โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับ 2 ผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 300 ล้าน สารภาพกลับไทยเพราะสถานการณ์ชายแดนกัมพูชาตึงเครียด

THE STANDARD

อัพเดต 05 ก.ค. 2568 เวลา 09.27 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2568 เวลา 09.27 น. • thestandard.co
จับ 2 ผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 300 ล้าน สารภาพกลับไทยเพราะสถานการณ์ชายแดนกัมพูชาตึงเครียด

วันนี้ (5 กรกฎาคม) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาสำคัญ 2 ราย คือ วราเมษ และ สมศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ หลังก่อเหตุหลอกลวงเหยื่อจนสูญเงินไปกว่า 300 ล้านบาท ผู้ต้องหาสารภาพว่าหลบหนีกลับเข้าประเทศไทยเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบระหว่างไทย-กัมพูชา

พล.ต.ท.ไตรรงค์ เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายจากคดี Hybrid Scam แจ้งความออนไลน์ว่าถูกบุคคลใช้โปรไฟล์หน้าตาดีหลอกให้ร่วมลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี จนหลงเชื่อโอนเงินไปถึง 147 ครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 308 ล้านบาท พบว่ามีการโอนเข้าบัญชีม้า 79 บัญชี ตำรวจไซเบอร์จึงรวบรวมหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 76 ราย และจับกุมได้แล้ว 46 ราย

จากการขยายผลคดีดังกล่าว ตำรวจพบหลักฐานเชื่อมโยงว่า ผู้ต้องหาบางรายในขบวนการนี้มีความเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีชาวจีนเป็นหัวหน้าและมีฐานปฏิบัติการอยู่ที่ ภูริคาสิโน เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดยแก๊งนี้ใช้วิธีการอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ข่มขู่ให้เหยื่อโอนเงินเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา

ขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้แบ่งหน้าที่ออกเป็น 4 ส่วนหลัก

สายที่ 1: ทำหน้าที่ติดต่อเหยื่อและหลอกลวงตามบทที่ได้รับ

สายที่ 2: เข้ามาสนทนาต่อเพื่อสร้างความมั่นใจให้เหยื่อหลงเชื่อ โดยอ้างตัวเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ

สายที่ 3: อ้างตัวเป็น พันตำรวจเอก สนทนาเพื่อทำให้เหยื่อหลงเชื่ออย่างสนิทใจ

สายสนับสนุน: ทำหน้าที่ปลอมแปลงเอกสารราชการ จัดหาบัญชีม้า เป็นต้น

ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานและขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้เพิ่มเติมอีก 44 ราย

จากการสอบปากคำ วราเมษ และ สมศักดิ์ ทั้งสองคนให้การรับสารภาพว่า ตนเกิดความหวาดกลัวจาก ความไม่สงบระหว่าง 2 ประเทศ (ไทย-กัมพูชา) จึงตัดสินใจเดินทางกลับเข้ามาพักอาศัยในภูมิลำเนา ก่อนจะถูกจับกุมตัวได้ในที่สุด

ผู้ต้องหาอ้างว่าถูกหลอกให้ไปทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีหน้าที่เป็น สายที่ 3 ซึ่งอ้างตัวเป็นพันตำรวจเอก สภ.มุกดาหาร สั่งให้เหยื่อโอนเงินเพื่อปิดคดี ทั้งสองให้การว่าเคยหลอกเหยื่อให้โอนเงินสูงสุดถึง 12 ล้านบาท โดยจะได้รับค่าตอบแทน 3.5% ของยอดเงินที่หลอกได้ และได้รับค่าตอบแทนรายเดือนละ 25,000 บาท

ส่วนเงินที่ผู้เสียหายโอนเข้าบัญชีของผู้ต้องหาทั้งสองรายนั้น ยังอยู่ระหว่างการประสานข้อมูลกับกองบังคับการปราบปราม เพื่อตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการ กองร้อยปอยเปต ที่ กองปราบฯ กำลังสืบสวนอยู่หรือไม่

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสอบสวนทำให้ทราบว่าอาจมีกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับในคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวนมากเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยจากสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าว จึงขอฝากประชาสัมพันธ์ถึงผู้ต้องหาที่เหลือให้เข้ามามอบตัว

ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนถูกดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และร่วมกันฟอกเงิน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...