคัญของการทำธุรกิจคือต้องสามารถสร้างกำไร แม้ทุกคนจะเข้าใจว่าเราคือยูนิคอร์น แต่ธุรกิจขาดทุนก็ไม่มีประโยชน์ สู้เราขับเคลื่อนธุรกิจที่มั่นคง สร้างกำไรติดต่อกัน 5 ปี สามารถปันผลให้กับผู้ถือหุ้นทุกคนได้ เรารู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเราคืออะไร ใครตัวจริงตัวปลอม ผมมองว่าสิ่งสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการทำกำไร ไม่ใช่การอิงมูลค่าตามเอกสาร”
ผู้ก่อตั้งบิทคับ เน้นว่า ปัจจุบันธุรกิจของกลุ่มบิทคับเข้าสู่ช่วงของการสร้างความมั่นคงเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้มีความยั่งยืน ซึ่งสิ่งนี้สำคัญกว่ามูลค่าบริษัทมาก เพราะจะต้องยืนระยะให้ได้
“เป้าหมายของเรานั้นยิ่งใหญ่กว่าการเป็นยูนิคอร์นไปแล้ว ผมไม่ได้รู้สึกว่าการเป็นยูนิคอร์นนั้นสร้างอิมแพ็กกับเราอีกแล้วถ้าจะได้ตำแหน่งนี้มา เราไปที่งาน World Economic Forum ซึ่งเป็นงานประชุมของธุรกิจระดับโลกที่มีรายได้เฉลี่ยที่ 5,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี การยอมรับที่ได้นี้เกินคำว่ายูนิคอร์นไปแล้ว”
จิรายุส ให้ความเห็นเพิ่มว่า ในช่วงแรกที่สตาร์ทอัพหลายรายต้องการตำแหน่งยูนิคอร์น เนื่องจากต้องการการยอมรับ ซึ่งในมุมของบิทคับนั้นก้าวผ่านจุดที่ต้องการการยอมรับไปแล้ว สิ่งสำคัญคือ จะต้องรู้มูลค่าของตัวเอง เพราะหัวใจของการทำธุรกิจ คือ การสร้างกำไร ไม่ใช่ยุค Paper Valuation เหมือนในอดีต ที่ต้องใช้เงินของนักลงทุน ซึ่งบิทคับไม่มี VC ในผู้ถือหุ้นของบริษัท ทำให้มีความสามารถในการขับเคลื่อนบริษัทในแบบที่ต้องการได้อย่างเต็มที่
ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของกลุ่มบิทคับจากนี้ คือการก้าวไปสู่การเป็นบริษัทมหาชน ที่ไม่มีใครตั้งคำถามหรือเกิดความสงสัย เป็นสถาบันที่ได้รับการนับถือ เช่นเดียวกับ ตลาดหลักทรัพย์นี่คือสิ่งที่กลุ่มบิทคับอยากจะไปให้ถึงมากกว่า “การเป็นยูนิคอร์น”
“ตลอด 11 ปี ที่บิทคับอยู่ในตลาด เราได้รับการยอมรับจากคนในทุกเจเนอเรชั่นเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ก็ยังไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้น ความทะเยอทะยานจากนี้ของเราคือ การก้าวไปสู่การเป็น Respectable Institution นี่คือเป้าหมายในยุคแห่งความยั่งยืนของกลุ่มบิทคับ”
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมิถุนายน 2568 ฉบับที่ 518 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/