"พรรคเศรษฐกิจ" นำปชช.ยื่นจดหมายถึงปธน.ฝรั่งเศส คัดค้านการแทรกแซงปมพิพาท "ไทย–กัมพูชา"
พรรคเศรษฐกิจนำประชาชนยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดีฝรั่งเศส คัดค้านการแทรกแซงกรณีพิพาทไทย–กัมพูชา ประชาชนร่วมร้องเพลงชาติไทยกระหึ่มหน้าสถานทูต
เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2568 ที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย พรรคเศรษฐกิจ นำโดยนายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรค พร้อมด้วยนายพีรพล กนกวลัย เลขาธิการพรรค นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ โฆษกพรรค และทีมงานพรรคเศรษฐกิจ ได้เดินทางเข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกถึง ฯพณฯ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมีอุปทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยเป็นผู้รับหนังสือ
สาระสำคัญในจดหมายเปิดผนึกคือการแสดงจุดยืนคัดค้านถ้อยแถลงของประธานาธิบดีมาครง ที่ระบุว่าฝรั่งเศสพร้อมอำนวยความสะดวกในการจัดหาเอกสารหรือแผนที่ เพื่อช่วยให้ไทยและกัมพูชาแก้ไขข้อพิพาทชายแดน พรรคเศรษฐกิจเห็นว่าการแสดงท่าทีเช่นนี้แม้อาจมาจากความหวังดี แต่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของชาติ และกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนชาวไทย
นายคริสกล่าวว่า “คนไทยยังไม่ลืมวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ที่สยามต้องสูญเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส และถูกยึดเมืองท่าจันทบุรีนานถึง 10 ปี ประวัติศาสตร์นี้ยังคงเป็นบาดแผลในใจคนไทย และเมื่อได้ยินว่าฝรั่งเศสจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนอีกครั้ง ประชาชนจึงเกิดความกังวลอย่างยิ่ง”
ประชาชนที่มาร่วมต่างแสดงความไม่พอใจอย่างเปิดเผย หลายคนกล่าวว่า “ไม่มีใครพอใจหรอกนะ เขาจะมายึดแผ่นดินของเราอย่างนี้” และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ถ้าจะมีใครซักคนที่ควรออกจากประเทศ คน ๆ นั้นควรชื่อทักษิณ ชินวัตร” และจะไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาชี้นำทิศทางของชาติไทย
พรรคเศรษฐกิจยังได้นำเสนอชุดมาตรการเพื่อรักษาเอกราชของชาติอย่างรอบด้าน เช่น การปิดด่านชายแดนชั่วคราว การอายัดทรัพย์สินของชาวกัมพูชาในประเทศไทย การรณรงค์หยุดสนับสนุนธุรกิจต่างชาติที่กระทบต่ออธิปไตย และการจัดตั้งกองกำลังอาสาประชาชน โดยยืนยันว่า “นี่ไม่ใช่ความสุดโต่ง แต่คือมาตรฐานใหม่ของการปกป้องชาติ”
กิจกรรมจบลงด้วยการที่ประชาชนร่วมกันร้องเพลงชาติไทยดังกระหึ่มหน้าสถานทูตฝรั่งเศส ประกาศเจตจำนงว่าคนไทยจะไม่ยอมให้ใครมายึดหรือชี้นำแผ่นดินนี้ได้อีก พร้อมเรียกร้องให้ฝรั่งเศสเคารพกลไกทวิภาคีที่มีอยู่แล้วอย่าง “คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC)” และหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีที่สองประเทศสั่งสมมานานหลายศตวรรษ