โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เพื่อนรักหักเหลี่ยม

77kaoded

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 10.11 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 03.06 น. • 77Kaoded

บทวิเคราะห์ : เพื่อนรักหักเหลี่ยม : ความสัมพันธ์ที่แตกหักระหว่างทักษิณ ชินวัตรกับฮุนเซน

บทวิเคราะห์ชิ้นนี้ใช้ ChatGPT Version GPT-4

อ่านระหว่างรอฮุนเซนเปิดเผยแผนของทักษิณในการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีภายใน 3 เดือนและความลับอื่นๆ ของทักษิณ

ความขัดแย้งระหว่าง ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา กับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย และที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาในช่วงหนึ่ง แม้ทั้งคู่เคยแสดงความสัมพันธ์ใกล้ชิดในบางช่วงเวลา แต่ก็มีรอยร้าวที่เริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2567-2568 ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้จากปัจจัยหลายด้าน ดังนี้

1. การเปลี่ยนผ่านอำนาจของกัมพูชา ฮุน เซน ได้วางมือจากตำแหน่งนายกฯ และส่งไม้ต่อให้ลูกชายคือ ฮุน มาเน็ต ทำให้เกิดการปรับแนวทางการเมืองและการทูตในยุคใหม่
ฮุน เซน ยังคงมีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง แต่เขาเริ่มแสดงบทบาทแข็งกร้าวและอาจไม่พอใจท่าทีของรัฐบาลใหม่ของไทยที่นำโดยพรรคเพื่อไทยและมีทักษิณมีบทบาทสำคัญในเงา

2. ผลประโยชน์ทับซ้อนในพื้นที่ชายแดนและเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ การลงทุนของกลุ่มทุนไทยในกัมพูชา รวมถึง ธุรกิจคาสิโน พลังงาน และที่ดินชายแดน ซึ่งทักษิณอาจมีสายสัมพันธ์กับกลุ่มทุนเหล่านั้น ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ชนชั้นนำกัมพูชา
อาจมีกรณีที่ผลประโยชน์ของกลุ่มที่ใกล้ชิดกับทักษิณ ขัดแย้งกับกลุ่มที่ใกล้ชิดกับฮุน เซน หรือฮุน มาเน็ต

3. ความไม่พอใจต่อท่าทีของไทยในเวทีระหว่างประเทศ รัฐบาลไทยมีความพยายามที่จะสร้างบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ เช่น ความสัมพันธ์กับจีน-สหรัฐฯ หรือการเชื่อมต่อเศรษฐกิจในอาเซียน ซึ่งอาจทำให้กัมพูชาเห็นว่าไทยกำลังพยายามช่วงชิงบทบาทผู้นำในภูมิภาค โดยไม่ประสานหรือเคารพบทบาทของกัมพูชา
ฮุน เซน อาจมองว่าทักษิณหรือกลุ่มเพื่อไทยไม่ให้ความเคารพอย่างเหมาะสมต่ออดีตรัฐบุรุษอย่างเขา

4. ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่สั่นคลอน ฮุน เซน เคยแต่งตั้งทักษิณเป็น “ที่ปรึกษาเศรษฐกิจ” เมื่อปี พ.ศ. 2552 ซึ่งสร้างความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชาในยุคนั้น
แม้ต่อมาความสัมพันธ์จะผ่อนคลาย แต่หากมีการกระทำหรือคำพูดจากฝั่งทักษิณหรือเครือข่ายที่ถูกตีความว่า “ไม่ให้เกียรติ” หรือ “ใช้ฮุน เซน เป็นเครื่องมือ” ทางการเมือง อาจเป็นชนวนความไม่พอใจส่วนตัวได้

5. การเมืองภายในไทย ทักษิณกลับประเทศไทยและมีบทบาทในรัฐบาลอีกครั้งผ่านลูกสาว (แพทองธาร) และพรรคเพื่อไทย ฮุน เซนอาจเห็นว่า ทักษิณยังมีความทะเยอทะยานและอาจเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคมากเกินไป
กระแสการวิพากษ์หรือข่าวที่เชื่อมโยงฮุน เซน กับเรื่องภายในไทย อาจทำให้เขารู้สึกถูกแทรกแซง

6. การใช้สื่อและสงครามจิตวิทยา คลิปหรือถ้อยแถลงจากฮุน เซนในช่วงหลัง (เช่น การบอกให้ทักษิณ“ระวังคำพูด”) เป็นสัญญาณว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวได้แปรเปลี่ยนเป็นความไม่ไว้วางใจ
การใช้สื่อของทั้งสองฝ่ายอาจทำให้ความขัดแย้งบานปลาย โดยเฉพาะหากมองว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพยายาม“เอาคะแนน” ทางการเมืองในประเทศของตนเองผ่านการวิจารณ์อีกฝ่าย

ความขัดแย้งระหว่างฮุน เซน กับ ทักษิณ ไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลรวมของ ผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่แปรเปลี่ยน และ การแข่งขันบทบาททางการเมืองในภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองคนล้วนเป็นอดีตผู้นำที่ยังคงมีอิทธิพลสูงในประเทศของตน
การที่ ฮุน เซน เปิดศึกทางวาทกรรมหรือใช้ท่าทีแข็งกร้าวกับ ทักษิณ ชินวัตร นั้น แม้ดูเผิน ๆ อาจเป็นเรื่องส่วนตัวหรืออารมณ์ แต่ในทางการเมืองและยุทธศาสตร์ ฮุน เซนย่อมมองเห็น “ผลประโยชน์” จากการแสดงท่าทีดังกล่าว ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ ดังนี้

1. ยืนยันอำนาจและบารมีของตัวเองในประเทศ แม้เขาจะลงจากตำแหน่งนายกฯ แล้ว แต่ยังคงต้องการรักษาอิทธิพลไว้ในฐานะ “บิดาของชาติ” หรือ “รัฐบุรุษ”
การเปิดศึกกับบุคคลที่มีอำนาจในประเทศเพื่อนบ้านอย่างทักษิณ เป็นการแสดงให้เห็นว่า เขายังควบคุมทิศทางการเมืองภายนอกและภายในของกัมพูชาได้ เป็นการเตือนกลุ่มการเมือง-ทุนในกัมพูชาที่อาจมีสายสัมพันธ์กับทักษิณให้รู้ว่า เขายังเป็นคนที่ต้องเกรงใจ

2. ส่งสัญญาณถึงไทยว่ากัมพูชาไม่ใช่ “คู่รอง” กัมพูชาในยุคฮุน มาเน็ต พยายามเน้นความเป็น “อธิปไตย” และไม่ยอมให้ใครชักใยเบื้องหลัง
การเปิดศึกกับทักษิณ (ซึ่งมีอิทธิพลต่อรัฐบาลไทย) เป็นการแสดงจุดยืนว่า กัมพูชาไม่ใช่ประเทศที่ใครจะมาควบคุมหลังฉากได้ส่งสารไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคด้วยว่า กัมพูชาไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของไทย

3. ป้องกันหรือยึดคืนผลประโยชน์จากกลุ่มทุนต่างชาติ ถ้ากลุ่มทุนไทยที่มีสายสัมพันธ์กับทักษิณเริ่มมีบทบาทในเศรษฐกิจกัมพูชา เช่น คาสิโน น้ำมัน ที่ดิน โลจิสติกส์ ฯลฯ การเปิดศึกสามารถใช้เป็นข้ออ้าง“ปรับสมดุล” หรือ “กำกับดูแลใหม่” ผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเหล่านั้น อาจนำไปสู่การ“เจรจาใหม่” หรือ “เรียกคืนสัมปทาน” บางอย่างให้กลุ่มที่ใกล้ชิดกับฮุน เซน มากกว่า

4. สร้างภาพลักษณ์ “ผู้นำอิสระ” ต่อต่างประเทศ ในสายตาจีนหรือเวียดนาม ซึ่งกัมพูชาพึ่งพาในหลายด้าน การเปิดศึกกับผู้นำที่ถูกมองว่าใกล้ชิดตะวันตกหรือเป็นเครือข่ายทุนนิยม อาจสร้างความพอใจให้พันธมิตรบางราย
ฮุน เซน อาจต้องการรักษาความสัมพันธ์กับจีนในเชิงยุทธศาสตร์ โดยลดบทบาทไทยลงในบางพื้นที่ เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ โลจิสติกส์ อ่าวกัมปงโสม

5. ใช้เป็นอาวุธทางการเมืองภายใน หากมีสัญญาณว่าภายในกัมพูชามีกลุ่มที่เริ่มตั้งคำถามกับอำนาจของ ฮุน เซน หรือ ฮุน มาเน็ต การโจมตี “ศัตรูภายนอก” เช่น ทักษิณ จะช่วย เบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายใน เป็นการ ปลุกชาตินิยม และทำให้ประชาชนหันกลับมาสนับสนุนกลุ่มของเขา

สรุปเชิงยุทธศาสตร์
ฮุน เซน ไม่ได้เปิดศึกกับทักษิณเพียงเพราะอารมณ์หรือเรื่องส่วนตัว แต่ เพื่อรักษาอำนาจของตนเองและครอบครัว ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจในกัมพูชา และยังเป็นการสร้างอิทธิพลต่อบทบาทของไทยในภูมิภาค รวมถึงควบคุมผลประโยชน์ระหว่างประเทศอย่างแยบยล

ทักษิณยังนิ่งเงียบหรือกำลังวางแผนจะตอบโต้อย่างสาสม คำถามนี้น่าสนใจและสำคัญต่อการเมืองไทยในระดับยุทธศาสตร์ วิเคราะห์เป็น 3 ส่วน คือ

1. ทักษิณจะตอบโต้อย่างไรกับเกมของ ฮุน เซน
ทางเลือกของทักษิณ : ทางเลือก รายละเอียด ความเสี่ยง
ประนีประนอม ส่งผู้แทนเจรจาเงียบ หรือทำจดหมายส่วนตัวขอโทษ/ชี้แจงแบบไม่เปิดเผย เสียภาพผู้นำ/ดูอ่อนข้อ
เงียบไม่ตอบโต้ ไม่ให้ความสำคัญ หลีกเลี่ยงการกล่าวถึงฮุน เซนต่อสาธารณะ ถูกตีความว่า “ผิดจริง” หรือ “ไม่มีอำนาจตอบโต้อย่างแท้จริง”
ตอบโต้ทางอ้อม ใช้พรรคเพื่อไทย สื่อในเครือ หรือพันธมิตรต่างประเทศออกมาสวนทางนโยบาย ภาพลักษณ์ของกัมพูชา เสี่ยงลุกลามเป็นวิกฤตทูต
เปิดเกมทูต ใช้ความสัมพันธ์กับจีน เวียดนาม หรืออาเซียนปรับสมดุลอำนาจเพื่อตอบโต้กัมพูชาในเวทีใหญ่ ทำให้ฮุน เซนรู้สึกโดดเดี่ยว อาจตอบโต้แรง

แนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดในช่วงนี้ ทักษิณมีแนวโน้มจะเลือกแนวทางเงียบ+เจรจาลับ ผ่านช่องทางไม่เป็นทางการ โดยหวังให้ฮุน มาเน็ตเป็นสะพานเชื่อมให้ความขัดแย้งคลี่คลาย เพราะหากบานปลายจะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลเพื่อไทยโดยตรง

2. ผลกระทบต่อ “นายกรัฐมนตรีแพทองธาร”
ด้านลบ (ถ้าไม่จัดการดี)
1. ถูกมองว่าควบคุมรัฐบาลไม่ได้ ถ้าฮุน เซนพูดถึงทักษิณอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลอาจถูกวิจารณ์ว่า “อยู่ใต้ร่มเงาพ่อ” มากเกินไป
2. เสี่ยงสูญเสียความร่วมมือเชิงพรมแดน เศรษฐกิจ อาจกระทบความร่วมมือด้านแรงงาน, การค้าชายแดน, หรือโครงการโลจิสติกส์
3. ความมั่นคงชายแดนและพื้นที่พิพาทอาจร้อนแรงขึ้น กัมพูชาอาจใช้เป็นข้อต่อรองในประเด็นเขตแดน เช่น บริเวณใกล้ปราสาทพระวิหาร ช่องสายตะกู ฯลฯ
ด้านบวก (หากบริหารดี)
1. สร้างภาพว่าแพทองธารเป็นผู้นำจริง หากเธอสามารถเจรจาหรือจัดการความขัดแย้งนี้ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพ่อ จะเสริมภาพลักษณ์ในสายตาประชาชน
2. มีโอกาส“แยกตัว” จากเงาทักษิณ การจัดการปัญหานี้อย่างเป็นทางการผ่านกลไกของกระทรวงต่างประเทศ อาจทำให้แพทองธารได้รับเครดิตในฐานะผู้นำที่ “ไม่เป็นหุ่นเชิด”
3. ใช้เวทีอาเซียนเป็นกลไกสร้างความชอบธรรม หากทำให้เรื่องนี้กลายเป็นความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น ข้อเสนอด้านสันติภาพ เสถียรภาพ จะสร้างภาพลักษณ์นานาชาติได้ดี

สรุปเชิงยุทธศาสตร์
ความขัดแย้งระหว่าง ฮุน เซน กับ ทักษิณ เป็นเหมือน “บททดสอบแรก” ของ นายกฯ แพทองธาร ว่าเธอจะแสดงภาวะผู้นำจริงหรือเพียงแค่ตัวแทนของพ่อ หากสามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างชาญฉลาด จะกลายเป็นโอกาสสร้างจุดเปลี่ยนทางการเมืองและภาพลักษณ์ของรัฐบาล
จับจ้องมองสื่อกัมพูชาในศึกครั้งนี้ สื่อกัมพูชาและแวดวงวิเคราะห์ชาวเขมร มองความขัดแย้งระหว่างครอบครัว ชินวัตร และ ฮุน อย่างชัดเจนหลากหลายแง่มุม ดังนี้

1. สื่อกัมพูชาโจมตีแพทองธารว่า“ไม่มีอำนาจ” ควบคุมรัฐบาล Khmer Times ระบุว่า พวกเขามองว่าแพทองธาร “กำลังเผชิญปัญหาในการบริหารจัดการความแตกแยกภายใน ทั้ง ครม. กองทัพ และกลุ่มชาตินิยมสุดโต่ง” จนกัมพูชาไม่แน่ใจว่าใครคือ “พลังตัดสิน” ในไทย
เนื้อหายังชี้ว่า ไทยปิดพรมแดนฝ่ายเดียวโดยกองทัพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทย “ควบคุมกองทัพไม่ได้” สร้างความสับสนต่อฝ่ายกัมพูชาว่า “ไม่รู้จะต่อรองกับใคร”

2. สำนึกเสียดายสัมพันธ์เก่า 30 ปี สื่อกัมพูชาเผยโพสต์ของฮุน เซน ที่กล่าวว่าเสียดายมิตรภาพกว่า 30 ปีระหว่างสองตระกูลถูกทำลายจากคลิปเสียงรั่วไหล การกล่าวแบบนี้ถูกตีความว่า “เป็นการแสดงความผิดหวังอย่างแรง” และสะท้อนทัศนะว่า ความสัมพันธ์ระดับรัฐบุรุษถูกทำลายลง

3. สื่อมองฮุน เซน ตั้งเกมทางการเมือง สื่อหลายรายชี้ว่า ฮุน เซนกำลังใช้คำพูดและโซเชียลมีเดียอย่างโจ่งแจ้ง เพื่อกดดันทักษิณ โดยเฉพาะคำกล่าวอ้างว่ารัฐบาลเขา “มีอำนาจเหนือกองทัพ” ต่างกับไทยที่นายกฯ ควบคุมไม่ได้
นักวิเคราะห์อิสระเสนอว่า นี่เป็น “การขัดขวางเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อยืนยันอำนาจของเขา และกดดันไทยในประเด็นชายแดนและ ICJ

4. มุมคนทั่วไปบนโซเชียล (Reddit/เครือข่ายต่างชาติ) Reddit มีเสียงจากคนกัมพูชาบางส่วนว่า“for us Cambodian, it’s not about supporting Hun Sen, it’s about defending our homeland… we just want to defend our home.” เกิดกระแส “เกมการเมือง” ที่ชาวบ้านบางส่วนรู้สึกว่า ทั้งสองฝ่ายอาจใช้เรื่องนี้เพื่อเบี่ยงเบนจากปัญหาจริงในประเทศของตน

สรุปภาพรวม
ประเด็น มุมมองสื่อกัมพูชา ความอ่อนแอของไทย (โดยเฉพาะแพทองธาร) ไร้อำนาจ ควบคุมกองทัพไม่ได้ และขาดความชัดเจนในการเป็นผู้นำ ความสัมพันธ์ที่พังทลาย เสียดายมิตรภาพ 30 ปี เป็นการสูญเสียในระดับรากฐาน
กลยุทธ์ของฮุน เซน ใช้คำพูดทางโซเชียลและการเยือนไม่เป็นทางการเพื่อยืนยันอำนาจและกดดันไทย
นักวิเคราะห์ ประชาชน มองเป็นทั้งเกมการเมือง และการปกป้องอธิปไตยจากฝ่ายกัมพูชา

ข้อสังเกต
ภาพสะท้อนชัดเจนว่า สื่อกัมพูชามองไทยกำลังอ่อนแอ และนายกฯ แพทองธารอยู่ในฐานะ“ผู้นำอ่อนข้อ” ฮุน เซนใช้โอกาสนี้แสดงจุดยืนอธิปไตยกัมพูชา แล้วปรับคำพูดในสื่อเพื่อกดดันไทยในระดับประชาชน มีทั้งคนที่สนับสนุนท่าทีแบบชาตินิยม และกลุ่มที่เห็นว่ามันเป็น “เกมทางการเมือง”
สื่อไทยมุมมองต่อความขัดแย้งระหว่างไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะคลิปเสียงและการเผชิญหน้า ระหว่าง นายกฯ แพทองธาร กับ ฮุน เซน และ ฮุน มาเน็ต มีประเด็นหลัก ดังนี้

1. วิกฤตความเชื่อมั่นของรัฐบาลแพทองธาร
Reuters ระบุว่า คลิปเสียงที่แพทองธารออกอาการ “เกรงใจ” ฮุน เซน และวิจารณ์กองทัพไทย เป็นชนวนทำให้พรรคร่วมโดยเฉพาะภูมิใจไทยถอนตัวจากรัฐบาล สร้างคำถามถึงความมั่นคงของอำนาจ จนเกิดกระแสเรียกร้อง “ยุบสภา” หรือจัดตั้งรัฐบาลใหม่
Time ชี้ว่าปัญหาหน้างานล่ม ความขัดแย้งชายแดน และคลิปดังกล่าวรวมกันเป็นจุดเปราะของรัฐบาลแพทองธาร ซึ่งอาจนำไปสู่การยุบสภาหรือแม้แต่รัฐประหารซึ่งไทยเคยมีประวัติบ่อยครั้ง

2. ความตึงเครียดชายแดนกับความอ่อนแอของไทย
Reuters รายงานขณะเดียวกันว่า การเยือนชายแดนของผู้นำทั้งสองประเทศมีขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์กร้าวจนกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้า เช่น การปิดด่านกัมพูชาส่งผลให้เศรษฐกิจชายแดนไทยชะงัก
CNA และ Channel NewsAsia เน้นความสำคัญของคลิปเสียงและหญิงโฆษกที่กระทบกองทัพไทย ทำให้ไทยเสี่ยงถูกมองว่า “ไม่มีอำนาจควบคุมทหาร” ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้อีกฝ่าย

3. วิเคราะห์จากความสัมพันธ์แบบ Soft Power
แหล่งวิเคราะห์จาก e‑ir.info เตือนว่า การเปิดเผยคลิปนี้ทำลาย “ช่องทาง back‑channel” ระดับตระกูล ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ พอมันสูญเสีย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกลายเป็นความระแวงและขาดที่พึ่งทางการทูต

4. มุมวิชาการไทย: ธุรกิจ–ผลประโยชน์ซ้อนทับ
รศ.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ วิเคราะห์ว่าหนึ่งในแรงจูงใจของฮุน เซนอาจมาจากการต้องการปกป้องผลประโยชน์จากธุรกิจคาสิโนของกัมพูชา เพราะหากไทยเปิดบ่อนออนไลน์-ออฟไลน์มากขึ้น จะเป็นคู่แข่งโดยตรงกับกัมพูชา

สรุปภาพรวม
การเมืองไทย รัฐบาลแพทองธารถูกกดดันหนักจากคลิปเสียง คำวิจารณ์จากพันธมิตร และความแยกขั้ว
ความสัมพันธ์ชายแดน ตึงเครียดจนกระทบการค้าชายแดนและทำให้ไทยดูอ่อนแอ
การทูต ช่องทางส่วนตัวถูกตัดขาด ต้องหาช่องทางทางการทูตแบบเปิด
ผลประโยชน์เชิงธุรกิจ ฮุน เซนอาจใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างเพื่อรักษาธุรกิจคาสิโนของเขา

แนวโน้มอนาคต
ไทย
จำเป็นต้องสื่อสารอย่างชัดเจนทั้งในระดับนโยบายและกับกองทัพ หากยังปล่อยให้คลิปเก่าฉายซ้ำในสื่อ กระแสเรื่องความอ่อนแออาจนำไปสู่การยุบสภา หรือแม้แต่รัฐประหารครั้งใหม่
กัมพูชา พบช่องทางกดดันไทยทั้งเกมอำนาจและเศรษฐกิจ เช่น ด่านการค้า และธุรกิจคาสิโน
ภาพพจน์นานาชาติ การพึ่งพาความสัมพันธ์ครอบครัวกลับสวนทางกับมาตรฐานความโปร่งใสทางการทูต และอาจเป็นอุปสรรคใหญ่ในการแก้ปัญหาระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...