ลุ้นอัตราภาษีตอบโต้ ‘ทรัมป์’ กังวลเวียดนามปิดดีลต่ำกว่า
“พิชัย” ยังเจรจาภาษีทรัมป์ไม่เสร็จ รอลุ้นอัตราภาษีตอบโต้สุดท้ายจะอยู่ที่ระดับไหน ขณะที่ข้อตกลงกับเวียดนามจะกลายเป็นบรรทัดฐานในการเจรจากับประเทศกลุ่มอาเซียน ลดอัตราภาษีตอบโต้ลงเหลือ 20% แต่มีภาษีแอบอ้างถิ่นกำเนิดสกัดสินค้าจีนอีก 40% ด้านผู้ส่งออกกังวลถ้าอัตราภาษีสูงกว่าเวียดนาม สินค้าส่งออกแข่งไม่ได้
“ไทย” กลายเป็นประเทศในกลุ่มท้าย ๆ ที่เพิ่งจะเริ่มต้นเจรจาเพื่อลดภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับ Mr.Jamieson Green ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในขณะที่ “เส้นตาย” การถูกเก็บภาษีตอบโต้ ซึ่งประเทศไทยถูกประกาศไว้ที่อัตราร้อยละ 36 จะมีผลบังคับใช้หลังวันที่ 9 กรกฎาคม หลังครบกำหนดระยะเวลาผ่อนผันเพื่อเปิดให้มีการเจรจาการค้าครบ 90 วันไปแล้ว
ในขณะที่ “เวียดนาม” ซึ่งถือเป็นประเทศคู่แข่งขันของไทยเพียงประเทศเดียวในกลุ่มอาเซียนที่จะถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้สูงถึงร้อยละ 46 สามารถบรรลุการเจรจาการค้ากับสหรัฐได้ทันเวลาพอดี ด้วยกรอบความตกลงที่ว่า เวียดนามจะถูกเก็บภาษีตอบโต้ร้อยละ 20 หรือเป็นอัตราที่ต่ำกว่าไทยร้อยละ 16 การเก็บภาษีแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าอีกร้อยละ 40 และลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐบางกลุ่มเป็นร้อยละ 0 กำลังจะกลายเป็นบรรทัดฐานในการเจรจากับประเทศในกลุ่มเดียวกัน รวมทั้งประเทศไทย เพื่อลดการขาดดุลการค้าและ “ปิดล้อม” สินค้าจีนในที่สุด
ลุ้นผลเจรจา “พิชัย” USTR
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐ “แม้ยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้าย แต่ทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ระหว่างเจรจาในหลายระดับ” ซึ่งส่วนตัวมองว่า เรื่องนี้อาจไม่จบง่าย 100% อาจจะต้องมีการเปิดเวทีเพื่อให้มีการพูดคุยกันต่อ รวมถึงเชื่ออีกว่า “สหรัฐจะเข้าใจ และจะมีการเลื่อนกรอบระยะเวลาที่จะมีผลกระทบออกไปอีก” ส่วนอัตราภาษีตอบโต้ “สรุปสุดท้ายจะออกมาอยู่ที่อัตราเท่าใดนั้น ยังไม่สามารถบอกได้” เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา แต่เชื่อมั่นว่าจะมีผลลัพธ์ที่ดี
ส่วนผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและเวียดนาม ไม่อยากให้ตกใจ แต่ก็ยอมรับว่า “น่าห่วงกับเวียดนาม” เนื่องจากอัตราภาษีตอบโต้ที่เวียดนามเจรจาลดลงมาได้ หรือจะถูกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตรา 20% ขณะที่สินค้าสหรัฐที่นำเข้าเวียดนามจะได้อัตราภาษี 0% อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า “เทียบกับไทยไม่ได้” เพราะหากมองเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศค่อนข้างแตกต่างจากไทยที่มีความสัมพันธ์กับสหรัฐมายาวนาน แม้เรื่องนี้จะใช้ชั่งน้ำหนักในการเจรจามากไม่ได้ แต่ก็เป็นความหวังหนึ่ง
“ฝ่ายไทยมีความหวังว่า ประเทศไทยจะยังคงอยู่ในระดับที่ดีที่สุดหรือจุดที่ก่อนจะมีการเก็บภาษีที่ 10% หรือไม่ แต่จากการติดตามผลการเจรจาของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม พบว่า ตัวเลขที่ออกมาค่อนข้างน่าเป็นห่วง ต้องยอมรับว่ามีความกังวล” นายจุลพันธ์กล่าว
ทั้งนี้เมื่อคืนวันที่ 3 ก.ค. 68 ทีมไทยแลนด์ โดยการนำของนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง มีกำหนดการสำคัญในการหารือกับ USTR เพื่อขอเจรจาลดการเก็บภาษีตอบโต้ลงจากเดิมในอัตรา 36% โดยที่ผ่านมา ไทยยื่นข้อเสนอไปแล้ว และมีสัญญาณตอบรับที่ดีจากสหรัฐ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอฟังว่า ผลเจรจาเมื่อคืนที่ผ่านมาจะมีข่าวดีหรือไม่
นายจุลพันธ์กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้มองในกรณีเลวร้ายว่า สหรัฐจะกลับไปเก็บภาษีตอบโต้ไทยที่อัตรา 36% อยู่แล้ว แต่หากการเจรจาไม่เป็นผล และสหรัฐปรับขึ้นอัตราภาษีตอบโต้เป็น 36% จริง ไทยก็เตรียมกลไกรองรับไว้แล้ว โดยรัฐบาลจัดสรรเม็ดเงินราว 10,000 ล้านบาท จากวงเงินงบประมาณ 1.15 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถนำมาใช้ช่วยเหลือภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบ เช่น การรักษาการจ้างงาน และการประคับประคองธุรกิจช่วงเปลี่ยนผ่านได้
ขณะที่นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้ติดตามการเจรจาอย่างใกล้ชิด และได้รับรายงานว่า “อยู่ระหว่างการเจรจาพูดคุย” แต่ก็ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ให้ความเป็นห่วง เพราะหากไทยมีการถูกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตราสูง ก็จะมีผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย หากเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่าง “เวียดนาม” ที่ถูกเก็บอัตราภาษีตอบโต้ที่ 20% ดังนั้นการเจรจาก็คาดหวังว่า ประเทศไทยจะถูกเก็บในอัตราภาษีตอบโต้ “ที่เทียบเท่าคู่แข่งหรือต่ำกว่า” โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน แต่จากการติดตามตอนนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุป
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทราบมาว่า มีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯหลายคนอยู่ในทีมเจรจาการค้าไทย-สหรัฐ ซึ่งมองว่า ประเทศไทยเป็นคู่ค้าที่ดีต่อสหรัฐ และสหรัฐเป็นตลาดสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย แต่มีบางประเด็นที่จำเป็นต้องปกป้องเกษตรกร ถ้าเรายอมทุกด้านก็จะเกิดผลกระทบกับพี่น้องเกษตรกร “ขณะนี้เรากำลังอยู่ระหว่างการเจรจาภาษีกับสหรัฐ” พร้อมกับกล่าวถึงประเด็นสินค้าเกษตร รัฐบาลจำเป็นต้องปกป้องเกษตรกรไทย ซึ่งมีแนวทางการเจรจาต่อรองไว้แล้ว “เพียงแค่รอผลว่าจะออกมาในรูปแบบใด”
โจทย์ยากตามหลังเวียดนาม
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าผลเจรจากับสหรัฐจะออกมาเป็นอย่างไร โดยยังรอฟังความคืบหน้าอยู่ ส่วนกรณีเวียดนามที่เจรจาจบแล้ว การคิดอัตราภาษีตอบโต้ที่เวียดนามได้รับ “ก็ไม่รู้ว่าทางสหรัฐมีวิธีคิดอัตราภาษีจากอะไร ไม่แน่ใจว่ามาจากประเด็นการเกิดดุลการค้ากับสหรัฐหรือเปล่า
แต่มันก็มีทั้งโอกาสที่เราจะได้อัตราภาษีตอบโต้ที่ต่ำกว่า เพราะไทยเกินดุลสหรัฐน้อยกว่าเวียดนาม แต่หากมองในแง่เงื่อนไขที่เวียดนามเจรจาแบบจัดเต็ม ยอมเปิดให้ทุกอย่าง ก็อาจจะไม่ควรที่จะให้ประเทศอื่นได้ภาษีต่ำกว่านั้น ดังนั้นคงต้องขึ้นกับทางสหรัฐแล้วว่าทางสหรัฐคิดอย่างไร” ดร.พิพัฒน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ยากว่าทรัมป์จะคิดภาษีตอบโต้ประเทศไทยเท่าไหร่ ก็มีหลายทางคือ หากทรัมป์ใจดี ยังเจรจาไม่เสร็จก็อาจจะขยายให้ต่อก็เก็บขั้นต่ำ 10% ไปก่อน หรือเจรจาแล้วได้ออกมาแถว ๆ อัตราภาษี 20-25% ซึ่งก็มีความเสี่ยงค่อนข้างมากว่าจะโดนเก็บภาษีแถว ๆ นี้ หรือเลวร้ายสุด เจรจาไม่รู้เรื่อง กลับไปโดนเก็บภาษีตอบโต้ที่ 36% ก็ได้
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า ตามที่เวียดนามบรรลุข้อตกลงให้สหรัฐเก็บภาษีตอบโต้ 20% สำหรับสินค้าเวียดนาม และ 40% สำหรับสินค้าที่ประเทศอื่นส่งออกผ่านเวียดนามนั้น การบรรลุข้อตกลงนี้คาดการณ์จะหนุนเศรษฐกิจเวียดนามโต 6.7% ในปี 2568 ส่วนประเทศไทยเจอ “โจทย์ยาก” ที่ต้องบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐก่อนเส้นตาย โดยที่ไทยไม่เสียเปรียบสหรัฐมากเกินไป และต้องได้อัตราภาษีที่ไม่สูงกว่าคู่แข่งในอาเซียนด้วย
ทั้งนี้อัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศจะเรียกเก็บจากประเทศคู่ค้าหลังวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งเป็นเส้นตาย ในกลุ่มประเทศอาเซียนพบว่า มีเพียงประเทศเวียดนามประเทศเดียวที่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐได้ โดยเวียดนามจะถูกเรียกเก็บภาษีที่ 20% จากเดิมที่อัตรา 46%, ไทยยังอยู่ในระหว่างการเจรจาอัตราภาษีตอบโต้ ขณะนี้ยังคงอยู่ที่ 36%, อินโดนีเซีย 32%, มาเลเซีย 24%, กัมพูชา 49%, สิงคโปร์ 10%, ฟิลิปปินส์ 17%, เมียนมา 44% และ สปป.ลาว 48%
หากไม่นับประเทศกัมพูชา-สปป.ลาว-เมียนมา ซึ่งไม่ใช่ประเทศคู่แข่งขันในตลาดสหรัฐโดยตรงกับประเทศไทยแล้ว พบว่า ในขณะนี้อัตราภาษีตอบโต้ของไทยที่จะถูกเรียกเก็บหลังวันที่ 9 กรกฎาคม “สูงที่สุดในกลุ่มประเทศคู่แข่งขันในอาเซียน” หากไทยยังไม่สามารถบรรลุผลการเจรจา หรืออยู่ในกลุ่มประเทศที่สหรัฐส่งหนังสือระบุอัตราภาษีที่จะต้องจ่ายหลังวันที่ 1 สค. คราวละ 10 ประเทศ ซึ่งจะมีอัตราภาษีตั้งแต่ 60-70% ไปจนกระทั้ง 10% และ 20%
ภาษี 36% อาหารแข่งไม่ได้
ดร.องอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป (TFPA) กล่าวว่า ยังติดตามการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐอยู่ว่า ไทยจะถูกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตราเท่าใด จะเป็น 10% หรือ 36% แต่ ณ ตอนนี้ (ยังไม่ถูกเก็บภาษีตอบโต้) การส่งออกสินค้าอาหารไปยังตลาดสหรัฐยังคงดำเนินการส่งออกได้เหมือนตอนที่อยู่ในช่วงระยะเวลาผ่อนผัน 90 วัน
แต่หลังจากครบ 90 วันแล้วถ้าอัตราภาษีตอบโต้เป็น 36% การส่งออกสินค้าอาหาร “จะลำบาก” หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งคือ เวียดนาม ที่เสียภาษีตอบโต้ต่ำกว่า (ร้อยละ 20) “ผู้ส่งออกไทยเดือดร้อนแน่ แต่ถ้าถูกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตราเดียวกันกับคู่แข่งก็ยังมั่นใจได้ว่า การส่งออกสินค้าอาหารไทยยังคงแข่งขันได้ เราต้องติดตามว่า การเจรจาจะสิ้นสุดเมื่อใด อัตราภาษีสุดท้ายเป็นเท่าไหร่ และนำมาเปรียบเทียบกับคู่แข่งในสินค้ากลุ่มเดียวกัน เช่น ทูน่า สับปะรด เครื่องปรุงรส เป็นต้น” ดร.องอาจกล่าว
ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ถ้าไทยถูกเก็บภาษีตอบโต้ 36% “ข้าวหอมมะลิไทยไปสหรัฐลำบากแน่” โดยจะพบว่า ราคาข้าวหอมมะลิไทยจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 1,500 เหรียญ/ตัน จากปัจจุบันที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1,100 เหรียญ FOB (คำนวณจากอัตราภาษี 10% Baseline) แต่ถ้าอัตราภาษีตอบโต้ไทยอยู่ที่ 20% เท่ากับเวียดนามก็ “ยังเหนื่อย” เพราะราคาข้าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 1,200-1,300 เหรียญ/ตัน
“ผมมองว่า อัตราภาษีที่ไทยถูกเรียกเก็บ หากมีอัตราสูงขึ้นกว่าที่เก็บอยู่ในปัจจุบัน (10%) เราจะได้รับผลกระทบแน่ การแข่งขันจะลำบาก หากเทียบกับคู่แข่งที่มีราคาถูกกว่าข้าวไทย ดังนั้นการส่งออกข้าวไทยไปสหรัฐในช่วงไตรมาส 3 เชื่อว่า จะเห็นภาพลดลงประมาณ 30% ส่วนไตรมาส 4 ยังต้องรอลุ้นอีกครั้ง” นายชูเกียรติกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ลุ้นอัตราภาษีตอบโต้ ‘ทรัมป์’ กังวลเวียดนามปิดดีลต่ำกว่า
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net