โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สส.ปชน. จี้ รมว.เกษตรฯ ปรับทั้งระบบแก้ "นมโรงเรียน" ล่าช้า-ล้น

PostToday

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 02.59 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 09.50 น.

นายปรีติ เจริญศิลป์ สส.พรรคประชาชน เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการแก้ไขพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม พ.ศ. และปัญหานมโรงเรียน

โดยระบุว่า อย่าเพิกเฉย!!! เพราะแค่เป็นเรื่องนมของเด็ก เพราะนี่คืออนาคตของชาติ จะปล่อยให้เด็กดื่มนมล่าช้า ไม่ได้แม้แต่วันเดียว

ความคืบหน้าการแก้ไขพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม พ.ศ. และปัญหานมโรงเรียน

ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม ฉบับที่ .. พ.ศ. …

โดยปัจจุบันมีความคืบหน้าไปมาก มีการปรับแก้ไขในหลายส่วน เช่น - เพิ่มอำนาจของมิลค์บอร์ด

- กำหนดให้องค์ประกอบของมิลค์บอร์ดมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วนมากขึ้น

- การเปิดเผยข้อมูลการประชุมสู่สาธารณะเพื่อความโปร่งใส เป็นต้น

แต่ยังมีข้อมูลหลายส่วนที่จำเป็นที่คณะกรรมาธิการ ฯ ต้องการทราบ เพื่อนำมาวิเคราะห์ในการแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้คณะกรรมาธิการ ฯ ได้เชิญเกษตรโคนมและผู้ประกอบการนม รวมทั้งได้ลงพื้นที่พบผู้ประกอบการเพื่อรับทราบข้อมูลและปัญหาต่าง ๆ พบว่าปัญหาที่สำคัญมี ดังนี้

1. ปัญหาเด็กนักเรียนได้กินนมโรงเรียนล่าช้าทั่วประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระบุว่าในช่วงเปิดเทอมวันแรกนักเรียนได้กินนมโรงเรียนเพียง 5,200 โรงเรียน จากทั้งหมด 26,600 โรงเรียน หรือ ร้อยละ19.55 เท่านั้น ซึ่งความล่าช้าเกิดจากการออกประกาศหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตานมโรงเรียนล่าช้าของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

2. ปัญหานมล้นทั้งระบบ (น้ำนมดิบและนมโรงเรียน) อันเนื่องมาจากโครงสร้างการบริหารจัดการของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือมิลล์บอร์ด และคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน หรือบอร์ดนมโรงเรียน ที่มีปลัดกระทรวง ฯ เป็นประธาน ทั้ง 2 บอร์ด

มีการบริหารจัดการแยกกัน ทั้งในเรื่องการเซ็นMOU ซื้อนมดิบที่จะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมของทุกปี แต่ในการได้รับสิทธิโควตานมโรงเรียนเป็นช่วงเดือนพฤษภาคมของปีถัดไป

กลุ่มที่ซื้อน้ำนมดิบตั้งแต่เดือนตุลาคมเพื่อหวังจะได้โควตานมโรงเรียนในเดือนพฤษภาคมมีมากถึง 1,894 ตัน/วัน แต่มีโควตานมโรงเรียนจริงเพียง 951 ตัน/วันเท่านั้น

หมายความว่ากลุ่มที่ซื้อนมโรงเรียนตั้งแต่เดือนตุลาคมเพื่อหวังจะได้โควตานมโรงเรียนจะไม่ได้รับสิทธิประมาณครึ่งนึง ผลคือ กลุ่มที่ไม่ได้รับสิทธิ ประมาณครึ่งนึงนี้จะกลายเป็นนมที่ล้นในระบบ ซึ่งมีประมาณ 943 ตัน/วัน

ผู้ซื้อนมเหล่านี้ต้องหาที่ปล่อยนมหรือนำนมมาบรรจุใส่กล่อง UHT นมโรงเรียน เพื่อรักษาอายุการเก็บได้นานขึ้น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเรื่อยมาทุกปีจนคาดว่าในระบบมีนมโรงเรียนแบบกล่อง UHT ค้างสต๊อคเกือบพันล้านกล่องทั่วประเทศที่รอการระบายออก

ดูได้จากนมโรงเรียนที่นักเรียนได้ซึ่งควรจะได้รับเป็นนมพาสเจอไรซ์แบบถุงที่มีคุณค่าทางสารอาหารมากว่านมกล่องUHT แต่นักเรียนมักได้รับนมกล่องแทน เพราะเป็นการระบายสต๊อคนมในสต๊อค

จากข้อมูลที่ทราบถึงแม้จะมีการเปลี่ยนช่วงเวลาการจัดสรรนมโรงเรียนและการเซ็นMOUเป็นช่วงเวลาเดียวกันก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหานมล้นได้ เว้นแต่มีการปรับเพิ่มการบริโภคนมโรงเรียนจากเดิม260วันเป็น365วัน เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ได้รับโควตานมโรงเรียนมาสามารถระบายนมโรงเรียนออกไปได้ในปริมาณเท่า ๆ กัน

3. คณะกรรมาธิการ ฯ ได้รับข้อมูลข้อร้องเรียนของหลายภาคส่วนถึงวิธีการจัดสรรโควตานมโรงเรียนที่มีการเปลี่ยนแปลงจากปีที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก ทั้งการกำหนดพื้นที่ใหม่ การกำหนดสัดส่วนใหม่ของแต่ละกลุ่ม จนถึงการออกประกาศหลักเกณฑ์การจัดสรรที่สุ่มเสี่ยงจะผิดกฎหมาย

กล่าวคือ มีการเปิดรับสมัครให้ผู้ประกอบการเข้าโครงการรับสิทธิโควตานมโรงเรียนไปแล้ว แต่ก็ยังมาประกาศหลักเกณฑ์การจัดสรรเพิ่มเติมในวันสุดท้ายของการรับสมัคร

เกิดคำถามว่า การออกประกาศแบบนี้ส่อไปในทางเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการบางรายให้ได้รับโควตานมโรงเรียนมากกว่าเดิมหรือไม่ รวมถึงข้อร้องเรียนของสถาบันการศึกษาที่ปีนี้แทบไม่ได้รับโควตานมโรงเรียนเลย

4. ปัญหาการบริหารจัดการนมโรงเรียนผิดพลาด ส่งผลต่อการปฎิบัติที่อาจละเมิดข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

ปัญหาการบริหารนมโรงเรียนที่ผิดพลาดยังส่งผลกระทบถึงผู้ประกอบการนมพาณิชย์ เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตร ฯ หยิบยกสถานการณ์น้ำนมดิบล้นตลาดจากโครงการนมโรงเรียนมากล่าวอ้างในการจำกัดการนำเข้านมผงจากต่างประเทศ

โดยอนุมัติการนำเข้าเพียง ร้อยละ 35 จากที่ภาคเอกชนยื่นขอไว้ ทั้งที่ประเทศไทยได้ลงนามข้อตกลงการค้าเสรี ซึ่งมีผลบังคับเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 แล้ว โดยการห้ามนำเข้านมผงนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ผิดวิธีของทางกระทรวงเกษตร ฯ ซึ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศและกรมการค้าระหว่างประเทศได้แจ้งเตือนไปแล้วด้วย

การไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศสร้างความไม่เป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการนมพาณิชย์ ส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมนม ขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ตามแผน จนต้องหยุดสายการผลิตในบางช่วง และนำไปสู่ปัญหาสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดนมพาณิชย์

รวมทั้งส่งผลให้อุตสาหกรรมนมหดตัวและกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งมีผลเสียเป็นวงกว้างต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีการค้าโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ไทยกำลังเจรจา FTA ฉบับใหม่กับ สหภาพยุโรป ซึ่งกำลังติดตามท่าทีของไทยในประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด

โดยหลังจากคณะกรรมาธิการ ฯ ได้ทราบปัญหาเหล่านี้ จึงได้เรียนเชิญปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธาน คณะกรรมการโคนม หรือมิลล์บอร์ด และประธานคณะกรรมการอาหารเพื่อเด็กและเยาวชน (นมโรงเรียน) มาให้ข้อมูลกับกรรมาธิการ ฯ ในวันพุธที่ 11 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งขอเอกสารประกอบการพิจารณา

เพื่อจะนำไปแก้ไขกฎหมาย พระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม เพราะทางปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นทั้งประธานทั้งสองคณะ ซึ่งมีสิทธิตัดสินใจในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการนมทั้งระบบ

ปรากฏว่าในวันดังกล่าว ทางปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ได้มาร่วมประชุมให้ข้อมูล แต่มอบหมาย องค์การส่งเสริมกิจการโคนม (อสค.) มาประชุมแทน แต่ อสค. ก็ไม่สามารถที่จะตอบได้ชัดเจนในทุกคำถาม และตัดสินใจอะไรแทนปลัดไม่ได้

ประกอบกับข้อมูลที่กรรมาธิการ ฯ ได้ทำหนังสือขอไปล่วงหน้าหลายรายการเกี่ยวกับข้อมูลการจัดสรรนมโรงเรียน การทำ MOU ซื้อนม ก็ไม่ได้นำมาให้กับคณะกรรมาธิการ ฯ พิจารณาแต่อย่างไร ส่งผลให้การประชุมคณะกรรมาธิการในการแก้ไขพระราชบัญญัตินี้ มีความขัดข้องเป็นอย่างยิ่ง

ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานคณะกรรมาธิการ ฯ ชุดนี้ เห็นว่าปลัดกระทรวงเกษตร ฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหานมโรงเรียน รวมทั้งความเดือดร้อนของเกษตรกรโคนมและผู้ประกอบการนมในเรื่องนมล้น

อีกทั้งไม่ให้การสนับสนุนข้อมูลเพื่อให้การแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นมเป็นไปอย่างรอบครอบ จึงขอเรียกร้องให้ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกำกับดูแลนโยบายของกระทรวง ฯ

1. พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงกรณี ปลัดกระทรวง ฯที่ บริหารงานบกพร่องทำให้เด็กนักเรียนไม่ได้กินนมโรงเรียนทันในช่วงเปิดเทอม รวมทั้งการไม่ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการ ฯ ในการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม ฉบับนี้

2. พิจารณาดำเนินการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการบริหารนมทั้งระบบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหานมล้นอันเนื่องมากจากนมโรงเรียน และเตรียมพร้อมการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการนมทั้งระบบให้พร้อมก่อนการลงนาม MOU การซื้อนมในเดือนตุลาคมที่จะมาถึง

3. ผลักดันให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมโรงเรียนครบ 365 วันอันเป็นการช่วยระบายสต๊อคนมโรงเรียน และช่วยเหลือเกษตรกรโคนมไปด้วย

4. พิจารณาให้หยุดการกระทำที่อาจเป็นการละเมิดข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศในทันที เพื่อป้องกันปัญหาอื่น ๆ ที่อาจตามมากับประเทศไทยในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...