ผบ.ทบ. สั่งมาตรการเข้มสูงสุด เปิด-ปิดด่านชายแดน ตอบโต้เขมร
ผู้บัญชาการกองทัพบกออกคำสั่งควบคุมจุดผ่านแดน ไทย-กัมพูชา ใช้มาตรการเข้มขั้นสูงสุด โดยให้อำนาจ ผบ.กองกำลังบูรพา-สุรนารีสั่งปิดด่านได้ หลังพบกัมพูชาใช้กำลังรุกล้ำชายแดน
เมื่อเวลา 11.39 น. วันที่ 7 มิถุนายน 2568 พล.อ.แคล้ว ปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ลงนามในคำสั่งที่ 806/2568 ว่าด้วยการควบคุมจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หลังสถานการณ์ชายแดนตึงเครียดอย่างต่อเนื่องจากการที่ฝ่ายกัมพูชาใช้กำลังทหารและอาวุธรุกล้ำเข้ามาในเขตไทย โดยเฉพาะพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ทั้งยังแสดงสัญลักษณ์ทางการเมืองในพื้นที่พิพาท ซึ่งกองทัพบกระบุว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงและอธิปไตยของไทย
คำสั่งฉบับนี้ให้อำนาจเต็มแก่ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา (กองทัพภาค 1) และกองกำลังสุรนารี (กองทัพภาค 2) พิจารณากำหนดมาตรการเปิดหรือปิดด่านตามแนวชายแดนอย่างเหมาะสม ตั้งแต่เบาไปหาหนัก โดยพิจารณาจากความจำเป็นในการค้าขายและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมระบุว่า หากสถานการณ์รุนแรง ให้สามารถสั่งปิดจุดผ่านแดนทุกแห่งได้ทันทีโดยไม่ต้องรออนุมัติส่วนกลาง
ทั้งนี้ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้มีมติในที่ประชุมเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. มอบหมายให้กองทัพบกดำเนินการตามกรอบอำนาจที่มี พร้อมย้ำว่ายังยึดหลักสันติวิธี แต่หากเกิดภัยคุกคามต่ออธิปไตยหรือประชาชน จะตอบโต้ด้วยมาตรการเหมาะสมทันที
ทั้งนี้ตาม คำสั่งกองทัพบก (เฉพาะ) ที่สมวศ/๒๕๖๘ เรื่อง ควบคุมการเปิด - ปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ระบุว่า
ตามที่ปรากฏว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมาได้เกิดความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติขึ้นตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา โดยพลเรือนและกำลังติดอาวุธของฝ่ายกัมพูชาได้รุกล้ำแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ข้ามเข้ามาในราชอาณาจักรไทย หลายครั้งอย่างต่อเนื่อง และแสดงท่าทีที่พยายามให้เกิดความเข้าใจว่าพื้นที่ที่ตนรุกล้ำเข้ามานั้นเป็นอธิปไตยของกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลงเคารพธงชาติ การติดอาวุธเข้ามาในพื้นที่ ทั้งที่ชัดเจนว่าดินแดนที่รุกล้ำเข้ามานั้นเป็นอธิปไตยของราชอาณาจักรไทยโดยสมบูรณ์ ซึ่งกองทัพบกได้สั่งการให้กำลังพลเข้าระงับเหตุโดยการเจรจา ชี้แจงเหตุผลให้ทราบและผลักดันให้บุคคลดังกล่าวออกไปเสียให้พ้นจากราชอาณาจักรไทยตามหลักสันติวิธี และด้วยความอดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุของฝ่ายตรงข้าม แต่พลเรือนและกำลังติดอาวุธของฝ่ายกัมพูชา ยังคงพยายามที่จะรุกล้ำเข้ามาในราชอาณาจักรไทย และแสดงท่าทียั่วยุโดยไม่หยุดยั้งและอย่างเปิดเผย ทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นตลอดแนวชายแดนไทย - กัมพูชา และต่อประชาชนของทั้งสองประเทศที่มีความสัมพันธ์ อันดีมายาวนาน จนกระทั่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่กองทัพบกต้องใช้มาตรการเข้มข้นในการผลักดันผู้รุกรานให้พ้นไปเสียจากราชอาณาจักรไทย โดยเฉพาะที่บริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งถือเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ ผลประโยชน์ของชาติ และบูรณภาพแห่งดินแดนที่ไม่อาจยอมรับได้ แม้รัฐบาลไทย และกองทัพบกจะได้ใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดในการระงับยับยั้งความตึงเครียดตามแนวชายแดน โดยใช้กลไกที่มีการตกลงกันไว้กับกัมพูชา แต่ความพยายามดังกล่าวกลับไม่ได้รับการตอบสนองในเชิงบวกจากฝ่ายกัมพูชา ทั้งยังปรากฏด้วยว่ากัมพูชาได้เสริมกำลังพลและอาวุธและยุทโธปกรณ์เข้ามาประชิดตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา อีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการจัดทำที่มั่นสำหรับวางกำลังทางทหาร อันแสดงให้เห็นถึงความไม่ร่วมมือกับประเทศไทยที่มุ่งหมายจะระงับความตึงเครียดดังกล่าวโดยสันติ และเป็นพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2519 (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia, 24 February 1976) อันเป็นหลักการพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของทุกประเทศในอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชายังคงมีท่าทียั่วยุให้เกิดความตึงเครียด และการเสริมกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์แสดงให้เห็นความตั้งใจอย่างชัดเจนที่จะใช้กำลัง เช่นนี้ถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่อาจยอมรับได้และเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งต่ออธิปไตย ความมั่นคงของชาติ และบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทย ตลอดจนกระทบต่อความเป็นอยู่โดยปกติสุขของพี่น้องชาวไทย และกัมพูชาที่อยู่อาศัยร่วมกันอย่างสันติตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชามาช้านาน
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงยึดมั่นหลักการอยู่ด้วยกันอย่างสันติ และแสวงหาหนทางระงับยับยั้งความตึงเครียดด้วยการเจรจากันด้วยเหตุผล ภายใต้หลักการที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชนชาวไทย และกัมพูชาไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควรจากความตึงเครียดนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น สภาความมั่นคงแห่งชาติจึงได้จัดการประชุมเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 และมอบหมายให้กองทัพบกดำเนินการควบคุมการเปิด - ปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติได้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมทั้งมอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมาตรการที่กองทัพบกกำหนดโดยเคร่งครัด
เพื่อให้ดำเนินการเป็นไปตามที่ได้รับมอบหมายจากสภาความมั่นคงแห่งชาติดังกล่าว กองทัพบกจึงกำหนดมาตรการควบคุมการเปิด - ปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
ให้กองทัพภาคที่ 1 โดยผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา และกองทัพภาคที่ 2 โดยผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี มีอำนาจกำหนดมาตรการ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาที่จำเป็นและเหมาะสม ในการผ่านแดนบริเวณจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย -กัมพูชา ในส่วนที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ โดยคำนึงถึงความจำเป็นในการค้าขายและความเป็นอยู่ของประชาชนของทั้งสองประเทศที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว
ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทย และการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย ให้มีอำนาจกำหนดให้เปิดหรือปิดจุดผ่านแดนแห่งใดแห่งหนึ่งหรือทุกแห่งตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ภายใต้เงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาใด ๆ ตามที่เหมาะสมก็ได้ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป