โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

โบรกฯ มอง สถานการณ์การเมืองไทย ตึงเครียดหนัก เตือนเพิ่มความระมัดระวังและปรับพอร์ตให้เหมาะสม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 10.16 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 03.16 น.

โบรกฯ ประเมิน สถานการณ์การเมืองไทย หลังพรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และประเด็นคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรี กับอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา สร้างแรงกดดันและบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ แนะนักลง ทุนเพิ่มความระมัดระวังและปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์

19 มิถุนายน 2568 นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ มีมุมมองต่อสถานการณ์การเมืองในประเทศอยู่ในภาวะตึงเครียดและความไม่แน่นอนจากประเด็นพรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และประเด็นคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีแพทองธารกับอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา สมเด็จฮุน เซน ที่กำลังส่งผลกระทบในเชิงลบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนและตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น ดังนี้

บล.ลิเบอเรเตอร์

มีมุมมองว่า สถานการณ์การเมืองในประเทศค่อนข้างตึงเครียด โดยเมื่อวานนี้ (18 มิ.ย.) พรรคภูมิใจไทย ปฎิเสธข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับการแลกตำแหน่งรัฐมนตรี และได้ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยพรรรคภูมิใจไทยมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มากถึง 69 คน จึงส่งผลให้เสถียรภาพของรัฐบาลดูอ่อนแอมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้วานนี้ยังมีคลิปเสียงการพูดคุยระหว่าง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย กับสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยเนื้อหาบางส่วนค่อนข้างบั่นทอนความเชื่อมั่นของรัฐบาลมากยิ่งขึ้น

ดังนั้นคงต้องติดตามต่อว่าทางด้านพรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไร โดยแนวทางอาจมีหลายวิธี เช่น การดึง ส.ส. จากพรรคอื่นๆ เข้ามาเพิ่มเสถียรภาพของรัฐบาล, การแสดงการลาออกของนายกฯ และเปลี่ยนตัวผู้นำคนใหม่เข้ามาแทน หรือ ในแย่ที่สุดอาจนำไปสู่การยุบสภาฯ ซึ่งเป็นแรงกดดันอย่างมาก

โดยภาพรวมของ SET ดังนั้นในช่วงสั้นอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)

มีมุมมองว่า พรรคภูมิใจไทยออกแถลงการณ์วานนี้ (18 มิ.ย. 68) ว่ากรรมการบริหารมีมติถอนตัวจากรัฐบาล และรัฐมนตรีจากพรรคทุกคนได้ส่งหนังสือลาออกแล้ว โดยจะมีผลตั้งแต่ วันที่ 19 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป โดยระบุว่า “คลิปเสียง” การสนทนาที่นายกฯ แพทองธารคุยกับสมเด็จฮุน เซน กระทบต่อ อธิปไตย เกียรติและศักดิ์ศรีของชาติรวมถึงกองทัพไทย

หลายฝ่ายกดดันให้นายกรัฐมนตรีแพทองธารลาออก จากปม “คลิปเสียง” การสนทนาที่นายกฯคุยกับสมเด็จฮุน เซน

โดยการลาออกของพรรคภูมิใจไทยที่มี 69 ที่นั่ง ทำให้เสียงของรัฐบาลเหลือ 255 ที่นั่ง เกินกึ่งหนึ่งมาเพียง 5 ที่นั่งเท่านั้น ติดตามกันต่อไปว่า

1) จะมีการเปลี่ยนตัวนายกฯหรือไม่

2) พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลที่เหลือ จะดึงพรรคใดเข้ามาร่วมรัฐบาลหรือไม่ เช่น พรรคพลังประชารัฐ เป็นต้น

3) พรรคเพื่อไทยยุบสภาหรือไม่ (ซึ่งเราคาดว่าโอกาสที่จะเกิดแนวทางนี้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากเหตุการณ์ “คลิปเสียง” สั่นคลอนคะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยพอสมควร อาจไม่ใช่จังหวะในการลงสนามเลือกตั้งใหม่)

ทั้งนี้กรณีที่นายกฯแพทองธารลาออก สภาผู้แทนราษฎรเสนอเลือกนายกฯ คนใหม่จากรายชื่อที่เป็นแคนดิเดต แต่หากยังเลือกไม่ได้ อาจต้องไปสู่แนวทางเลือกนายกฯ จากคนนอก ซึ่งตรงนี้ต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภารวม 700 เสียง

มองว่าปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นลบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน และทำให้ตลาดหุ้นมี Downside risk เพิ่มขึ้น เพราะประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา มีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข ต้องเจรจาการค้ากับสหรัฐ การผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณใช้จ่ายปี 69 ของรัฐสภายังไม่แล้วเสร็จ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่ต้องแก้ไข ฯลฯ คำแนะนำ คือ ลดพอร์ตหุ้นไทยลงก่อน (ในส่วนที่ลดได้) และ Wait & See

บล.เอเซีย พลัส

ระบุว่า การเมืองไทยยังคลุมเครือไม่มีทางออกที่แน่ชัดในช่วงนี้ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาจากคลิปเสียงที่เผยแพร่ออกมาผ่านสื่อต่างๆ เมื่อวานนี้ ส่งผลให้เกิดความสั่นคลอนของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันสามารถแก้ไขและเรียกความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยได้ ผ่าน 4 กรณี โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. การปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็นแนวทางที่เบาที่สุด เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยอาจมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบางตำแหน่งเพื่อให้พรรคร่วมพอใจ คาดใช้เวลาราว 7–14 วัน หากมีความเห็นร่วมกันเร็ว

2. การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี หากพรรคร่วมถอนตัวหรือเสียงในสภาไม่พอ อาจมีการเสนอชื่อบุคคลใหม่เป็นนายกฯ ซึ่งต้องผ่านการลงมติในสภาผู้แทนราษฎร โดยผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจะต้องได้เสียง ตั้งแต่ 248 เสียงขึ้นไป(มากกว่ากึ่งหนึ่ง) คาดใช้เวลาราว 30–45 วัน

3. การยุบสภา หากความขัดแย้งดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขได้ อาจนำไปสู่การยุบสภา ซึ่งจะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 45–60 วัน เปิดโอกาสให้ประชาชนตัดสินใจใหม่ผ่านการเลือกตั้ง โดยรวมกระบวนการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ใช้เวลาประมาณ 75–105 วัน

4. การรัฐประหาร มักเกิดขึ้นเมื่อการเมืองถึงทางตัน มักตามมาด้วยการตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจหรือคณะรักษาความสงบ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงน่าจะสร้างแรงต้านจากฝั่งประชาชนและนานาชาติสูง ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ

หากการเมืองในประเทศเกิด OVERHANG และยังไม่มีแนวทางที่แก้ไขชัดเจน คาดทำให้งบประมาณปี 69 ที่ผ่านวาระ 1 ไปแล้วติดขัดและไม่สามารถโหวตพิจารณาวาระ 2-3 ได้ ซึ่งทำให้เม็ดเงินที่จะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะถัดไปขัดสน เฉกเช่นเดียวกับรัฐบาลยุคนายเศรษฐา ทวีสิน ในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งจะกดดันให้ GDP ในปี 68-69 อาจโตต่ำกว่าประมาณการที่หลายสำนักเศรษฐกิจคาดการณ์ไว้

ในแง่มุมของผลกระทบของความไม่แน่นอนทางการเมือง จากรายงานของ ธปท. เผยว่าส่งผลเชิงลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองส่งผลต่อเศรษฐกิจในสาขาการโรงแรมมากที่สุด รองลงมาเป็น สาขาการก่อสร้าง สาขาอสังหาริมทรัพย์ และสาขาบริการขนส่ง ตามลำดับ

นอกจากนี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการพิจารณางงบประมาณปี 2569 เลื่อนออกไปได้ หากเสถียรภาพในฝั่งรัฐบาลอ่อนแอลง ดัชนีความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย

ในมุมของผลตอบแทนตลาดหุ้น หรือ SET INDEX ก่อน-หลัง ความไม่แน่นอนทางการเมืองมักผันผวนช่วงสั้น แต่ระยะถัดไปมักปรับตัวขึ้นได้ดี แต่อย่างไรก็ตามภาวะการเมืองในปัจจุบันคล้ายคลึงกับความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต ณ ปี 2549 (ยุบสภา) และ 2556 (ยุบสภา) ที่ 1 เดือนก่อนเกิดเหตุการณ์ SET INDEX ปรับตัวลงราว -1.5% ถึง -6% บ่งชี้ว่า SET INDEX มีโอกาสผันผวนต่อ ส่งผลให้ VOLUME อาจหายลงไปอย่างมีนัยฯ และรอปัจจัยหนุนใหม่ในระยะถัดไป

บล.กรุงศรี

ประเมินความไม่แน่นอนทางการเมืองไทย มาสู่ความเสี่ยงหลักการผ่านร่างงบประมาณปี 2569 ที่กำลังรอพิจารณาวาระที่ 2-3 ส.ส. หากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ช่วงถัดไป เราคาดการเมืองน่าจะเดินหน้า 3 ฉากทัศน์

1. นายกฯ ประกาศลาออก และแต่งตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เราคาดว่าจะเป็นบวกระยะสั้นต่อตลาดที่ความเสี่ยงร่างงบประมาณปี 2569 จะกระทบจะต่ำลง แต่ยังน่าจะมี Overhang ระยะกลาง

2. ยุบสภา เราคาดว่าจะกระทบตลาดระยะสั้น หากพิจารณาการเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นและได้รัฐบาลช่วงปลายปี 68 จะกระทบกรอบการพิจารณาต่องบประมาณปี 2569 แต่จะฟื้นตัวจากความชัดเจนที่เกิดขึ้น ก่อนที่ภาพระยะกลาง ตลาดให้น้ำหนักคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคได้รับ เพื่อประเมินเสถียรภาพรัฐบาลใหม่

3. รัฐบาลปัจจุบันเดินหน้าต่อ เราประเมินเป็นกรณีที่สร้าง Overhang กับตลาดจนกว่าจะมีความชัดเจนด้านใดด้านหนึ่งออกมาเพิ่มเติม

สำหรับผลกระทบงบประมาณล่าช้าจะเกิดขึ้นในส่วนการใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐ (15% และ 6%ของ GDP) รวมถึงองค์ประกอบอื่น เช่น การบริโภค (61% ของ GDP) รวมถึงการลงทุนภาคเอกชน(18% ของ GDP) รวมถึงกำไรตลาดที่มีสัดส่วนหุ้น Domestic (ราว 60% ของทั้งหมด) ทั้งนี้ทุกๆ 5% ของกำไรหุ้น Domestic ที่ลดลงจากผลกระทบการเมืองจะสร้าง Downside กำไรตลาดราว 2.6 บาท (3.0% จากคาดการณ์ปัจจุบันที่ 87 บาท) และกระทบเป้าหมาย SET ที่ 40-41 จุด (จากเป้าหมายปัจจุบันที่ 1370 จุด)

ส่วนภาพตลาดประเมิน SET ที่เริ่มสะท้อนความกังวลการเมืองตั้งแต่ 13 พ.ค.และปรับตัวลงแล้ว -10% น่าจะสะท้อนความเสี่ยงการเมืองไปพอสมควรแล้ว กอปรกับ สถานการณ์ที่ใกล้มีความชัดเจนจากวานนี้ที่เริ่มมีจุดเปลี่ยน ทำให้ประเมิน Risk Sentiment น่าจะอยู่ในขาปลายแล้ว กลยุทธ์ระยะสั้นเน้นสลับพักเงินกลุ่ม Global Plays ขณะที่ทยอยหาจังหวะสะสมหุ้น Domestic หลังตอบรับความเสี่ยงล่าสุดเพิ่มเติม

บล.เอเอสแอล

แนะนำชะลอการลงทุนกลุ่ม Domestic play ขานรับปัจจัยเสี่ยงจากปัจจัยทางการเมือง โดยเฉพาะเสถียรภาพของรัฐบาลหลัง พรรคภูมิใจไทยลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้เกิดเป็นรัฐบาลปริ่มน้ำ เนื่องจากจำนวนเสียงสส. ของฝ่ายรัฐบาลเหลือ 257 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านอยู่ที่ 234 เสียง ห่างเพียง 23 เสียง ซึ่งมี สส.ที่พ่วงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่อีกถึง 10 คน นอกจากนี้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นจะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อตัดสินใจในสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดัน sentiment การลงทุนในระหว่างวันหากมีผลสรุปว่าจะออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

อย่างไรก็ดี หากไม่มีการออกเพิ่มของพรรคร่วมฯ สิ่งที่ต้องติดตามในระยะถัดไปคือ การคุมเสียง และเสถียรภาพงานสภาฯให้ดี เพราะอาจถูกเล่นเกม "ล่มประชุม" โดยเฉพาะการล้มกฎหมายสำคัญอย่างร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่จะพิจารณาวาระ 2-3 ในเกือนส.ค. และร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร เป็นต้น ซึ่งตามธรรมเนียมการเมือง นายกฯ อาจต้องลาออกหรือยุบสภาหากไม่ได้รับการอนุมัติ

ทั้งนี้เราประเมิน scenario การเมืองไทยต่อ SET index ในประเด็นการพูดคุยของกรรมการบริหารพรรคร่วมในวันนี้ ได้แก่ และพรรคประชาธิปัตย์ (21 เสียง) รวมถึงพรรคร่วมอื่นๆ ที่หากลาออกจากพรรคร่วมฯ จะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบันหมดไป และนำไปสู่การยุบสภาหรือการลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ได้ดังนี้

1. กรณีพรรคร่วมยังอยู่ครบ ไม่มีลาออกเพิ่ม ยังคงทำให้เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ คาดตลาดแกว่งตัวในกรอบ 1076-1100 จุด เพราะยังมีความกังวลในเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะถัดไป

2. กรณีพรรคร่วมฯลาออก จนเสียงรัฐบาลน้อยกว่าฝ่ายค้าน คาดตลาดต่ำกว่า 1076 จุด เนื่องจากจะเกิดสูญญากาศทางการเมืองในระยะสั้น

นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากการปรับลดน้ำหนักของ FTSE ในวันพรุ่งนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นไทย-ตลาดหุ้นไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...