ส่งมอบเจ้าภาพปีหน้าให้ "อินโดนีเซีย" รับ "ติมอร์เลสเต" เป็นสมาชิก
"ประยุทธ์" ลงนามความร่วมมือ 26 ฉบับ ส่งมอบเจ้าภาพปีหน้าให้ "อินโดนีเซีย" รับ "ติมอร์เลสเต" เป็นสมาชิกลำดับที่ 11
ผ่านไปแล้วสำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 40 และครั้งที่ 41 ที่ประเทศกัมพูชา โดยสีสันสำคัญคือการเข้าร่วมพิธีปิดการประชุมของผู้นำชาติต่าง ๆ เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2565 ที่ผ่านมา โดยมีการทำพิธีส่งมอบตำแหน่ง "ประธานอาเซียน" ให้แก่ให้ "อินโดนีเซีย" ซึ่งจะเป็น" ประธานอาเซียนในปี 2566"
อย่างไรก็ตาม ก่อนปิดการประชุม เราไปย้อนดูสีสันและเนื้อหาการประชุมในวันที่ 13 พ.ย.2565 โดยในการประชุม ASEAN Global Dialogue ครั้งที่ 2 หัวข้อ "การเสริมสร้างประชาคมอาเซียนที่มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวและมีความยั่งยืนในยุคหลังโควิด-19 (Building Resilient and Sustainable ASEAN in the Post COVID-19 Era)" ซึ่งเป็นการประชุมแบบ เต็มคณะ (Plenary)
มี "สมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโชฮุน เซน" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นประธานการประชุม ประกอบด้วย 25 ประเทศ/หน่วยงาน 9 ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน แคนาดา อินเดีย รัสเซีย สหภาพยุโรป
และผู้แทนระดับสูงจากองค์การระหว่างประเทศ อาทิ สภาเศรษฐกิจโลก (WEF) องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก (World Bank) คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียแปซิฟิก (ESCAP) ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) และ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA) รวมทั้ง องค์การอนามัยโลก (WHO)
สาระสำคัญการประชุม คือ ผู้นำอาเซียนและผู้แทนระดับสูงจากองค์การระหว่างประเทศ ได้แลกเปลี่ยนทัศนะ และร่วมกันหาแนวทางการฟื้นตัว และการเติบโตที่ยั่งยืนภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่โลกกำลังฟื้นตัวอย่างช้า ๆ แต่ยังมีความท้าทายอื่น ๆ อีกมาก
ซึ่งเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า อาเซียนจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนแก่ประชาชน โดยส่งเสริมความสมดุลและความยั่งยืนอย่างแน่วแน่ ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญพื้นฐานที่จะช่วยให้เราสามารถปรับตัวต่อสภาวการณ์ต่าง ๆ และประคับประคองตนเองในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและไม่คาดคิด
"นายกรัฐมนตรีไทย" นำเสนอกุญแจสำคัญ 3 ดอก เพื่อส่งเสริมความยืดหยุ่น ปรับตัว และยั่งยืน คือ
1. การให้ประชาชนเป็นหัวใจของทั้งการฟื้นฟูในระยะสั้นและการพัฒนาในระยะยาว
2. การฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเน้นการสร้าง "ความสมดุลของสรรพสิ่ง" ไทยขับเคลื่อนผ่านโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งได้แก่เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว
3. การเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาในทุกระดับ โดย "ไทย" ในฐานะผู้ประสานงานของอาเซียนด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือในภูมิภาค ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม
สีสันอีกการประชุม ก่อนปิดการประชุม คือ "การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit: EAS) ครั้งที่ 17" โดยมีผู้นำหรือผู้แทนจากประเทศที่เข้าร่วม EAS 17 ประเทศ เลขาธิการอาเซียน "ชาร์ล มีแชล" ประธานคณะมนตรียุโรป(President of the European Council) "จาง หมิง" เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้(Shanghai Cooperation Organisation - SCO) เข้าร่วมประชุม
สาระสำคัญของการประชุมนี้ คือ บทบาทและคุณค่าของ EAS ที่เปิดโอกาสให้มีกระบวนการหารือและการเจรจาอย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผย ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความสัมพันธ์เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน
มุ่งเน้นการรับมือกับประเด็นท้าทายร่วมกัน และผลักดันความร่วมมือแห่งอนาคต อาทิ การพัฒนาที่ยั่งยืน เศรษฐกิจและเทคโนโลยีดิจิทัล อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือบีซีจี ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่ไทยผลักดันในกรอบเอเปคที่ไทยเป็นเจ้าภาพในปีนี้
ต่อมา คือ ยึดมั่นในหลักการสำคัญร่วมกัน คือความเป็นแกนกลางของอาเซียน การเปิดกว้าง การมีส่วนร่วม และหลักการสามเอ็ม กล่าวคือ ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน การเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน
และการแก้ไขข้อขัดแย้งโดยสันติ คือหนทางสู่การป้องกันการขยายตัวของปัญหา ลดความตึงเครียด และทางออกสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในประเด็นระดับภูมิภาค และระหว่างประเทศ โดยไทยยึดมั่นและส่งเสริมให้ฝ่ายต่าง ๆ เคารพและดำเนินการใด ๆ บนพื้นฐานของหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงประเด็นคาบสมุทรเกาหลี
นอกจากนี้ ไทยยังสนับสนุนความพยายามของอาเซียนในการขับเคลื่อนฉันทามติ 5 ข้อเพื่อแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมา และพร้อมให้ความร่วมมือเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้ประชาชนเมียนมากว่า 54 ล้านคน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
พร้อมยืนยันความปรารถนาให้ทะเลจีนใต้เป็นทะเลแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืน และพร้อมที่จะสานต่อบทบาทที่สร้างสรรค์ในการเสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
ประการสุดท้าย "นายกรัฐมนตรีไทย" ได้เชิญชวนให้ผู้นำเข้าร่วมการประชุมนานาชาติด้านความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนที่ประเทศไทยจะจัดขึ้นในต้นปี 2566
ทั้งนี้ "นายกรัฐมนตรีไทย" ได้ร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์ในการประชุมต่าง ๆ ทั้งสิ้น 26 ฉบับ โดยเอกสารผลลัพธ์ที่ผู้นำอาเซียนรับรอง ประกอบด้วย
เอกสารผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดอาเซียน 16 ฉบับ และในกรอบอื่น ๆ กับคู่เจรจา 10 ฉบับ โดยมีเอกสารสำคัญ ได้แก่ แถลงการณ์ผู้นำอาเซียนในโอกาสครบรอบ 55 ปีของอาเซียน (ASEAN Leaders’ Statement on the 55th Anniversary of ASEAN) และแถลงการณ์วิสัยทัศน์ผู้นำอาเซียนว่าด้วย“อาเซียน เอ.ซี.ที. : รับมือความท้าทายร่วมกัน”(ASEAN Leaders’ Vision Statement on “ASEAN A.C.T.: Addressing Challenges Together)
"อนุชา บูรพชัยศรี" รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแถลงการณ์ของอาเซียนเกี่ยวกับมติเห็นชอบในหลักการ รับ"ติมอร์เลสเต" เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 11 ของอาเซียน
โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม ยินดีที่จะช่วยเหลือ "ติมอร์เลสเต" ให้เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 11 อย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ "ติมอร์เลสเต" ได้รับสถานะผู้สังเกตการณ์ของอาเซียน สามารถเข้าร่วมการประชุมได้ทุกระดับนับแต่นี้เป็นต้นไป ในส่วนของกระบวนการรับ "ติมอร์เลสเต" เข้าเป็นสมาชิกนั้น อาเซียนต้องจัดทำRoad map ซึ่งจะกำหนดเป้าหมายและประเด็นที่ "ติมอร์เลสเต" จะต้องดำเนินการ ก่อนเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนโดยสมบูรณ์