โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รมว.คลัง ติดตาม ‘ราคาพลังงาน-เงินทุนเคลื่อนย้าย’ ใกล้ชิด เรียกถกเอกชนเตรียมรับมือ หากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ‘ยกระดับ’

THE STANDARD

อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 11.22 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 11.22 น. • thestandard.co
รมว.คลัง ติดตาม ‘ราคาพลังงาน-เงินทุนเคลื่อนย้าย’ ใกล้ชิด เรียกถกเอกชนเตรียมรับมือ หากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ‘ยกระดับ’

รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ ‘ราคาพลังงาน-เงินทุนเคลื่อนย้าย’ เรียกเอกชนประชุม เตรียมรับมือ หากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ‘ยกระดับ’

วันนี้ (23 มิถุนายน) พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลจะมุ่งติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในด้านราคาพลังงานและเงินทุนเคลื่อนย้าย

พิชัยกล่าวอีกว่า ในด้านราคาพลังงาน พบว่า ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ โดยมีสินค้าไม่กี่ชนิดที่ส่งผลทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เช่น ราคาพลังงาน สินค้านำเข้าบางชนิด เช่น ปุ๋ย และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสงคราม ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจับตาดูสินค้าเหล่านี้

พิชัยมองอีกว่าราคาพลังงานในประเทศปัจจุบันยังอยู่ในระดับ ‘รับมือได้’ แต่หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลก็สามารถใช้มาตรการต่างๆ ได้ รวมไปถึงการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาอุดหนุนราคาน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม พิชัยมองว่าการใช้มาตรการรับมือต่างๆ ต้องทำในระดับที่เหมาะสม โดยในระยะยาวควรเน้นไปที่การเพิ่มรายได้มากกว่าการอุดหนุนราคา

พิชัยเรียกภาคเอกชน หากความขัดแย้งไทย-กัมพูชายกระดับ

การให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อช่วงเช้า พิชัยเป็นประธานการประชุมการเตรียมตัวของภาคเอกชนและผลกระทบหากมีการยกระดับความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยมีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเข้าร่วม

โดยพิชัยระบุว่า ต้องยอมรับว่าสถานการณ์กำลังเปราะบางและต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด โดยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา ได้เริ่มส่งสัญญาณที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ฝ่ายไทยยังคงมีท่าทีที่สุขุม รอบคอบ และให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในฐานะผู้กำกับดูแลเศรษฐกิจในภาพรวม รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับความเป็นไปได้ต่างๆ โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ ได้แก่

  • ประการแรก: การประเมินผลกระทบเชิงเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ทั้งจากการค้าชายแดน ภาคการผลิตที่พึ่งพาวัตถุดิบจากกัมพูชา ภาคการเงินที่มีธุรกิจและสาขาในกัมพูชา รวมถึงภาคบริการ ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน โทรคมนาคม หรือพลังงาน
  • ประการที่ 2:การเตรียมมาตรการรองรับ โดยรัฐบาลพร้อมพิจารณาทั้งมาตรการด้านการเงิน เช่น Soft Loan การผ่อนปรนทางภาษี มาตรการโลจิสติกส์ เช่น การเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งจากทางบกเป็นทางเรือ ตลอดจนการกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดน ทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง ซึ่งวันนี้จะเปิดรับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการและภาคเอกชน

พิชัยกล่าวอีกว่า การประชุมดังกล่าวในวันนี้เป็นเพียงการเตรียมการในเชิงเทคนิค เพื่อความพร้อมในการรับมือเท่านั้น ไม่มีเจตนาใดๆ ที่จะทำให้สถานการณ์บานปลาย ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักสันติวิธี และให้ความสำคัญกับความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน

ส่วนในประเด็นแรงงานกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย “รัฐบาลไทยมีท่าทีที่ชัดเจนว่า ไม่ประสงค์จะผลักดันให้แรงงานต้องเดินทางกลับประเทศโดยไม่จำเป็น เพราะเราตระหนักดีถึงความสำคัญของแรงงานกลุ่มนี้ต่อระบบเศรษฐกิจไทย”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...