โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมืองสะดุด - ขาดเสถียรภาพ สะเทือน 5 โจทย์ - นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาล

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 18.08 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 00.49 น.

การเมืองกับเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก หากเมื่อใดที่การเมืองไม่นิ่ง รัฐบาลขาดเสถียรภาพ ย่อมส่งผลต่อ “ความเชื่อมั่น” การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะชะงักงัน นักลงทุนก็จะชะลอการลงทุนออกไปเพื่อรอความแน่นอน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันย่อมสะท้อนภาวะดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ในช่วง 1 – 2 เดือนที่ผ่านมาที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองตั้งแต่เรื่องการปรับ ครม.จนกระทั่งมีการปรับพรรคภูมิใจไทยออกจาก ครม.รวมถึงปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา จนนำมาสู่เสถียรภาพของรัฐบาล ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทั้งการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ในช่วงครึ่งปีหลังเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยต้องการแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอย่างมาก และเป็นช่วงจังหวะที่รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนนโยบาย และประเด็นเศรษฐกิจที่สำคัญที่หากการเมืองยังคงสั่นคลอนอยู่แบบในปัจจุบันจะกระทบอย่างน้อยใน 5 ประเด็น และนโยบาย ที่สำคัญดังนี้

1.การเจรจาภาษีศุลกากรกับสหรัฐฯ ถือเป็นประเด็นที่สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ถือเป็นเดิมพันสำคัญที่รัฐบาลอยู่ระหว่างที่รัฐบาลอยู่ระหว่างการเจรจากับสหรัฐเพื่อขอให้ปรับลดภาษีศุลกากร (reciprocal tariffs) จาก 36% มาอยู่ในระดับที่สหรัฐเรียกเก็บในระดับพื้นที่ฐานกับประเทศต่างๆที่ 10%

ทั้งนี้การเจรจาการค้าของรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐแม้จะเริ่มต้นขึ้นแล้วในระดับเทคนิค และอยู่ระหว่างการนัดเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างหัวหน้าทีมไทยแลนด์นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กับหน่วยงานเศรษฐกิจของสหรัฐ ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งประธานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ซึ่งแน่นอนว่าในการเจรจาหากรัฐบาลยังคงเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศย่อมเป็นผลดีกว่าเป็นรัฐบาลรักษาการ เพราะหากเป็นรัฐบาลรักษาการ การเจรจาในเรื่องนี้สหรัฐคงให้น้ำหนักในการเจรจากับประเทศไทยลดลงไป

2. การอนุมัติและเบิกจ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจปีงบประมาณ 2568 วงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ถือเป็นวงเงินที่สำคัญที่รัฐบาลจะนำมาช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวจากเครื่องยนต์การส่งออก และการท่องเที่ยวที่แผ่วลง โดยล่าสุดนายพิชัย ชุณหชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่าการประชุมคณะกรรมนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ (บอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจ) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติวงเงินงบประมาณในส่วนแรก 115,375 ล้านบาท เพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ โดยในส่วนของงบประมาณที่เหลืออีกกว่า 4 หมื่นล้านบาทจะมีการเสนอเข้าสู่บอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจและเข้า ครม.ตามลำดับ

อย่างไรก็ตามความสำคัญของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนนี้คือการตัดตามทำสัญญา และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้ทันภายในช่วงเวลาที่จำกัดที่ต้องมีการผูกพันในสัญญา และจัดซื้อจัดจ้างให้เสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย.2568 เพื่อให้สามารถทยอยเบิกจ่ายงบประมาณในโครงการต่างๆได้ภายใน 1 ปี ซึ่งถือเป็นอีกส่วนสำคัญที่เป็นภารกิจที่สำคัญของรัฐบาลต้องเดินหน้าต่อไป

3.การจัดทำงบประมาณ 2569 การจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินงบประมาณ 3,780,600 ล้านบาทได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 1 ระหว่างวันที่ 28-30 พฤษภาคม 2568 และผ่านความเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในขั้นตอนของการจัดทำงบประมาณอยู่ในชั้นกรรมาธิการงบประมาณแปรญัตติ โดยส่วนที่มีความสำคัญของงบประมาณปีหน้าคือการเตรียมความพร้อมในการจัดทำงบประมาณเพื่อรองรับผลกระทบจากนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ โดยได้มีการตัด ปรับ ลด งบประมาณที่ไม่จำเป็นเพื่อมาไว้ในส่วนงบกลางฯรายการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2569 ที่ตามวงเงินงบประมาณเดิมนั้นมีอยู่เพียง 2.5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

ทั้งนี้หากที่มีการยุบสภาฯ หรือการลาออกของนายกรัฐมนตรี จนนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ และการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ ย่อมกระทบกับการจัดทำงบประมาณในส่วนนี้ด้วย

4.นโยบายเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ถือเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย โดยล่าสุดร่างพ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร นั้นจ่อที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรที่จะเปิดสมัยประชุมในเดือน ก.ค.นี้ โดยเป้าหมายของรัฐบาลคือต้องการ ผ่านร่างกฎหมายให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ และเริ่มมีการเชิญชวนเอกชนรายใหญ่เข้ามาลงทุนในปีหน้า หากมีการปรับเปลี่ยนทางการเมืองถึงขั้นยุบสภา หรือเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี ที่มาจากพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย ย่อมกระทบกับความพยายามในการขับเคลื่อนกฎหมายนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากหลายพรรคการเมืองมีจุดยืนที่ไม่สนับสนุนนโยบายนี้

และ 5.นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็นนโยบายที่มีการขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล โดยล่าสุดกฎหมาย สภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ วาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ในชั้นรับหลักการ ซึ่งเป็นร่างที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งเปิดทางให้มีการนำกำไรสะสมของ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่มีอยู่ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาทมาใช้ในโครงการนี้ได้

อย่างไรก็ตามกฎหมายฉบับนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ และอภิปรายจากฝ่ายค้านอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็นความเหมาะสมของการใช้เงิน ความยั่งยืนและความเหมาะสมของโครงการ

ทั้งนี้กฎหมายฉบับนี้ยังต้องผ่านขั้นตอนสำคัญในการพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 ในสภาฯที่รวมถึงการพิจารณาของวุฒิสภา (สว.) ด้วย ซึ่งในจังหวะการเมืองขณะนี้ถือว่าน่าสนใจว่ากฎหมายฉบับนี้จะสามารถผ่านขั้นตอนต่างๆเพื่อรองรับโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายที่จะเริ่มคิกออฟในเดือน ก.ย.ปีนี้หรือไม่

ทั้งหมด 5 ข้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายและการขับเคลื่อนงานที่สำคัญของรัฐบาลที่มีความเสี่ยงจะสะดุด หรือไปไม่ถึงฝั่งฝันหากรัฐบาลยังขาดเสถียรภาพ และการเมืองในประเทศยังมีความสุ่มเสี่ยงและไม่แน่นอนสูงแบบสถานการณ์ในปัจจุบันนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...