โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โรงเรียนนานาชาติโต สวนทางเด็กไทยเกิดน้อย

Amarin TV

เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2568 เวลา 17.01 น.
โรงเรียนนานาชาติยอดนิยมในประเทศไทยปี 2566 พบว่ามีรายได้รวมกว่า 7.3 พันล้านบาท เติบโต 28% ทำไมโรงเรียนนานาชาติโต สวนทางเด็กไทยเกิดน้อย

ถ้าลูกคือแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ ถ้าการศึกษาคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ผู้ปกครองจะมอบให้กับบุตรหลานของตนได้
ดังนั้นการศึกษาที่ดีที่สุดสำหรับการรับรู้ของพ่อแม่แต่ละครอบครัว ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเช่นกัน เราจึงเห็นการขยายตัวของทั้งโรงเรียนและนักเรียนนานาชาติเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย

ไม่มีอะไรที่แพงเกินกว่าจะจ่ายให้กับลูกของตัวเองได้

ล่าสุด ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพิ่งจะออกรายงานข้อมูลธุรกิจโรงเรียนนานาชาติยอดนิยมในประเทศไทยปี 2566 พบว่ามีรายได้รวมกว่า 7.3 พันล้านบาท เติบโต 28% จากปีก่อนหน้าและมีกำไรรวมมากกว่า 1.6 พันล้านบาท หากเอาตัวเลขกำไรต่อรายได้มาหารหยาบๆ จะพบว่าสูงเกือบ 22% สูงกว่าค่าฉลี่ยของกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่อยู่ประมาณ 12% เสียอีก

โดยโรงเรียนที่มีค่าเล่าเรียนต่อคนต่อปีสูงกว่า 1 ล้านบาท ได้แก่ โรงเรียนโชรส์เบอรี่ กรุงเทพ โรงเรียน ISB (The International School Bangkok) โรงเรียน NIST ขณะที่โรงเรียนอื่นๆทั้งโรงเรียนคิลส์คอลเลจกรุงเทพ โรงเรียนเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพ หรือโรงเรียนบางกอกพัฒนาก็มีค่าเล่าเรียนที่สูงใกล้เคียงกันคือสูงกว่า 9 แสนบาทต่อคนต่อปี

แม้ตัวเลขจริงอาจจะคลาดเคลื่อนบ้าง แต่เรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือการเติบโตของธุรกิจนี้ที่ผู้ปกครองในประเทศไทยต่างไว้เนื้อเชื่อใจและสังคมของ “นักเรียนอินเตอร์” ก็กว้างมากขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่ามูลค่าของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติของประเทศไทยปี 2568 จะแตะ 9.5 หมื่นล้านบาท สอดคล้องกับจำนวนผู้มั่งคั่งที่มีสินทรัพย์มูลค่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปที่เพิ่มขึ้น 24% ระหว่างปี 2566-2571 โดยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง สะท้อนภาพการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นรวมทั้งต้นทุนการดำเนินงานของโรงเรียนนานาชาติที่สูงตั้งแต่ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์สินถาวรที่เป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจ รวมทั้งค่าจ้างของบุคลากรที่มีคุณภาพด้วย

ค่าเทอมขนาดนี้ ต้นทุนขนาดนี้ ทำไมโรงเรียนนานาชาติถึงเยอะขึ้นขนาดนี้ ไหนบอกว่าคนไทยเกิดน้อยไง?

จากข้อมูลมหาวิทยาลัยมหิดล อ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย ปี 2567 พบว่า ประชากรไทยมีประมาณ 66 ล้านคน มีเด็กเกิดใหม่ 4.6 แสนคน ซึ่งเป็นปีแรกนับจากที่เก็บสถิติมาที่มีเด็กเกิดใหม่น้อยกว่า 5 แสนคน และอัตราการเกิดน้อยกว่าอัตราการตายต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แล้ว โดยอัตราการเจริญพันธุ์รวมของคนไทยอยู่ที่ 1.0 ถือว่าต่ำมากที่สุดเทียบกับเกาหลีใต้หรือสิงคโปร์ โดยคาดว่าทุก 2 ปี จำนวนประชากรไทยจะลดลงถึง 1 ล้านคน สวนทางกับจำนวนคนไทยที่คิดจะมีลูกมีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น

ตลาดของคนไทยอย่างเดียวคงไม่พอแน่ๆ

ค่อนข้างชัดเจนว่าการเข้ามาและมีอยู่ของโรงเรียนนนานาชาติ นอกจากมองกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มั่งคั่งชาวไทยที่มีอยู่ 10% หรือน้อยกว่านั้นแล้ว ยังเตรียมที่ทางสำหรับกลุ่มบุตรหลานของชาวต่างชาติที่มาพำนักและทำงานในประเทศไทยที่เพิ่จำนวนมากขึ้นด้วย

จากข้อมูลของกรมแรงงานพบว่าจำนวนแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี และ เชียงใหม่ สอดคล้องกับจำนวนโรงเรียนนานาชาติที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับกับคนกลุ่มนี้

วันนี้รัฐบาลไทยพยายามอย่างมากเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติศักยภาพสูงทั้งเจ้าของกิจการ นักลงทุน พนักงานระดับผู้บริหารและแรงงานอิสระด้านดิจิทัล (Digital Nomad) ให้เข้ามาอาศัยในประเทศ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว การบริโภค และเติมแรงงานคุณภาพให้กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยที่ต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

เราต้องยอมรับความจริงกันได้แล้วว่าแรงงานคุณภาพในประเทศของเราโดยเฉพาะแรงงานทักษะสูงนั้นไม่พอจริงๆ ผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอและจะปรับปรุง เพิ่มพูนทักษะหรือ Upskill/Reskill ที่เราพูดกันนั้นไม่ง่ายและต้องใช้เวลา ซึ่งภาคเอกชนเรียกร้องเรื่องการจ้างงานแรงงานต่างชาติโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมาพักใหญ่แล้วเพื่อสร้างทีมในการพัฒนาธุรกิจแข่งกับเวทีโลก

ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าสังคมของชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจและทำงานในประเทศไทยจะขยายตัวมากขึ้น ทั้งจากความกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐานและแรงดึงดูดจากความ ‘กินง่าย อยู่ง่าย ต้นทุนต่ำ’ ของประเทศไทย คนที่มีครอบครัวแล้วก็พาคู่สมรสและลูกมาอยู่ด้วย ส่วนคนที่มาปักหลักอยู่ยาว ก็อาจสร้างครอบครัว เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ประเทศไทย

โอกาสของโรงเรียนนานาชาติสำหรับกลุ่มชาวต่างชาติจึงยังน่าสนใจและเป็นไปได้ที่ธุรกิจนี้จะมีบทบาทในเชิงมิติและสังคมมากขึ้นด้วย ถ้าวันหนึ่งเด็กไทยจะเป็น ‘คนส่วนน้อย’ ของโรงเรียนนานาชาติก็ไม่แปลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...