โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศบ.ทก. เผย แรงงานต่างด้าว ใบอนุญาตหมดอายุอยู่ต่อได้ พร้อมแจง เลขาฯ ยูเอ็น ข้อเท็จจริงหลังกัมพูชาฟ้องศาลโลก

สยามรัฐ

อัพเดต 07 ก.ค. 2568 เวลา 11.23 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2568 เวลา 11.23 น.

วันที่ 7 ก.ค. 68 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย และ นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ ศบ.ทก. ประจำวันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม 2568

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า การรายงานผลการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.ครั้งที่ผ่านมา 4 กรกฎาคม 2568 ซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งที่ 6 โดยยืนยันว่า ทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีมติมอบอำนาจให้ทางศบ.ทก.ดำเนินการแก้ไขปัญหาความตึงเครียดตามแนวชายแดนให้คลี่คลายลงโดยศบ.ทก.มีอำนาจเต็มในเรื่องของการกำหนดมาตรการ ไม่ว่ารวมไปถึงการเพิ่มมาตรการทางสถานการณ์เลวร้าย หรือผ่อนคลายมาตรการทางสถานการณ์ดีขึ้น โดยเน้นย้ำในเรื่องของการหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหาร

ขณะเดียวกันที่ประชุมสมช. ยังมีการกล่าวถึง การแก้ไขอาชญากรรมข้ามชาติให้มีมาตรการกดดันที่เข้มงวดและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางศบ.ทก.มีขอบเขตหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดนในลักษณะเฉพาะกิจ โดยในมิติของงานปกติยังคงเป็นการทำงานของหน่วยงานตามสายงานปกติ

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า มาตรการการผ่านแดน หรือจุดผ่านเข้าออก ของประชาชนทั้งสองฝ่ายที่ได้รับอนุญาตทั้งในกลุ่มประชาชนที่พักอาศัยในพื้นที่ ท้องถิ่นที่สามารถเดินทางผ่านเข้าออกเพื่อจับจ่ายใช้สอยสินค้าอุปโภคบริโภค หรือแม้กระทั่งกลุ่มเปราะบางที่จำเป็นทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ยังคงอนุญาตให้ดำเนินการผ่านเข้าออกได้เช่นกัน เช่นเดียวกับกลุ่มนักเรียนนักศึกษา เราคำนึงถึงความเสียหายหากทางนักเรียนไม่สามารถมาศึกษาในสถาบันของตัวเองได้ พร้อมกับการขนส่งเวชภัณฑ์ และผู้ป่วยที่ต้องเข้ามารับการรักษาพยาบาล ที่ต้องเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม

โดยตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีตัวเลข ผ่อนปรนมาตรการผ่านเข้าออกโดยกลุ่มที่สามารถเดินทางเข้ามาอย่างฝั่งกองกำลังบูรพา มีบุคคลเข้าราชอาณาจักร 212,766 คน กลุ่มประชาชนเดินทางออกจากราชอาณาจักร 206,100 คน ฝั่งกองกำลังสุรนารีมีการเข้าออก 2,454 คน

ส่วนกรณีที่ทางศบ.ทก.พยายามจะมีมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าแรงงานต่างด้าว ยืนยันว่า ศบ.ทก.ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการประชุมหารือแนวทางในการผ่อนปรน โดยบูรณาการหารือกับผู้แทนกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงแรงงานและกระทรวงมหาดไทย โดยได้มีการรายงานความคืบหน้าที่ผ่านมา 4 กรกฎาคม กระทรวงแรงงานโดยกรมการจัดหางาน จัดการประชุมบริหารจัดการของคนต่างด้าวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันโดยพิจารณาการแก้ไขข้อขัดข้องที่เกิดขึ้นกับคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานตามมาตรา 64 โดยกระทรวงมหาดไทยจะพิจารณาผ่อนผันแรงงานต่างด้าวที่มีใบอนุญาตแต่หมดอายุและอยู่ในประเทศไทยอยู่ต่อได้เป็นกรณีพิเศษโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆจนกว่าด่านชายแดนจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ และภายหลังที่ดังเปิดเป็นปกติให้คนต่างด้าวเหล่านั้นเดินทางออกนอกราชอาณาจักรภายใน 14 วัน ขณะที่กระทรวงแรงงานจะออกมาตรการให้คนต่างด้าวสามารถยื่นคำขออนุญาตทำงานพร้อมเอกสารและหลักฐานการทำงานต่อในทะเบียนอนุญาต โดยสามารถทำงานได้ครั้งละ 90 วันและต้องต่อใบอนุญาตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันคนต่างด้าวที่มีงานทำอยู่แล้วสามารถเปลี่ยนนายจ้างและเพิ่มนายจ้างได้ 3 รายตลอดระยะเวลาในพื้นที่จังหวัดที่คนต่างด้าวนั้นได้รับอนุญาตทำงาน

โดยจากผลการประชุมของคณะทำงานที่ผ่านมา กรมการจัดหางานจะนำผลการประชุมเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ในวันที่ 8 กรกฎาคม หรือวันพรุ่งนี้ ก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาในโอกาสต่อไป โดยหากมีการประกาศของครม.จะมีผลย้อนหลังให้ถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2568

ขณะที่ นางมาระตี กล่าวถึงมิติการต่างประเทศ ว่า กลไกภายในกระทรวงการต่างประเทศ ในการบริหารสถานการณ์ขณะนี้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดของสถานการณ์ไทยกัมพูชาได้ดำเนินการประสานงานด้านต่างๆในมิติการต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จัดตั้งคณะทำงานระดับกระทรวง เพื่อติดตามสถานการณ์และประสานงานสนับสนุนการบูรณาการภายในกระทรวง และกรมที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงเผยแพร่ข้อมูลระหว่างกระทรวงกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศทั่วโลก

นางมาระตี ยังกล่าวอีกว่า ตามที่ปรากฏรายงานข่าวในสังคมออนไลน์เมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมา เกี่ยวกับหนังสือของเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ถึงเลขาธิการสหประชาชาติลงเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 แจ้งความประสงค์ของกัมพูชาที่จะฟ้องร้องเกี่ยวกับประเด็นชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ ทำกระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการไปที่เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ให้มีหนังสือเช่นกันถึงเลขาธิการสหประชาชาติแล้ว เพื่อชี้แจงถึงข้อเท็จจริง ตลอดจนท่าทีและการดำเนินการของฝั่งไทย ในเรื่องนี้เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรมและฝ่ายไทยได้ขอให้เลขาธิการสหประชาชาติเวียนหนังสือชี้แจงของไทยเป็นเอกสารของสำนักงานสหประชาชาติเพื่อให้สมาชิกสหประชาชาติทั้ง 193 ประเทศได้รับทราบเช่นกัน ยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจและชี้แจงจุดเดิมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และเมื่อวันที่ 6 ก.ค. กระทรวงการต่างประเทศได้ออกข่าวสารนิเทศอีก 1 ฉบับเพื่อชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับท่าทีของไทยและข้อคิดเห็นในเรื่องนี้ เพื่อประโยชน์ของการทำความเข้าใจที่ถูกต้องโดยเฉพาะในพื้นที่สื่อในขณะนี้มีการนำเสนอข้อมูลจำนวนมากจากหลายแหล่งซึ่งบางส่วนอาจไม่ได้นำเสนอข้อเท็จจริงทั้งหมด จึงได้มีการชี้แจงในการดำเนินการของฝ่ายไทย ตั้งแต่เกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชา เมื่อวันที่ 28 พ.ค.และจุดยืนของรัฐบาลไทย คือการแก้ไขปัญหาเขตแดนกับกัมพูชาด้วยสันติวิธีภายใต้พันธกรณี 2543 ที่ทั้งสองฝ่ายต้องแก้ไขปัญหาเขตแดนผ่านการเจรจาภายใต้กลไก JBC

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...