โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

OSP โชว์ศักยภาพแกร่ง ยืนหนึ่งตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง กลยุทธ์ “ฝาเหลือง” ดันมาร์เก็ตแชร์ทะลุ 45% ลุยตลาดตปท.-บริหารต้นทุนเข้ม หนุนโตระยะยาว

Wealthy Thai

อัพเดต 28 ต.ค. 2568 เวลา 02.30 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2568 เวลา 06.15 น.

ในปี 2568 แม้เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP กลับแสดงศักยภาพการเติบโตได้อย่างโดดเด่น จากการวางหมากเชิงกลยุทธ์ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ การบริหารต้นทุน และการขยายตลาดต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพองค์กรที่ยืดหยุ่นต่อความท้าทาย และยังสามารถเติบโตได้แม้ในสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวย

กลยุทธ์ “ฝาเหลือง” พลิกเกมในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง

การเปิดตัว "M-150 ฝาเหลือง ลิมิเต็ดเอดิชั่น" ราคา 10 บาท เพื่อฉลองครบรอบ 40 ปีของ M-150 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เคยสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนและตลาดค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ออกมาในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมากลับพิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จของกลยุทธ์นี้อย่างชัดเจน
โดยคุณวรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OSP เปิดเผยว่า การเปิดตัว M-150 ฝาเหลืองในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ภาพรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 44.5% ณ สิ้นปี 2567 มาอยู่ที่ระดับ 45% ณ สิ้นเดือนเมษายน 2568 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
OSP ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังอย่างแข็งแกร่ง โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในช่วงราคา 12 บาท ถึง 80% ส่วนในกลุ่มราคา 10 บาท บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 1 ใน 4 ทั้งนี้ มาร์เก็ตแชร์ 45% ของบริษัทประกอบด้วย M-150 ราคา 12 บาท มีสัดส่วนราว 35% และ M-150 ราคา 10 บาท มีสัดส่วน 10% โดยการเปิดตัว M-150 ฝาเหลืองช่วยให้ OSP มีความแข็งแกร่งในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังมากขึ้น และช่วยหนุนให้มาร์เก็ตแชร์ภาพรวมขยายตัวได้ต่อไป
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/68 บริษัทคาดว่ายังเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยประเมินมาร์เก็ตแชร์ของกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่า 45% ส่วนภาพรวมผลประกอบการปี 2568 คาดยอดขายจะเติบโตในระดับต่ำถึงกลางของเลขหลักเดียว (Low mid single digit) จากการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตลาดต่างประเทศและ Personal Care จะเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต ในขณะที่กลุ่ม Energy Drink อาจมีความท้าทาย แต่กลุ่ม Functional Drink ยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง
ส่วนการขยายธุรกิจในต่างประเทศ OSP ยังคงเน้น 4 ประเทศหลักในกลุ่มเครื่องดื่ม ได้แก่ เมียนมาร์ สปป.ลาว อินโดนีเซีย และเวียดนาม ส่วนกลุ่ม Personal Care จะเน้นที่เมียนมาร์ เวียดนาม และตะวันออกกลาง รวมถึงในไตรมาส 3/68 บริษัทมีแผนขยายตลาดไปยังประเทศจีนด้วยแบรนด์ Babi Mild x Butterbear ซึ่งจะเป็นการเปิดตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงสำหรับการเติบโตในอนาคต
ขณะที่ภาพรวมของตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังมีมูลค่าอยู่ที่ 22,500 ล้านบาท จากต้นปีจนถึงปัจจุบันยังคงมีการเติบโตในระดับ 3% ซึ่งบริษัทคาดการณ์ว่าภาพรวมตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังในปี 2568 จะมีอัตราการเติบโตในระดับเดียวกันกับ GDP ของประเทศไทย ส่วน OSP ไม่ได้เน้นการพัฒนาสินค้าใหม่ในกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลัง แต่มุ่งเน้นการออกแคมเปญการตลาดเพื่อมีส่วนร่วมกับลูกค้า ในขณะที่กลุ่ม Functional Drink จะเน้นการพัฒนานวัตกรรมมากกว่า

ความหลากหลายของพอร์ตโฟลิโอ จุดแข็งหลักของ OSP

หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของ OSP คือการมีพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งกลุ่ม Energy Drink, Functional Drink และ Personal Care ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้หลากหลายกลุ่มในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ บริษัทยังมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเกิน 1 ใน 4 ของรายได้รวม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการมีกลุ่มสินค้าที่หลากหลายและสามารถบาลานซ์พอร์ตได้เป็นอย่างดีจึงนับเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยให้บริษัทเติบโตได้อย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ OSP ยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดี ซึ่งมาจากการเพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและสาธารณูปโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารควบคู่กับการใช้งบประมาณด้านการสร้างแบรนด์อย่างคุ้มค่าและได้ผล ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่าอัตรากำไรขั้นต้นยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านความคืบหน้าการขยายฐานการผลิตไลน์บรรจุกระป๋องใหม่ OSP คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดดำเนินการในช่วงไตรมาส 3/68 ช่วยให้บริษัทมีความสามารถในการผลิตสินค้าแบบกระป๋องที่หลากหลายมากขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตในตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หลังจากการลงทุนดังกล่าว บริษัทไม่มีแผนการลงทุนเพิ่มเติมแล้ว เนื่องจากกำลังการผลิตปัจจุบันสามารถรองรับได้อย่างเพียงพอ
ในส่วนของประเด็นการซื้อหุ้นคืน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมีบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งประกาศโครงการออกมาต่อเนื่อง ในของ OSP คุณวรรณิภา กล่าวว่า บริษัทยังไม่มีแผนในการซื้อหุ้นคืน โดยมองว่าหากยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ในระดับที่ดี การปรับตัวลงของราคาหุ้นจะเป็นเพียงชั่วคราว และเมื่อแนวโน้มผลประกอบการชัดเจนมากขึ้น นักลงทุนย่อมจะรับรู้และสะท้อนกลับผ่านราคาหุ้นในระยะต่อไป ทั้งนี้ บริษัทเชื่อว่าผู้ถือหุ้นให้ความสำคัญกับผลตอบแทนจากเงินปันผลมากกว่า ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทมีอัตราการจ่ายเงินปันผลอยู่ที่ 100% ของกำไรสุทธิ สูงกว่านโยบายขั้นต่ำที่กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 60%
OSP ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความท้าทายสามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสได้ การเปิดตัว M-150 ฝาเหลืองที่เคยถูกมองด้วยความกังวล กลับกลายเป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จ ช่วยขยายมาร์เก็ตแชร์และเสริมความแข็งแกร่งในตำแหน่งผู้นำตลาด
และด้วยพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และการขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้ OSP มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในระยะยาว แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่บริษัทยังคงมั่นใจในความสามารถที่จะสร้างการเติบโตและผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...