โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ประธานตลท. เร่งดึงธุรกิจ New Economy เข้าเทรดในตลาดหุ้นไทย เผยอยู่ระหว่างศึกษาแยกกระดานเทรด ตั้งเป้าบริษัทจดทะเบียนแตะ 1-1.5 พันราย

Wealthy Thai

อัพเดต 20 ต.ค. 2568 เวลา 21.36 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2568 เวลา 11.17 น.

ประธานตลท. เผยแผนเร่งด่วนฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าดึงบจ.กลุ่ม New Economy จดทะเบียนเพิ่ม หวังดันบริษัทจดทะเบียนแตะ 1,000-1,5000 ราย พร้อมศึกษาแยกกระดานเทรด จ่อคลายกฎซื้อหุ้นคืนเดือนพ.ค.นี้ มองลดจำนวนโบรกฯ หนุนเพิ่มคุณภาพบริการ
ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงประเด็นที่ต้องดำเนินงานการอย่างเร่งด่วนเพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กับตลาดหุ้นไทย ได้แก่ 1. การนำบริษัทที่มีธุรกิจอยู่ในกลุ่ม New Economy เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งในส่วนของบริษัทต่างประเทศ ซึ่งต้องดูว่าจะสามารถให้สิทธิประโยชน์ทางด้านใดเพิ่มเติมเพื่อจูงใจให้บริษัทเหล่านั้นเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยนอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมถึงบริษัทในไทยที่มีศักยภาพด้วย
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ วางเป้าหมายจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยประมาณ 1,000-1,500 บริษัท จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 800 บริษัท บนพื้นฐานของบริษัทที่เสียภาษีในประเทศไทยประมาณ 200,000 บริษัท
2. สร้างความเชื่อมั่นให้กับบริษัทจดทะเบียน มีความโปร่งใส นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้อย่างมั่นใจ ผ่านการปลดล็อคศักยภาพบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ Jump+ และ 3. ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลการเงินของบริษัทได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่หว่างศึกษาการแยกกระดานเทรดสำหรับธุรกิจในกลุ่ม New Economy เหมือนในตลาดหุ้นต่างประเทศที่มีดัชนีให้นักลงทุนเลือกเทรด เพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุน
ส่วนความคืบหน้าการผ่อนคลายกฎกระทรวงและเงื่อนไขการซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียน (Treasury Stock Buyback) เช่น สามารถทำโครงการซื้อหุ้นคืนได้ทันที จากเดิมบริษัทต้องรอระยะเวลาอีก 6 เดือนจึงจะสามารถซื้อหุ้นคืนได้อีกครั้ง และขยายระยะเวลาการจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนออกไปเป็น 5 ปี จากเดิมที่ 3 ปี คาดว่าจะเริ่มใช้กฎกระทรวงใหม่ได้ภายในเดือนพ.ค. นี้
โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค. - เม.ย.) บริษัทจดทะเบียนมีการซื้อหุ้นคืนมูลค่ารวมกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่ามูลค่าการซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียนในปีที่ผ่านมาทั้งปี ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่ม ROE แล้วยังทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นอีกด้วย
ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ ยังให้มุมมองว่าบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทยมีจำนวนมากเกินไป โดยอาจลดจำนวนลงเหลือครึ่งหนึ่งจากปัจจุบันที่มีอยู่ 39 ราย เนื่องจากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาบริษัทหลักทรัพย์มีผลขาดทุนต่อเนื่อง การลดจำนวนลงจะทำให้การแข่งขันในตลาดลดลง อาจหนุนการสร้างกำไร และทำให้คุณภาพการบริการปรับดีขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...