Strategy ส่งสัญญาณซื้อ Bitcoin อีกครั้ง! ยืนยันเดินหน้าสะสม BTC ต่อ หลังพักแค่สัปดาห์เดียว
Strategy ส่งสัญญาณซื้อ Bitcoin อีกครั้ง! ยืนยันเดินหน้าสะสม BTC ต่อ หลังพักแค่สัปดาห์เดียว
Michael Saylor ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Strategy ส่งสัญญาณผ่านโพสต์เมื่อวันอาทิตย์ว่า บริษัทจะกลับมาซื้อ Bitcoin อีกครั้งในวันจันทร์นี้ หลังจากที่ หยุดสะสม BTC เป็นเวลา 1 สัปดาห์
“บางสัปดาห์… คุณไม่ได้แค่ HODL” – Saylor โพสต์ใน X
สัปดาห์ที่แล้ว Strategy ไม่ได้ซื้อเพิ่ม แต่ได้ประกาศแผน ระดมทุนผ่านการออกหุ้นมูลค่า $4.2 พันล้าน เพื่อใช้ในการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งนับเป็นการพักการซื้อครั้งแรกหลังจากสะสม Bitcoin ต่อเนื่องนานถึง 12 สัปดาห์ติดต่อกัน
Strategy ถือ Bitcoin แล้วเกือบ 600,000 BTC
การซื้อครั้งล่าสุดของ Strategy เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน โดยบริษัทซื้อเพิ่มอีก 4,980 BTC ด้วยเงินประมาณ $532 ล้านดอลลาร์ ทำให้ Strategy ขยับสู่การเป็น ผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสินทรัพย์รวมเป็น 597,325 BTC คิดเป็นมูลค่ากว่า $70.9 พันล้านดอลลาร์ ตามราคาปัจจุบัน
หุ้นของ Strategy ซื้อขายอยู่ที่ราว ๆ $434 ต่อหุ้น เพิ่มขึ้นกว่า 16% ในเดือนนี้ แม้ยังต่ำกว่าระดับสูงสุดตลอดกาลที่ $543 ซึ่งทำไว้ในเดือนพฤศจิกายน 2024
แรงซื้อ BTC จากบริษัท Treasury แซงการขุดต่อวัน
ข้อมูลจาก BitcoinTreasuries ระบุว่า ในไตรมาส 2 ปี 2025 บริษัท Bitcoin Treasury อย่าง Strategy ซื้อรวมกันได้ถึง 159,107 BTC โดย Strategy นำโด่งเป็นอันดับหนึ่ง
ปัจจุบัน มี BTC จำนวน 3.5 ล้านเหรียญ ที่ถืออยู่ในบริษัทหรือองค์กรต่าง ๆ เช่น:
- บริษัทมหาชน (public companies)
- บริษัทเอกชน
- บริษัทคริปโต
- กองทุนบำเหน็จบำนาญ
- องค์กรภาครัฐ
- ผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่
Strategy ซื้อเฉลี่ย 2,087 BTC ต่อวัน – เร็วกว่าที่ขุดจริงเกือบ 5 เท่า
Adam Livingston ผู้เขียนหนังสือ The Great Harvest: AI, Labor, and the Bitcoin Lifeline กล่าวในเดือนเมษายนว่า Strategy กำลัง “สร้างภาวะ Halving เทียม” ให้กับตลาด Bitcoin ด้วยการซื้ออย่างรวดเร็วต่อเนื่อง
เขาให้ข้อมูลว่า:
- นักขุดทั่วโลกผลิต Bitcoin ได้เฉลี่ยวันละ 450 BTC (เดือนละ ~13,500 BTC)
- แต่ Strategy ซื้อ BTC ถึง 379,800 BTC ภายใน 182 วัน หรือเฉลี่ยวันละ 2,087 BTC
- คิดเป็นอัตราที่เร็วกว่าแรงขุดของนักขุดทั้งโลกถึง 4.6 เท่า
Livingston เชื่อว่า หากยังเดินหน้าด้วยอัตราเช่นนี้ Strategy อาจกลายเป็น “มหาอำนาจทางการเงินแห่งยุค Bitcoin” ได้ในอนาคต
ความเห็นนักวิเคราะห์: อาจเกิด Supply Shock หรือฟองสบู่
การซื้อ BTC อย่างรุนแรงของบริษัทใหญ่ อาจทำให้เกิด “ภาวะขาดแคลนอุปทาน (Supply Shock)” ส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
แต่ในอีกมุม นักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่า แรงซื้อที่มาจากเงินกู้ (debt-fueled BTC buying) อาจไม่ยั่งยืน และอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงเชิงระบบ หากราคากลับตัวรุนแรงในภายหลัง
อ้างอิง : cointelegraph.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/saylor-signals-btc-buy-after-week-break
CZ รีโพสต์เดือด! ลือ Coinbase อยู่เบื้องหลังปั่นข่าวโจมตี ทรัมป์ – Binance
Changpeng “CZ” Zhao ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีต CEO ของ Binance ได้รีโพสต์ข้อความจาก X (Twitter เดิม) ซึ่งกล่าวอ้างว่า Coinbase เป็น "แหล่งข่าวนิรนาม" ที่อยู่เบื้องหลังรายงานของ Bloomberg ที่พุ่งเป้าโจมตีโครงการคริปโตของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และ Binance
โพสต์ต้นทางจาก Matt Wallace นักวิจารณ์สายคริปโตชื่อดังอ้างว่า ผู้บริหารของ Coinbase กลัวว่า CZ จะได้รับการอภัยโทษจาก Trump และ Binance จะกลับเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นภัยต่อส่วนแบ่งตลาดของ Coinbase จึงมีความพยายามที่จะบ่อนทำลายคู่แข่งผ่านสื่อ
“Binance คือกระดานเทรดคริปโตเบอร์ 1 ของโลก การกลับมาของพวกเขาพร้อมสถานะถูกกฎหมายเต็มตัว อาจทำให้ Coinbase เสียหายอย่างหนัก” Wallace โพสต์ พร้อมตั้งคำถามว่า “การที่ Coinbase โจมตี ทรัมป์ เพื่อหวังทำลายคู่แข่งแบบนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักการอเมริกันหรือไม่?”
CZ ได้รีโพสต์ข้อความดังกล่าวโดยไม่แสดงความเห็นใด ๆ เพิ่มเติม ทั้งการยืนยันหรือปฏิเสธ
ส่วน Coinbase ออกโรงโต้กลับทันที โดยPaul Grewal หัวหน้าแผนกกฎหมายของบริษัทได้ตอบกลับ Wallace ผ่านโพสต์บน X ว่า
“นี่เป็นข้อมูลเท็จโดยสิ้นเชิง เราไม่เคยมีส่วนร่วมในรายงานข่าวนี้ เราไม่เคยโจมตีคู่แข่ง และเรายินดีต้อนรับทุกธุรกิจที่มีเป้าหมายร่วมกันในการขยายตลาดคริปโต
รายงาน Bloomberg โยง Binance กับเหรียญ USD1 ของ Trump
รายงานฉบับที่เป็นประเด็นระบุว่า Binance เป็นผู้พัฒนาสมาร์ตคอนแทรกต์ของเหรียญ USD1 ซึ่งออกโดย World Liberty Financial โปรเจกต์ที่มีความเกี่ยวข้องกับ Trump โดยอ้างว่า CZ ได้ยื่นขออภัยโทษต่อ Trump หลังจาก USD1 ถูกใช้ในดีลการลงทุนมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์กับกองทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกว่า 90% ของเหรียญ USD1 ยังถูกเก็บไว้ในวอลเล็ตของ Binance ซึ่งอาจสร้างรายได้ดอกเบี้ยปีละหลายสิบล้านดอลลาร์
CZ โต้กลับรายงานของ Bloomberg ผ่านโพสต์บน X โดยเรียกบทความนี้ว่า “Hit piece ที่มีคู่แข่งเป็นสปอนเซอร์” พร้อมระบุว่า “เต็มไปด้วยข้อผิดพลาดทางข้อเท็จจริงจนไม่รู้จะเริ่มแก้ตรงไหน” และยังทิ้งท้ายว่า “อาจต้องฟ้องหมิ่นประมาทอีกครั้ง”
CZ เดินเกมขออภัยโทษจาก ทรัมป์
หลังจากยอมรับผิดในข้อหาทางอาญาเมื่อปี 2023 และรับโทษจำคุก 4 เดือน CZ ได้ให้สัมภาษณ์ในเดือนพฤษภาคมว่าเขากำลังดำเนินการยื่นขออภัยโทษจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจเปิดทางให้เขากลับเข้ามามีบทบาทในธุรกิจคริปโตสหรัฐฯ ได้อีกครั้ง
นับตั้งแต่พ้นโทษ CZ ก็เริ่มเคลื่อนไหวในเวทีระหว่างประเทศ โดยในวันที่ 4 เมษายน เขาได้ลงนาม MOU กับหน่วยงานด้านการลงทุนของคีร์กีซสถาน เพื่อเป็นที่ปรึกษาด้านกฎระเบียบบล็อกเชนและคริปโต และเมื่อวันที่ 7 เมษายน เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของ Crypto Council แห่งปากีสถาน ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลเทคโนโลยีคริปโตในประเทศ
อ้างอิง : cointelegraph.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/cz-coinbase-trump-binance-usd1-drama
ผู้ว่าการแบงก์ชาติอังกฤษเตือน: Stablecoin อาจเขย่าระบบการเงินโลก - ไม่เห็นด้วยออก CBDC
Andrew Bailey ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England หรือ BOE) ออกโรงเตือนถึงความเสี่ยงของ Stablecoin ที่อาจเป็นภัยต่อเสถียรภาพระบบการเงินโลก และยืนยันว่าอังกฤษไม่ควรเร่งออก CBDC หรือสกุลเงินดิจิทัลที่ควบคุมโดยรัฐ
Bailey ให้สัมภาษณ์กับ The Sunday Times ว่า ธนาคารไม่ควรเป็นผู้ออก Stablecoin เนื่องจากการใช้ Stablecoin อย่างแพร่หลายอาจทำให้รัฐบาลแต่ละประเทศ สูญเสียการควบคุมค่าเงินของตนเอง และนำไปสู่ความเสี่ยงด้านระบบสถาบันการเงินโดยรวม
“เราไม่ควรเปิดทางให้ภาคเอกชนถือครองเสถียรภาพทางการเงินไว้ในมือ” Bailey กล่าว พร้อมเสนอให้ โฟกัสไปที่ระบบเงินฝากแบบ Tokenized Deposit ที่สามารถผสานโลกการเงินดั้งเดิมกับเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยกว่า
สหรัฐเดินหน้าดัน Stablecoin เต็มตัว ภายใต้การนำของรัฐบาลทรัมป์
ขณะที่อังกฤษเบรกเรื่อง Stablecoin ทางฝั่ง สหรัฐฯ กลับผลักดันนโยบายนี้อย่างหนัก โดยรัฐบาลภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดี Donald Trump วางให้ Stablecoin เป็นเครื่องมือหลัก ในการขยายอิทธิพลของ เงินดอลลาร์ บนเวทีโลก
ในงาน White House Digital Asset Summit เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า Stablecoin จะช่วยให้ เงินดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินหลักของโลก ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
Stablecoin กับบทบาทใหม่ในระบบการเงินโลก
Stablecoin ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน (Overcollateralized Stablecoin) มักจะอ้างอิงกับเงินสดในธนาคาร หรือพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นของสหรัฐฯ ที่มีสภาพคล่องสูง ซึ่งเปิดโอกาสให้ บริษัทเอกชนสามารถ Tokenize หนี้ของรัฐบาล และกระจายการถือครองไปทั่วโลกผ่านมือถือและกระเป๋าคริปโต
นี่ถือเป็น การกระจายแรงซื้อของพันธบัตรสหรัฐฯ ไปยังผู้ใช้งานทั่วไป ซึ่งบางฝ่ายมองว่า ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และเสริมความแข็งแกร่งของดอลลาร์ในระยะยาว
ฝั่งยุโรปยังแสดงความกังวล
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐของยุโรป กลับมองว่า Stablecoin ที่อิงดอลลาร์ อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อ ระบบการเงินของสหภาพยุโรป (EU) โดยเฉพาะการที่ Stablecoin เหล่านี้อาจ แย่งบทบาทของเงินยูโร และส่งผลต่ออธิปไตยทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาค
อ้างอิง : cointelegraph.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/boe-warns-against-stablecoins-us-pushes-forward
รู้ทันเกม รู้ก่อนใคร ติดตาม "ทันหุ้น" ได้ทุกช่องทางเหล่านี้