โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อิ๊งค์ลงชายแดนยันไร้สงคราม

ไทยโพสต์

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 00.04 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 17.01 น.

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ พระราชทานเงินเดือนทหารของพระองค์ พร้อมพระ-สิ่งของ แก่ "มทภ.2" เพื่อนำไปแจกจ่ายทหารชายแดน "นายกฯ อิ๊งค์" ขอมั่นใจไม่มีสงคราม บอกใช้ความจริงใจคุยกัมพูชา ทุกระดับคอนเฟิร์มร่วมวง JBC 14 มิ.ย. วางคิว 10 มิ.ย.ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สุรินทร์ “บิ๊กเล็ก” รับสถานการณ์ดีขึ้นเล็กน้อย ไม่มีเผชิญหน้า คงมาตรการเปิด-ปิดด่านตามระยะเวลาต่อ รอดูท่าทีเขมรอีกครั้ง โยน "สมช." ถกตัดไฟ-น้ำแก๊งคอลเซ็นเตอร์ "ครม." ไม่รับลูก "สว." เปิดประชุม ถกปมชายแดน ระบุสถานการณ์คลี่คลายแล้ว ตั้ง "อดีตทูตประศาสน์" ปธ.JBC ฝ่ายไทย "สนธิ-ปานเทพ" นำเครือข่ายยื่น 6 ข้อ จี้ รบ.แก้ปัญหาข้อพิพาท

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 ที่วังศุโขทัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานสิ่งของและเงิน แก่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ประกอบด้วยเงินจากเงินเดือนทหารของพระองค์ พระและสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารและกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ขณะที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทางรัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่ในการคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยมีการปฏิบัติงานร่วมกันและมีการพูดคุยในหลายภาคส่วน ซึ่งผลออกมาก็ค่อนข้างสงบเรียบร้อยดี ในระดับนโยบาย รัฐบาลได้ให้ในพื้นที่ของหน่วยงานความมั่นคง กองทัพ และการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ ตามกรอบความร่วมมือทวิภาคี ก็ได้คุยกันภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการคุยกันระหว่างกระทรวงและทุกหน่วยงานทั้งไทยและกัมพูชา

"ดิฉันก็ได้มีการพูดคุยกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และ พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็มีการประสานงานกัน มีการเจรจาเพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศชาติ และผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาเราสามารถเจรจากันด้วยสันติวิธี ทำให้ไม่มีการปะทะกันที่รุนแรง" น.ส.แพทองธารกล่าว

นายกฯ กล่าวว่า ในระดับพื้นที่ หน่วยงานความมั่นคงและกองทัพ ได้มีการประสานกับผู้นำเหล่าทัพของกัมพูชาในหลายครั้ง เพื่อที่จะพูดคุยเจรจาบริเวณชายแดน ซึ่งแต่ละหน่วยมีความคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ทำให้การพูดคุยเป็นไปด้วยดี ทั้งนี้ สมเด็จฮุน เซน ได้มีการประสานงานส่งผู้บัญชาการเหล่าทัพ เพื่อมาขอความร่วมมือในการดำเนินการแก้ไขบริเวณที่มีการพิพาท ซึ่งได้มีการรายงานกับสมเด็จฮุน เซน เรียบร้อย ทำให้มีความเข้าใจกันมากขึ้น รวมถึงมีการปรับกำลังพลในพื้นที่ที่มีข้อพิพาทให้อยู่ในสถานการณ์ปกติ ส่วนบริเวณพื้นที่อื่นๆ ยังมีกำลังพลตามเดิม

"ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศได้เน้นย้ำในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) วันที่ 14 มิ.ย.นี้ โดยมีการคอนเฟิร์มในทุกระดับ ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ ระดับนายกรัฐมนตรี ขอยืนยันวันที่ 14 มิ.ย.นี้มีการประชุมเกิดขึ้นแน่นอน" นายกฯ กล่าว

น.ส.แพทองธารกล่าวว่า กรณีที่กัมพูชามีความประสงค์จะส่งเรื่องไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลก ทางรัฐบาลไทยขอยืนยันว่าไม่รับเขตอำนาจศาลโลก โดยที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการผ่านวิธีทางการทูต ซึ่งเป็นที่ยอมรับในเวทีสากลและมีผลลัพธ์ที่ดีมาโดยตลอด แน่นอนว่าเรื่องนี้บางครั้งไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณชนได้ เพราะเป็นการเคารพการพูดคุยในเรื่องของข้อมูลของทั้งสองประเทศ ตรงนี้เป็นสิ่งจำเป็นไม่สามารถรายงานได้ตลอด

นอกจากนี้ ได้มีการกำชับมาตรการชายแดนต่างๆ ให้มีการเปิด-ปิดตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ไม่ได้มีการปิดด่านถาวรตามที่มีข่าวลือออกมา เพราะทราบดีว่าพื้นที่ตรงนั้นมีการค้าขายระหว่างประเทศ ถ้าปิดด่านถาวรจะส่งผลเสียต่อประชาชน ฉะนั้นก็มีมาตรการรัดกุมในเรื่องของเวลาเปิด-ปิดด่าน และต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ได้มีส่วนในการเจรจราในครั้งนี้ เพราะช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้พูดคุยกับหัวหน้าหน่วยทุกคนที่ได้มีรายงานตรงมายังตนตลอดเวลา ซึ่งบางอย่างตนไม่สามารถออกมาพูดได้ เพราะจะเกิดผลกระทบค่อนที่ข้างไม่ดี แต่มีบางข้อมูลที่เล็ดลอดออกไปก็ได้มีการบอกกับทางกัมพูชาและมีการตกลงกันได้ และเข้าใจซึ่งกันและกัน

อิ๊งค์ไปชายแดนไทย-กัมพูชา

"ต้องขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในเรื่องของการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รวมถึงไม่ให้สร้างความแตกแยกภายในประเทศเพื่อให้เกิดความมั่นคงและสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนว่าเราจะผ่านเรื่องนี้ไปได้ด้วยสันติวิธี รวมถึงทำให้ผู้ประกอบการในบริเวณดังกล่าวเกิดความมั่นใจตรงนี้เป็นสิ่งที่เน้นย้ำ รัฐบาลขอยืนยันอีกครั้งการเจรจาทั้งหมดนี้ผ่านไปด้วยดี และขอเน้นย้ำว่าจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นกับประชาชนอย่างแน่นอน" น.ส.แพทองธารกล่าว

ถามว่า นายกฯ ให้ความมั่นใจได้ใช่หรือไม่ว่าจะไม่มีสงครามเกิดขึ้น น.ส.แพทองธารกล่าวว่า “ค่ะ” ผู้สื่อข่าวถามอีกว่ามีความมั่นใจกับท่าทีสมเด็จฮุนเซน แค่ไหน หลังออกมาโพสต์ข้อความที่มีนัยเชิงลบ การขยับกำลังไม่ได้เป็นการถอย เหมือนการนอนอยู่แล้วเปลี่ยนท่า น.ส.แพทองธารกล่าวว่า เราสื่อสารในเรื่องนี้ในลักษณะที่คล้ายกันหลายจุด เช่นคำว่าถอยทั้งสองฝ่าย ก็ไม่อยากใช้คำนี้ เราใช้คำว่าปรับกำลัง เพราะเราปรับกำลังทั้งคู่เป็นการให้เกียรติกันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่กัมพูชาอย่างเดียว แต่ของเราก็ปรับกำลังเช่นกัน การที่เขาบอกว่าพร้อมรับมือเราก็พร้อมเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการปะทะในแบบไหนเราต้องเตรียมความพร้อมไว้ก่อน

เมื่อถามว่า ได้เห็นหนังสือที่มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอให้รักษาอธิปไตยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่เห็นหนังสือ เพียงแต่ทราบว่ามีการมายื่น ทุกความคิดเห็นรัฐบาลรับฟังอยู่แล้ว สิ่งที่เราทำอยู่ทางกองทัพก็วางกำลังดูแลอยู่แล้ว

ซักว่าอะไรคือประเด็นหลักในการพูดคุยกับสมเด็จฮุน เซน และสมเด็จฮุน มาเนต แล้วทำให้ท่าทีอ่อนลง น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ทั้งสองประเทศต้องการสันติวิธี และเราพูดคุยตามความจริงใจว่าเรามีความจริงใจแบบนี้ ไม่ต้องการเห็นคนทั้งสองประเทศมีปัญหากัน เราต้องการความสงบ ตอนนี้เราเร่งเครื่องเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าไม่อยากให้มาเป็นสนามรบหรืออะไร

พอถามว่า หนึ่งในข้อเสนอคือการให้ประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลโลกให้เป็นสากล และยกเลิกเอ็มโอยู 43 เราจะหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาหลังเกิดความขัดแย้งครั้งนี้เลยหรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า เราขอพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป เหมือนที่เรายืนยันกับทางกัมพูชาว่าเราขอโฟกัสที่เรื่องข้อพิพาทก่อน ไม่ใช่เอาทุกเรื่องมาปนกันหมด ไม่อย่างนั้นจะไม่ชัดเจนในแต่ละหัวข้อ แต่ทุกเรื่องที่มีปัญหาหรือว่ายังไม่จบ ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายบริหารต้องพิจารณาอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า พูดได้หรือไม่ว่ารัฐบาลแก้ทีละปมทีละจุด น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ใช่ค่ะ แก้ทีละปมทีละจุด

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ในวันที่ 11 มิ.ย. น.ส.แพทองธารพร้อมคณะจะเดินทางไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยในช่วงเช้าจะเดินทางไปที่สนามบินบุรีรัมย์ อำเภอสตึก จากนั้น เดินทางต่อโดยรถยนต์ไปยังห้องประชุม ที่ว่าการอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยนายกฯ จะเป็นประธานการประชุมในประเด็นเรื่องความมั่นคง รวมถึงมาตรการในการสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

"นายกฯ จะตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของบำรุงขวัญและกำลังใจให้แก่กำลังพล กองกำลังสุรนารี และร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับกำลังพล จากนั้นจะออกเดินทางต่อไปยังจุดผ่านแดนถาวร ช่องจอม อำเภอกาบเชิง เพื่อพบปะประชาชนในพื้นที่ และพูดคุยถึงสถานการณ์ปัจจุบันหลังจากสถาณการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลายดีขึ้น" โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว

คงเปิด-ปิดด่านดูท่าทีเขมร

ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า เมื่อทราบว่านายกฯ จะลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ ก็จะลงด้วย จึงกำหนดการประชุมผู้ว่าราชการ 7 จังหวัดชายแดนมาประชุมร่วมกับนายกฯ ที่ จ.สุรินทร์ แทน จากเดิมที่ตนจะประชุมผู้ว่าฯ ในวันดังกล่าวที่ จ.อุบลราชธานี ดังนั้นจึงให้ผู้ว่าราชการทั้ง 7 จังหวัด มารับมอบนโยบายจากนายกฯ ที่เดียว

ถามถึงการสั่งสำรวจหลุมหลบภัยพื้นที่ชายแดน นายอนุทินกล่าวว่า กำลังสำรวจในแต่ละพื้นที่ โดยเป็นการเตรียมความพร้อม ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุก่อนมาล้อมคอก เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้น หลุมหลบภัยมีไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับสถานการณ์ และบางจุดชำรุดทรุดโทรม ดังนั้นเรื่องนี้จำเป็นต้องมีสำหรับเด็กเล็ก ชาวบ้าน ที่บางครั้งเมื่อมีเหตุฉุกเฉินโจมตีหรือสู้รบเกิดขึ้น ก็ต้องให้ความมั่นใจว่าสามารถป้องกันภัยให้กับประชาชนได้ ซึ่งขณะนี้กำลังสำรวจว่ามีกี่หลุมหลบภัยในพื้นที่ชายแดน

"เบื้องต้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ แต่ทำให้เกิดความปลอดภัยและทำให้มีจำนวนเพียงพอถ้ามีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ไม่ต้องมากังวลในเรื่องนี้ว่าจะมีอันตรายกับประชาชนหรือไม่” นายอนุทินกล่าว

รองนายกฯ กล่าวว่า เรื่องงบค่อยว่ากัน แต่เรื่องนี้จำเป็นเร่งด่วน เมื่อสำรวจเสร็จเรียบร้อยแล้วมีทางเลือกก็ใช้งบได้ ซึ่งหากใช้งบกลางก็ขอนายกฯ แต่ขณะนี้ปลายปีงบประมาณ 2568 เมื่อสำรวจแล้วมีงบเหลือจ่ายหรือเพื่อนำไปซ่อมแซม ก็อาจจะนำไปใช้ จะได้ไม่ให้เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณในปีถัดไป

ด้าน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม กล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาดีขึ้นเล็กน้อยกว่าเมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ยืนยันมาตรการในการปรับระยะเวลาเปิด-ปิดด่านชายแดนยังคงไว้อยู่ เพราะสถานการณ์ยังคงดีขึ้นเล็กน้อยตรงที่กำลังทั้งสองฝ่ายได้ปรับกำลัง ไม่ได้เผชิญหน้ากัน ถือว่าดีขึ้น เพราะตราบใดที่ยังมีการเผชิญหน้ากันมันมีความเสี่ยงในการปะทะและการใช้อาวุธ ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งสองฝ่าย สุ่มเสี่ยงทั้งกำลังทหารและพี่น้องที่อยู่ชายแดน

ถามว่า มาตรการตัดน้ำตัดไฟจะเสนอต่อที่ประชุม สมช.อย่างไร พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า คงต้องพิจารณาตามสถานการณ์ ซึ่งเรื่องตัดน้ำตัดไฟขณะนี้มีอยู่ 2 เรื่องในเวลาเดียวกัน ทางหน่วยกำลังป้องกันชายแดนต้องการที่จะตัดน้ำตัดไฟ แต่ขณะเดียวกันทางศูนย์อำนวยการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (ศอ.ปชด.) ที่มีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้อำนวยการ ต้องการตัดน้ำตัดไฟในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคอลเซ็นเตอร์ จึงขึ้นอยู่กับ สมช.จะพิจารณาว่าจะดำเนินการหรือไม่ อย่างไร เหมาะสมหรือไม่ ที่จะดำเนินการในช่วงนี้

ซักว่าจะมีส่วนทำให้สถานการณ์ชายแดนกลับมาตึงเครียดอีกรอบหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ก็เนี่ย ก็ต้องช่วยกันพิจารณา ที่ผ่านมาไม่ได้แค่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำคนเดียว ทั้ง สมช.และรัฐบาลหารือกันในวงเล็ก

"มาตรการที่ดำเนินการอยู่ ขณะนี้รัฐบาลได้พิจารณาแล้วขอให้ยังดำรงมาตรการต่างๆ อยู่ต่อไป เพื่อประเมินว่า สถานการณ์จะเป็นไปในทิศทางใด แม้ปัจจุบันจะดีขึ้นเล็กน้อย แต่เราต้องดูต่อไป บางท่านถามว่าจะคงถึงวันที่ 14 มิ.ย. ที่จะมีการประชุมเจบีซีหรือไม่ ต้องตอบว่าไม่ใช่ เพราะต้องขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ อาจจะเร็วหรือช้ากว่านั้น สมช.จะประเมินอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเราจะดูท่าทีของฝ่ายกัมพูชา โดยไทยใช้แนวทางสันติอยู่แล้ว เราเน้นแนวทางพูดคุยและกลไกเจบีซี แต่เราจะดูท่าทีของกัมพูชาว่าจะพัฒนาไปในแนวทางที่ดีขึ้นหรือไม่ ถ้ามีแนวโน้มพัฒนาไปในทางที่ดี เราก็จะนำมาพิจารณาในเรื่องมาตรการควบคุมแนวชายแดนอีกครั้ง" พล.อ.ณัฐพลกล่าว

อดีตทูตประศาสน์ 'ปธ.JBCไทย'

ขณะที่ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีวุฒิสภาทำหนังสือขอให้รัฐบาลเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อหารือกรณีชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ได้รายงานเรื่องดังกล่าวในที่ประชุม ครม. โดยรวมเห็นกันว่าไม่มีความจำเป็นต้องเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพราะสถานการณ์คลี่คลายแล้ว และประชาชนเข้าใจสถานการณ์ได้ดีแล้ว

"วันนี้มีพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสภาสมัยสามัญที่เปิดวันที่ 3 ก.ค.นี้ ซึ่งถ้ารัฐบาลเสนอให้เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญอีกดูไม่สมควร ซึ่งที่ประชุม ครม.เห็นไปตามนี้ และไม่ต้องมีหนังสือตอบกลับไปยังวุฒิสภา" นายชูศักดิ์กล่าว

มีรายงานว่า ใน 1-2 วันนี้จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาของฝ่ายไทยวงเล็ก ที่กระทรวงต่างประเทศ เพื่อเตรียมการประชุม JBC ที่กรุงพนมเปญในวันที่ 14 มิ.ย. โดยคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(ฝ่ายไทย) ประกอบด้วย นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ประธานคณะกรรมาธิการฯ, ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้แทน เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการฯ ส่วนคณะกรรมาธิการ ได้แก่ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือผู้แทน, เอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ หรือผู้แทน, อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย, อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก หรือผู้แทน, อธิบดีกรมการปกครอง หรือผู้แทน, เจ้ากรมแผนที่ทหาร หรือผู้แทน, เจ้ากรมอุทกศาสตร์ หรือผู้แทน, ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน หรือผู้แทน, รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย, ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย, ผู้แทนกองบัญชาการกองทัพไทย, ผู้แทนกองทัพบก, ผู้แทนกองทัพเรือ

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการกองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เป็นกรรมาธิการและเลขานุการ, เจ้าหน้าที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เป็นกรรมาธิการและผู้ช่วยเลขานุการ รวมทั้งเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายภูมิธรรมได้แต่งตั้ง พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการนี้ด้วย

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.00 น. มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน, แกนนำกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.), กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) นำโดย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายสนธิ ลิ้มทองกุล เดินทางมาที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี กรณีข้อพิพาทไทย-กัมพูชา โดยเรียกร้องให้นายกฯ และ ครม. ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติให้เป็นรูปธรรม โดยให้เสร็จสิ้นก่อนการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (JBC) โดยมีนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เป็นตัวแทนรับหนังสือ

นายปานเทพกล่าวตอนหนึ่งว่า การยื่นหนังสือถึงนายกฯ ครั้งนี้ เป็นการรวมตัวกันของนักวิชาการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชน เพื่อต้องการให้ทำหน้าที่ปกป้องรักษาอธิปไตยความมั่นคงของชาติ จึงขอยื่นหนังสือถึงนายกฯ และครม. ตามข้อเรียกร้อง 6 ข้อ

สำหรับ 6 ข้อเสนอโดยสรุป 1.รัฐบาลต้องประกาศย้ำไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก ไทยจะใช้กลไกเจรจาทวิภาคีโดยใช้ JBC เท่านั้น 2.รัฐบาลต้องประท้วงอย่างเป็นทางการทั้งต่อกัมพูชาและสากลว่า ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย สามเหลี่ยมมรกต และศาลาตรีมุข เป็นดินแดน และทรัพย์สมบัติของไทย 3.ต้องแก้ไขคำพูดของนายภูมิธรรมที่กล่าวหาว่าการรุกล้ำของกัมพูชาเป็น No Man's Land ซึ่งต้องแก้ไขว่าเป็นแผ่นดินไทยเท่านั้น 4.สั่งการและมีมติให้กระทรวงการต่างประเทศยกเลิก MOU 2544 เพื่อยกเลิกเส้นไหล่ทวีปที่รุกล้ำอธิปไตยน่านน้ำไทย และให้ใช้กลไก JPC แทนการใช้แผนที่อ้างสิทธิ์ตาม MOU 2544 5.เพิ่มอำนาจต่อรองให้ราชอาณาจักรไทย ก่อนการเจรจา JBC และเปลี่ยนตัวนายประศาสน์ ที่เป็นประธาน JBC ฝ่ายไทย 6.ขอให้ลดเวลาการเปิดด่านไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่บ่อนกาสิโน

"หากสถานการณ์เลวร้ายลง ขอให้กองทัพไทยประกาศกฎอัยการศึก เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนอันมาจากความเกี่ยวพันทางเครือญาติที่ใกล้ชิดของผู้นำทางการเมืองของสองประเทศ" นายปานเทพกล่าว

ด้านนายสนธิกล่าวว่า หากถามว่าตนจะมีการลงถนนอีกหรือไม่นั้น หากจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย และขับไล่รัฐบาลชั่วช้า ถ้าจะลงถนนก็ไม่ขัดข้อง อายุ 78 ปีแล้ว ขอลงครั้งสุดท้ายก่อนตายก็ยินดี.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...