โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

นักเศรษฐศาสตร์ แนะไทย เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ต้องเร่งปรับโครงสร้างศก.

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 14 ก.ค. 2568 เวลา 10.57 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 23.00 น.

ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวในงานเสวนาโต๊ะกรม “Roundtable: The Art of (Re)Deal” ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “ศึกที่ค่อนข้างหนักหนา” และไม่ควร “waste a useful crisis” หรือปล่อยให้วิกฤตครั้งนี้ผ่านไปโดยไม่ใช้เป็นโอกาสในการปรับตัว

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยวางโครงสร้างซัพพลายเชนและพัฒนาอุตสาหกรรมอยู่บนพื้นฐานของโลกาภิวัตน์ (Globalization)

โดยผนวกตัวเองเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) และอยู่ภายใต้กรอบกติกาสากล เช่น องค์การการค้าโลก (WTO) และหลักการ MFN (Most Favored Nation) ที่ให้สิทธิพิเศษอย่างเท่าเทียมในหมู่ประเทศสมาชิก ยกเว้นกรณีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)

แต่ในครั้งนี้ “โดนัลด์ ทรัมป์” กำลังเปลี่ยนแนวทางโดยสิ้นเชิง มุ่งเน้น “preferential treatment” หรือให้ความสำคัญกับสหรัฐเป็นพิเศษ ภายใต้นโยบาย America First ซึ่งมีข้อเรียกร้องหลัก 3 ประการ ได้แก่
1. การเปิดภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ เช่น ลดภาษี และยกเลิกมาตรการที่มิใช่ภาษี (Non-tariff Barriers)
2. การย้ายฐานการผลิตกลับไปยังสหรัฐ
3. การควบคุมการส่งออกผ่านประเทศที่สาม หรือประเด็น “Transshipment”

จุดมุ่งหมายของสหรัฐคือการ “disrupt” หรือรบกวนห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค โดยมี “จีน” เป็นเป้าหมายหลัก ซึ่งจะทำให้หลายประเทศ รวมถึงไทย ต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก (Trade-off) ทั้งในมิติของภาคอุตสาหกรรมกับเกษตรและบริการ รวมถึงแรงกดดันในการเปิดตลาด

ไทยได้รับผลกระทบแน่นอน

สหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย ปัจจุบันสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 10% เมื่อ 5 ปีก่อน เป็น 18% ในปัจจุบัน สินค้าสำคัญที่ส่งออก ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ปิโตรเคมี ยาง จิวเวลรี่ และอาหาร โดยบางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับประเด็น transshipment หรือการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า

แม้ประเด็นหลักจะไม่ใช่แค่ผลกระทบโดยตรง แต่คือ “ผลกระทบเชิงเปรียบเทียบ” เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่มีอัตราภาษีต่ำกว่าไทย ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้รับผลกระทบโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบยังลุกลามถึงการลงทุน ด้วยความไม่แน่นอน (Uncertainty) ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง โดยหากไม่มีการเจรจาที่ชัดเจน ทุกอย่างจะยังคง “ลอยอยู่ในอากาศ” ซึ่งจะบั่นทอนความมั่นใจในการตัดสินใจลงทุนในระยะยาว

ไทยกำลังถูกบีบให้เลือกระหว่างสหรัฐกับจีน

ปัญหาไม่ได้จำกัดแค่ภาคอุตสาหกรรม แต่ครอบคลุมถึงภาคเกษตรและบริการด้วย หากไทยต้องเปิดตลาดตามแรงกดดัน คำถามคือเราจะมี “กลไกในการชดเชย” และ “บรรเทาผลกระทบ” อย่างไร

แม้ภาคเกษตรสร้างมูลค่าเศรษฐกิจน้อยกว่าภาคอุตสาหกรรม แต่แรงงานที่ได้รับผลกระทบมีจำนวนมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ การตัดสินใจจึงไม่ง่าย โดยเฉพาะในหลายอุตสาหกรรมเกษตรไทยที่ไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนและเทคโนโลยีได้

อีกหนึ่งความท้าทายคือ นิยามใหม่ของ “Transshipment” ที่สหรัฐอาจหันมาใช้คำว่า Regional Value Content (RVC) มากกว่า Domestic Value Added โดย RVC หรือ “มูลค่าที่เพิ่มขึ้นภายในภูมิภาค” เป็นเกณฑ์ที่ใช้ใน FTA แทบทุกฉบับ คำถามคือ “ประเทศใดบ้างที่ถูกนับรวมในภูมิภาคนั้น?”

หากสหรัฐต้องการกีดกันจีน (Alienate China) ก็อาจจัดกลุ่มภูมิภาคใหม่แล้วตัดจีนออกเพียงประเทศเดียว ซึ่งจะส่งผลทันทีต่อห่วงโซ่อุปทานของไทย เช่น หากสินค้าส่งออกต้องมี RVC อย่างน้อย 60% และต้องลดส่วนประกอบจากจีนให้ต่ำกว่า 50% หรือเป็นศูนย์ จะทำให้อุตสาหกรรมไทยจำนวนมากไม่สามารถปฏิบัติตามได้

ไม่ใช่แค่กรณี “สวมสิทธิ์” แบบที่ส่วนประกอบจากจีน 80-90% ถูกนำเข้ามาประกอบในไทยและส่งออกอีกต่อไป แม้จะมีส่วนประกอบจากจีนเพียงบางส่วนก็อาจถูกตัดสิทธิ์เช่นกัน

ถ้าเลือกข้างไม่ได้ ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้แข่งขันได้

ดร. พิพัฒน์ ย้ำว่า สถานการณ์ขณะนี้ถือเป็น “วิกฤต” ที่ไม่ควรปล่อยให้สูญเปล่า (Don’t waste a good crisis) ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ใช่พึ่งการเยียวยาระยะสั้น เช่น การแจกเงินเพียงอย่างเดียว

ความสำคัญอยู่ที่การ “อัปสกิลแรงงาน” และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย เงินเยียวยาอาจช่วยชั่วคราว แต่หากไม่มีการลงทุนในทักษะและนวัตกรรม ผลลัพธ์ระยะยาวอาจไม่ต่างจากเดิม

"ช่วงที่ WTO บังคับให้เปิดเสรี ซึ่งไทยยังสามารถแข่งขันได้ แต่รอบนี้ยากกว่า เพราะไม่ใช่ทุกประเทศเปิดเสรีพร้อมกันอีกต่อไป กลับกลายเป็นการต่อรองรายดีล ทำให้ไทยมีเวลาปกป้องอุตสาหกรรมได้น้อยลง"

“ไทยกำลังเสียเปรียบเวียดนาม”

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวในเวทีเดียวกันว่า ภายใต้นโยบาย America First สหรัฐมีเป้าหมายชัดเจนในการลดบทบาทของจีน และดูเหมือนว่าจะไม่ต้องการให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นฐานการผลิตอีกต่อไป

แม้ไทยอาจมองว่าแข่งกับเวียดนามที่มีภาษีสูงกว่า 10% หรือมาเลเซีย 25% แต่ความจริงคือสหรัฐหันไปให้ความสำคัญกับห่วงโซ่อุปทานในลาตินอเมริกาแทน

ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาในภาคหลักอย่างการท่องเที่ยวและการส่งออก แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือ เช่น ซอฟต์โลน แต่ก็อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้จริง

เขายกตัวอย่างสหรัฐที่เคยให้ซอฟต์โลนแก่บริษัทโซลาร์ในแคลิฟอร์เนียกว่า 500 ล้านดอลลาร์ แต่สุดท้ายบริษัทล้มละลายภายใน 5 ปี

ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่จีนกลับประสบความสำเร็จจากการใช้ซอฟต์โลนควบคู่กับ R&D และการสนับสนุนที่ส่งเสริมการแข่งขันภายในจนกลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี่ และโซลาร์เซลล์

ดังนั้น รัฐบาลไทยควรใช้เครื่องมือช่วยเหลือไปยังอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน และควรเน้นการสร้างนวัตกรรมผ่านการแข่งขันภายใน ไม่ใช่การอุ้มชูแบบไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนภาคเกษตร ซึ่งเปรียบได้กับ “น้ำซึมบ่อทราย” ที่ทำให้เกษตรกรยังคงยากจน และเป็นต้นเหตุที่ไทยยังติดกับดักรายได้ปานกลาง

ในด้านภาษี “ทรัมป์” หากเทียบกับเวียดนาม ไทยกำลังเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด หากนักลงทุนต่างชาติจะเลือกมาลงทุนในภูมิภาคนี้ และต้องเลือกระหว่างไทยกับประเทศอื่น ๆ เช่น เวียดนาม ซึ่งอาจถูกเก็บภาษี 20% ขณะที่ไทยโดนภาษี 36% มาเลเซีย 25% และสิงคโปร์ 10% ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผลกระทบด้านการส่งออกในปีนี้ อาจยังไม่เห็นผลชัดเจนนัก เพราะมีการส่งออกล่วงหน้าไปเกือบหมดแล้ว และคาดว่าครึ่งหลังของปี การส่งออกอาจติดลบ แต่ผลกระทบที่แท้จริงจะปรากฏในระยะกลางและระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการตัดสินใจลงทุนที่นักลงทุนกำลังรออยู่ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่มั่นใจ และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การลงทุนและโครงการขนาดใหญ่ชะงักงันในระยะต่อไป

สำหรับประเทศไทย ไม่เพียงแต่ผลกระทบจากภาษีทรัมป์เท่านั้น ประเทศไทยยังไม่สามารถทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) ได้ ซึ่งยิ่งทำให้ไทยเสียเปรียบมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่ากังวลเกี่ยวกับมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) ที่สหรัฐให้ความสำคัญ หนึ่งในอุปสรรคของไทยคือ ถูกมองว่าพิธีการทางศุลกากรของไทยมีความยุ่งยาก ซับซ้อน และอาจนำไปสู่การคอร์รัปชันได้ ดังนั้น ครั้งนี้จึงอาจถือเป็นโอกาสที่ไทยจะปรับปรุงระบบดังกล่าว ไม่ใช่แค่เพื่อสหรัฐ แต่เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าลงทุนยิ่งขึ้น ทั้งสำหรับนักลงทุนต่างชาติและในประเทศ

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ ประเทศไทยเริ่มมีบทบาทลดน้อยลงในเศรษฐกิจโลก ปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจของไทยคิดเป็นประมาณ 1% ของโลก และการส่งออกก็อยู่ที่เพียง 1% กว่า ๆ เท่านั้น ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่สหรัฐไม่มองว่าประเทศไทยมีความสำคัญมากนักในการเจรจา

“ด้วยเหตุนี้ เราจำเป็นต้องทำให้ตัวเอง ‘สำคัญ’ และใช้วิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาส เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและปฏิรูปประเทศในหลายด้าน ทั้งการปฏิรูปภาคเกษตร ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างจริงจัง และการปฏิรูปการศึกษา เพื่อผลิตแรงงานที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นนโยบายระยะยาว”

นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยไม่ควรละเลยภาคเกษตรกรรม และควรหาวิธีช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อไม่ให้วนเวียนอยู่ในวังวนเดิม ๆ

สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการเยียวยาคือ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ควบคู่กับการลดข้อจำกัดต่าง ๆ ของภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันไทยมีแรงงานที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าหลายประเทศ เช่น เวียดนามที่มีการลดจำนวนข้าราชการลง ดังนั้น ไทยควรเร่งดำเนินการ Digitalization ของระบบราชการอย่างจริงจัง รวมถึงผลักดันให้ทุกขั้นตอนเป็นแบบ One-Stop Service เพื่อแก้ไขปัญหาระบบราชการที่ยุ่งยาก ลดการคอร์รัปชัน และลดการเอื้อประโยชน์ต่อพรรคพวก

รวมถึงควรเร่งดำเนินการ “กิโยติน” (Guillotine) อย่างจริงจัง หมายถึง การปฏิรูปและตัดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นออก

สิ่งสำคัญอีกประการคือ การส่งเสริมการแข่งขันและนวัตกรรม จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น เพราะหากไม่มีการแข่งขัน ผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตโดยไม่ต้องแข่งขัน ก็จะไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนาและนำนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามา

การขาดการแข่งขันเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งประเทศ ธุรกิจไทยหลายแห่งยังคงทำเรื่องเดิมซ้ำ ๆ มักอยู่ในฐานะรับจ้างผลิตหรือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยไม่มีแบรนด์ของตัวเอง

อีกทั้งยังมองว่า ธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยในปัจจุบันอาจถูก “ปกป้องมากเกินไป” จนไม่มีแรงจูงใจในการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาแข่งขัน

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาสนับสนุนรูปแบบ Venture Capital สำหรับผู้ประกอบการที่มีไอเดียดี ๆ พร้อมกับการสนับสนุนด้านกฎระเบียบและด้านการเงิน เพื่อให้สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้จริง

รวมไปถึงการเปิดการแข่งขันอย่างยั่งยืน เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันกับธุรกิจต่างชาติได้ ไม่ใช่แค่เพราะรัฐบาลอุ้มไว้

ปัญหาค่าเงินบาท สะท้อนปัญหาการขาดการลงทุน

ในมุมมองด้านค่าเงินบาท พบว่าสาเหตุที่ค่าเงินแข็งค่าสวนทางกับพื้นฐานเศรษฐกิจเป็นเพราะ “ขาดการลงทุน” แม้จะมีเงินออมในระบบเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีช่องทางให้ลงทุน ทุกภาคส่วนเริ่มหมดไอเดีย

ดังนั้น หากสถานการณ์ยังคงดำเนินไปในทิศทางนี้อีกระยะหนึ่ง ค่าเงินบาทก็อาจอ่อนค่าลง โดยหนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้ค่าเงินอ่อนในช่วงครึ่งหลังของปีคือ การส่งออกที่ชะลอตัว

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของภาครัฐ (Credit Rating) ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเข้าใกล้เพดานหนี้สาธารณะที่ 70%

“หากรัฐบาลไม่รีบจัดการปัญหาเหล่านี้ ธุรกิจต่าง ๆ อาจไม่สามารถอยู่รอด สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่เพียงแค่แจกเงิน แต่ต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือ ทำอย่างไรให้แรงงานมีทักษะเพิ่มขึ้น เพราะที่ผ่านมาหลายโครงการแจกเงินพิสูจน์แล้วว่า ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...