โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

กฎหมายลดภาษีครั้งใหญ่ของสหรัฐมีผลบังคับใช้ ทรัมป์ลั่น “เป็นชัยชนะ”

เดลินิวส์

อัพเดต 05 ก.ค. 2568 เวลา 11.22 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2568 เวลา 00.53 น. • เดลินิวส์
กฎหมายปรับลดภาษีครั้งใหญ่ของสหรัฐ มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ หลังลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่หลายฝ่ายกังวลว่า จะยิ่งสั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามให้กฎหมายที่มีชื่อว่า "กฎหมายที่ยิ่งใหญ่และงดงาม" (One Big Beautiful Bill) ซึ่งเป็นกฎหมายจัดระเบียบการใช้จ่ายและภาษีครั้งใหญ่ ที่เสนอโดยทรัมป์ และถือเป็นหัวใจของการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากเป็นการผลักดันให้มาตรการลดภาษีชั่วคราวหลายส่วน ซึ่งมีผลในยุครัฐบาลทรัมป์สมัยแรก มีผลบังคับใช้อย่างถาวรในสมัยนี้ ให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันชาติสหรัฐ

ทรัมป์ยืนยันว่า กฎหมายฉบับนี้ "คือชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของอเมริกา" ขณะที่นายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ กล่าวว่า กฎหมายที่ยิ่งใหญ่และงดงาม คือการแก้ไข “หายนะ” ที่รัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ทำไว้ ขณะที่ทรัมป์กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้ “เป็นกฎหมายฉบับยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่สหรัฐเคยบัญญัติ”

อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่า กฎหมายดังกล่าวจะกลายเป็นการเพิ่มหนี้สินของประเทศอีก 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 110.11 ล้านล้านบาท) ภายในระยะเวลาอีก 10 ปีข้างหน้า เนื่องจากจะเป็นการปรับลดงบประมาณของโครงการช่วยเหลือของรัฐหลายโครงการ หนึ่งในนั้นคือ โครงการประกันสุขภาพ “เมดิเคด” สำหรับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งกฎหมายใหม่อาจทำให้มีผู้รับสิทธิประกันสุขภาพต้องสูญเสียความคุ้มครองมากถึง 17 ล้านคน แล้วนำไปสมทบให้กับโครงการอื่น รวมถึงด้านพลังงาน และการควบคุมพรมแดน

ด้านสำนักงานงบประมาณสภาคองเกรส (ซีบีโอ) ประเมินว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะทำให้คนรวย 10% แรกของสหรัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่คนจน 10% แรกจะจนกว่าเดิม ซึ่งเป็นผลจากการตัดงบประมาณสนับสนุนสวัสดิการสาธารณะ

กระนั้น นางแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ยืนกรานว่า ร่างกฎหมายนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐให้เติบโตได้ถึง 5.2% และช่วยประหยัดงบประมาณส่วนกลางได้ถึง 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 51.82 ล้านล้านบาท).

เครดิตภาพ : AFP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...