ศาลเข้ม! คดี “ทักษิณ” ชั้น 14 รพ.ตร. ห้ามสื่อเผยแพร่-นำกระดาษเข้าห้อง
ศาลเข้ม! คดี “ทักษิณ” ชั้น 14 รพ.ตร. ห้ามสื่อเผยแพร่-นำกระดาษเข้าห้อง ขณะที่ พยานยัน ”ทักษิณ“ อ่อนเพลียจริง
วันที่ 8 ก.ค. 2568 ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีการนัดพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 ซึ่งเป็นคดีที่อัยการสูงสุดร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย คดีชั้น 14 รพ.ตำรวจ
การพิจารณาในวันนี้เป็นการไต่สวนนัดที่ 3 โดยศาลเริ่มออกนั่งบัลลังก์เวลา 09.00 น. และมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยไม่ต้องเดินทางมาศาล โดยให้ทนายความเป็นผู้แทนเข้าร่วมรับฟังการไต่สวนแทน ในวันนี้เป็นการไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์จำนวนทั้งสิ้น 9 ปาก
บรรยากาศภายในห้องพิจารณาคดีเป็นไปอย่างเคร่งเครียดและเป็นทางการ โดยมีบุคคลภายนอกเข้าร่วมสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด อาทิ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์, นายสมชาย แสวงการ และ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่มีบทบาททางการเมืองและติดตามคดีนี้มาโดยตลอด
กระบวนการไต่สวนในช่วงเช้ามีความเข้มข้น ศาลได้ไต่สวนพยานได้จำนวน 5 ปาก ในช่วงเช้า ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คน , นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คน , นักทรัพยากรบุคคลจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คน , หัวหน้างานตรวจค้นจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คน , อดีตพนักงานราชการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คน และจะดำเนินการไต่สวนพยานอีก 4 ปากในช่วงบ่าย โดยเริ่มในเวลา 13.00 น.
ผู้สื่อข่าว The Room 44 รายงานว่า ประเด็นการซักถามพยานปากที่ 1–4 ในวันนี้ มุ่งเน้นไปที่การกำกับดูแลความเรียบร้อยในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้คุม การใช้อำนาจหน้าที่นอกเหนือเวลาราชการ รวมถึงเหตุการณ์ในคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ซึ่งเป็นคืนที่เกิดเหตุ
ศาลเริ่มการเบิกความตั้งแต่ช่วงเช้า โดยพยานทั้ง 4 คนต่างอยู่ในเหตุการณ์คืนดังกล่าว และมีบทบาทในการควบคุมตัวจำเลยเพื่อส่งไปรักษายังโรงพยาบาลตำรวจ การซักถามเน้นไปที่เหตุผลในการส่งตัวจำเลยไปยังโรงพยาบาลราชทัณฑ์ก่อน และพิจารณาศักยภาพของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในการดูแลผู้ป่วยภายในเรือนจำ
พยานยืนยันว่า จำเลยมีอาการอ่อนเพลียในคืนเกิดเหตุ และการส่งตัวไปยังโรงพยาบาลตำรวจเป็นอำนาจหน้าที่ของพยาบาลเวร ผู้คุมไม่มีบทบาทในการประสานงานโดยตรง แต่ให้ความไว้วางใจต่อการตัดสินใจของพยาบาลเวรเนื่องจากมีความรู้ความสามารถในวิชาชีพ
เมื่อจำเลยถึงโรงพยาบาลตำรวจ ได้เข้าพักรักษาตัวที่ชั้น 14 ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติสำหรับผู้ต้องขังที่มีอาการเจ็บป่วย ไม่มีการปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษแต่อย่างใด
สำหรับพยานปากที่ 5 ให้การว่า ในคืนเกิดเหตุ ตนมีหน้าที่เพียงออกคำสั่งเท่านั้น ไม่ได้ขึ้นไปติดตามยังชั้น 14 และไม่ทราบรายละเอียดการประสานงานของพยาบาลเวรโดยตรง ทำให้การไต่สวนพยานรายนี้ใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากไม่มีบทบาทหรืออยู่ในเหตุการณ์โดยตรง
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากเสร็จสิ้นการเบิกความพยานทั้ง 5 ปากในช่วงเช้า ศาลได้ชี้แจงข้อตกลงเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ พร้อมกำชับว่า หากสื่อมวลชนฝ่าฝืน อาจมีมาตรการห้ามนำกระดาษหรืออุปกรณ์ใด ๆ เข้าห้องพิจารณา และมีแนวโน้มที่ศาลจะพิจารณาให้มีการไต่สวนลับในการนัดถัดไป