โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เส้นตายภาษีทรัมป์ แรงกระแทกใหญ่ต่อเศรษฐกิจไทย

The Momentum

อัพเดต 11 ก.ย 2568 เวลา 17.30 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 09.09 น. • THE MOMENTUM

เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกทั้งใบสั่นสะเทือนเมื่อทรัมป์ประกาศกร้าวเดินหน้ากำแพงภาษี ‘วันปลดแอกสหรัฐฯ’ (Liberation Day) ที่จะเริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าทุกอย่าง 10% โดยจะมีการพิจารณาเรียกเก็บภาษีตอบโต้กับสินค้าบางประเภท และรายประเทศโดยอิงจากดุลการค้าของสหรัฐฯ และประเทศนั้นๆ

กำแพงภาษีดังกล่าวมีตั้งแต่ราว 10% ไปจนถึง 50% โดยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็โดนหนักกันถ้วนหน้า นำทีมโดยกัมพูชา 49%, ลาว 48%, เวียดนาม 46%, ไทย 36%, อินโดนีเซีย 32%, มาเลเซีย 24% และฟิลิปปินส์ 17% ซึ่งมีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นตัวเลขที่คิดคำนวณมาอย่าง ‘มักง่าย’ เพราะเป็นการเทียบสัดส่วนมูลค่าการค้าที่ประเทศเหล่านี้เกินดุลกับสหรัฐฯ ต่อมูลค่าการส่งออกทั้งหมดแล้วนำมาหารสองเพื่อกำหนดอัตรากำแพงภาษี

แม้จะคำนวณด้วยวิธีเรียบง่ายจนน่าหัวเราะ แต่ผลของมาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดทั่วโลก สะท้อนจากมูลค่าตลาดหุ้นที่ดิ่งลงเหวอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ทรัมป์จึงแก้เก้อด้วยการชะลอมาตรการทางภาษีดังกล่าวออกไป 90 วันเพื่อเปิดโอกาสให้นานาประเทศตบเท้าเข้าเจรจาพร้อมกับตั้งชื่อแคมเปญว่า ‘90 ดีลใน 90 วัน’ โดยล่าสุดมีเพียง 3 ประเทศเท่านั้นที่บรรลุข้อตกลงทั้งแบบทางการและกึ่งทางการ นั่นคือ สหราชอาณาจักร จีน และเวียดนาม

เหล่านักลงทุนในวอลล์สตรีตบางกลุ่มตั้งฉายาให้ทรัมป์ว่า TACO ย่อมาจาก Trump Always Chickens Out หรือแปลเป็นไทยว่า ‘ทรัมป์พร้อมถอย’ โดยเฉพาะในกรณีที่ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวในทางที่ไม่เป็นไปตามคาด แต่ท่าทีล่าสุดของทรัมป์คือประกาศกร้าวว่า คราวนี้จะไม่ถอยและเริ่มร่อนจดหมายให้นานาประเทศที่ไม่สามารถปิดการเจรจาได้เพื่อแจ้งอัตราภาษีที่ต้องเจอหลังวันที่ 1 สิงหาคม 2568 โดยประเทศไทยยังคงไว้ที่ 36% เช่นเดียวกับอินโดนีเซียและมาเลเซีย ส่วนลาวและกัมพูชาลดลงเหลือ 40 และ 36%ตามลำดับ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็เปิดเผยว่า ไทย ‘ยังปิดดีลไม่ได้’ แม้เส้นตายจะใกล้เข้ามาเต็มทีซึ่งนับเป็นสัญญาณที่เลวร้ายอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจไทย และนับเป็นผลงานที่น่าผิดหวังสำหรับฟากฝั่งรัฐบาลที่ก่อนหน้านี้ชี้แจงว่า การเข้าเจรจาแม้จะล่าช้าแต่ดำเนินการตามขั้นตอนด้วยทีมผู้มีประสบการณ์

เศรษฐกิจไทยเตรียมรับแรงกระแทก

นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เราคงได้ยินหลายคนบ่นว่า เศรษฐกิจซบเซา ร้านค้าเงียบเหงา หรือธุรกิจปิดตัว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขชี้วัดทางเศรษฐกิจระดับมหภาคของไทยในช่วงครึ่งปีแรกนับว่าไม่ได้ย่ำแย่ โดยเฉพาะตัวเลขการส่งออกที่เติบโตโดดเด่นและภาพรวมของเศรษฐกิจไทยที่ไม่น่ากังวลอะไร เช่นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยทุบสถิติมูลค่าสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 35 % เมื่อเทียบกับปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ภาพนั้นอาจเป็นเพียง ‘ความปกติสุขก่อนหายนะ’ เพราะสถิติการส่งออกที่พุ่งกระฉูดเช่นนี้ยังพบได้ในประเทศเวียดนาม และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะไต้หวันที่มียอดการส่งออกไปสหรัฐฯ ทะยานเพิ่มขึ้นกว่า 90 % มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้สะท้อนความกังวลต่อความไม่แน่นอนของมาตรการทางภาษี เหล่าผู้ซื้อในสหรัฐฯ จึงรีบ ‘กักตุน’ สินค้าเพราะไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากผ่านเส้นตาย 90 วัน

หากเราปิดดีลไม่ได้ เดือนสิงหาคมเป็นต้นไปคือ ‘ของจริง’

การส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ คือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทยด้วยสัดส่วนสูงถึง 18 %ในปีที่ผ่านมา หมายความว่า มูลค่าสินค้าส่งออกจากไทย 100 บาทมีปลายทางอยู่ที่สหรัฐฯ ถึง 18 บาท มาตรการกำแพงภาษีย่อมส่งผลกระทบต่อตัวเลขนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า หากประเทศไทยโดยภาษี 36% จริง การส่งออกอาจหดตัวติดลบจนฉุดจีดีพีไทยที่โตต่ำอยู่แล้วให้ลดลงเหลือ 1.4 ถึง 1.9 %ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดการณ์ว่า จีดีพีไทยจะเติบโตที่ 1.3 ถึง 2.3%รั้งท้ายทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียน

อุตสาหกรรมที่จะเผชิญผลกระทบอย่างรุนแรงก็หนีไม่พ้นกลุ่มชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ที่สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยและมีส่วนแบ่งตลาดร่วมครึ่งหนึ่ง รองลงมาคือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ที่มูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ คิดเป็น 1 ใน 3 และที่น่าจับตาคือ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตรอย่างกลุ่มข้าว อาหารทะเลแปรรูป และยางพาราซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมดาวเด่นของไทย

แต่ผลกระทบไม่ได้จบแค่ปัญหาเรื่องการส่งออกไปสหรัฐฯ เท่านั้น เนื่องจากสหรัฐฯ ปิดดีลการค้ากับประเทศต่างๆ ได้น้อยมาก นั่นหมายความว่า คู่ค้าสำคัญของไทยไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป อาจเผชิญกำแพงภาษีอัตราสูงเช่นกันและอาจส่งผลให้เศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว กระทบต่อเนื่องมายังความต้องการสินค้าไทยอีกระลอกหนึ่ง ยังไม่นับว่าสินค้าปริมาณมหาศาลที่ไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ ก็อาจทะลักมายังประเทศไทยอีกด้วย

โจทย์ยากของไทย ในวันที่ไร้อำนาจต่อรอง

กระบวนท่าสำคัญที่ 3 ประเทศใช้เพื่อปิดดีลกับทรัมป์ได้สำเร็จนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ก็นับเป็นการแลกได้แลกเสียที่สมน้ำสมเนื้อ ผู้เขียนขอสรุปสั้นๆ เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาสำหรับการออกแบบ ‘ดีล’ สำหรับประเทศไทยดังนี้

ชาติแรกคือ สหราชอาณาจักรที่ปิดดีลได้สำเร็จเป็นประเทศแรก ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งดีลนี้ได้มาเพราะโชคช่วย เนื่องจากทรัมป์ถูกชะตากับ เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร มาแต่ไหนแต่ไรอีกทั้งยังประทับใจเมื่อคราวเยือนอังกฤษตอนปี 2019 และเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ที่สำคัญคือ สหราชอาณาจักรไม่เคยขัดแย้งทั้งทางการค้าและทางนโยบายกับสหรัฐฯ สหราชอาณาจักรจึงได้รับภาษีอัตราพิเศษเมื่อส่งออกชิ้นส่วนเครื่องบินและรถยนต์ไปยังสหรัฐอเมริกา โดยแลกกับการลดภาษีนำเข้าเนื้อวัวและเอทานอลจากสหรัฐฯ พร้อมกับให้คำมั่นว่า จะจำกัดอิทธิพลของธุรกิจจีน

ชาติที่ 2 คือ จีน ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐฯ มาอย่างเนิ่นนาน และเป็นเป้าหมายแรกของสหรัฐฯ ในการตั้งกำแพงภาษีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่า จีนถือไพ่เหนือกว่าสหรัฐฯ อยู่พอตัว เพราะการกีดกันทางการค้าในอดีตกลับกลายเป็นการเปิดทางให้จีนพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองขึ้นมา เช่นเดียวกับนโยบายหันมาพึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ และการเป็นผู้นำด้านแบตเตอรีและพลังงานหมุนเวียน ทั้ง 2 ฝ่ายจึงตกลงกันได้ไม่ยากทั้งการลดอัตราภาษีชั่วคราว และพักมาตรการตอบโต้ โดยมีข้อตกลงสำคัญคือ การที่จีนยังส่งแร่ธาตุหายากซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัยให้กับสหรัฐฯ ต่อไป

ชาติล่าสุดคือ เวียดนาม แม้จะยังไม่มีการประกาศเป็นลายลักษณ์อักษร แต่สื่อหลายสำนักก็เผยแพร่รายละเอียดคร่าวๆ หลังทรัมป์ประกาศปิดดีลไปเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเวียดนามจะได้ลดอัตราภาษีนำเข้าจากเดิม 46% เป็น 20% โดยแลกกับการเปิดตลาดนำเข้าสินค้าเกษตร ก๊าซเหลว และรถยนต์เอสยูวีจากสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงเรียกเก็บภาษีสินค้าผ่านทาง (Transshipment) ที่เวียดนามนำเข้ามาจากประเทศอื่นแล้วส่งตรงไปยังสหรัฐฯ ในอัตรา 40%

หันกลับมามองประเทศไทย ผู้นำของเราไม่ได้ถูกตาต้องใจทรัมป์เท่ากับนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เราไม่มีอำนาจต่อรองหรือมีแร่หายากเหมือนจีน ที่พอจะเทียบเคียงกันได้คือ เวียดนาม ซึ่งหากพิจารณากลยุทธ์ของเราก็ค่อนข้างคล้ายกันคือ เสนอว่าจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะก๊าซเหลว ข้าวโพด และกากถั่วเหลือง แต่คำปฏิเสธจากฝั่งสหรัฐฯ ก็ชัดเจนว่า ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่จูงใจพอ

หากจะเดินตามรอยเวียดนามแล้วเปิดตลาดรถยนต์ ผมเองมองว่าเป็นไปได้ยากและผลกระทบค่อนข้างมากเนื่องจากอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นคือ กลจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และปัจจุบันนี้อุตสาหกรรมดังกล่าวก็เจอศึกหนัก เพราะต้องชนกับรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนอยู่แล้ว ทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้คือ การเสนอให้เก็บภาษีเฉพาะสินค้าผ่านทางในอัตราสูงเหมือนกับข้อเสนอของเวียดนาม

สินค้าผ่านทางคือ หนามยอกอกของสหรัฐฯ มาเนิ่นนาน เพราะคู่ปรับอย่างจีนใช้ช่องทางดังกล่าวเพื่อเล็ดลอดกำแพงภาษีตั้งแต่ตอนที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก โดยการส่งออกสินค้าดังกล่าวมายังประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตีตราเป็นสินค้าจากประเทศอื่นแล้วส่งต่อไปยังสหรัฐฯ นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงซึ่งสังเกตได้จากตัวเลขระดับมหภาค ที่การส่งออกของจีนมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พุ่งกระฉูด รวมถึงการสืบสวนในรายกรณีที่พบการระบุ ‘ประเทศต้นทาง’ ของสินค้าเสียใหม่เพื่อเลี่ยงกำแพงภาษีทั้งที่สินค้าเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว

แน่นอนว่า การทำเช่นนี้ย่อมกระเทือนต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน แต่ถ้าเวียดนามซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนอย่างยิ่งยังทำได้ เราเองก็น่าจะทำได้เหมือนกัน

ถึงเวลาต้องยอมรับความเป็นจริงแล้วว่า การจะปิดดีลกับสหรัฐฯ โดยไม่เสียอะไรเลยอาจเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องเตรียมแผนไว้ว่า จะเยียวยาอุตสาหกรรมหรือกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร เพราะถ้าไทยต้องเจอกับกำแพงภาษีสูงลิ่วเช่นนี้จริง เศรษฐกิจไทยอาจซึมยาวโดยไม่รู้ว่าเมื่อไรจะกลับมาลุกขึ้นยืนแล้วเดินหน้าต่อได้อีกครั้ง

อ้างอิงข้อมูล

How to strike a trade deal with Donald Trump

Why the U.S.-Vietnam ‘Transshipment’ Clause Complicates Trade Tensions with China

Why East Asia Is a Target of Trump’s Tariff War, in Six Charts

Southeast Asian countries don’t have much leverage in US trade talks

เส้นตาย 90 วัน ‘ภาษีทรัมป์’ ไทยเจรจาถึงไหน? แต่ละประเทศ ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ

ทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ ไทยโดนหนัก 36% และเสี่ยงต่อผลกระทบรุนแรงจากการค้าโลกที่จะหดตัว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...