โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระสงฆ์กับการเมือง การเมืองในวงการพระสงฆ์/บทความพิเศษ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 09 พ.ย. 2564 เวลา 02.11 น. • เผยแพร่ 09 พ.ย. 2564 เวลา 02.11 น.

บทความพิเศษ

อภิเชต ผัดวงค์

 

พระสงฆ์กับการเมือง

การเมืองในวงการพระสงฆ์

 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงต่อสื่อมวลชน ณ ทำเนียบรัฐบาลถึงข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ตรวจสอบกรณีมีคณะพระสงฆ์เข้าไปกราบไหว้และรับฟังคำสั่งสอนจากอดีตพระยันตระหรือนายวินัย ละอองสุวรรณ

ข้อสั่งการของผู้นำรัฐบาลย่อมสะเทือนถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและคณะสงฆ์ผู้ปกครอง แม้การกราบไหว้จะเป็นปัจเจกวิสัย เป็นความเคารพนับถือส่วนบุคคล แต่เป็นจริยาที่แปลก ไม่คุ้นกับสังคมไทย นอกจากจะดูข้อห้ามด้านพระวินัยแล้ว ก็มิพึงเพิกเฉยต่อการสร้างศรัทธา และภาพลักษณ์

ยิ่งอดีตพระยันตระนำคณะพระสงฆ์และแม่ชีออกกำลังกาย ถูกสื่อประโคมก็ยิ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์

นอกจากกรณีนี้แล้ว ในอดีตคดีพระพิมลธรรม การตั้งอธิกรณ์ครูบาศรีวิชัย ครูบาขาวปีแห่งล้านนา คดีอดีตพระนิกร คดีภาวนาพุทโธ คดีสันติอโศก และคดีเงินทอนวัดที่พระสงฆ์ฝ่ายปกครองถูกจับสึก ถูกดำเนินคดีติดคุก บางรูปต้องหนีไปพำนักอยู่ต่างประเทศ

ล่าสุดมติถอดถอนและแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด 3 จังหวัด เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนบทบาทการปกครองคณะสงฆ์

 

พระณรงค์ สังขวิจิตร ได้เสนอไว้ใน “ปัญหาการปกครองคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน : ปัญหาและแนวทางแก้ไข” ดังนี้

“คณะสงฆ์ประสบปัญหาโครงสร้างการปกครอง ปัญหาประสิทธิภาพในการปกครอง ปัญหาเกณฑ์การแต่งตั้งพระสงฆ์ที่จะได้รับสมณศักดิ์”

“…ในการแก้ไขปัญหาโครงสร้างทางการปกครอง มีแนวทางแยกรัฐออกจากศาสนา กับการปรับปรุงโครงการสร้างการปกครองคณะสงฆ์ใหม่ ส่วนการแก้ไขการขาดประสิทธิภาพทางการปกครอง… คือแก้ไขหลักเกณฑ์ของพระที่จะได้รับสมณศักดิ์ โดยแยกสมณศักดิ์ออกจากตำแหน่งการปกครอง”

กิจการหัวใจหลักในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ประกอบด้วยงาน 6 ด้าน คือ ด้านการปกครอง ด้านการศาสนศึกษา ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ด้านการเผยแผ่ ด้านสาธารณูปโภค และด้านสาธารณสงเคราะห์ ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะด้านการปกครอง

การปกครองคณะสงฆ์ต้องเป็นไปตามหลักพระธรรมวินัย กฎหมาย ระเบียบ มติมหาเถรสมาคม พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช หรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเหนือตน การระงับอธิกรณ์ การวินิจฉัย การลงนิคหกรรม การแต่งตั้งถอดถอนเจ้าคณะพระสังฆาธิการ และการอุทธรณ์ต่างๆ ต้องเป็นไปตามลำดับ นอกจากจะมีกฎหมายกำหนดเอาไว้เป็นการเฉพาะ เพื่อความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา

ปัญหาคณะสงฆ์ที่ปรากฏตามสื่อ เริ่มมีคำถามในวงสนทนาที่จะต้อง “ปฏิรูปวงการสงฆ์” กระหึ่มขึ้นอีกครั้ง

ตัวแทนของพระพุทธเจ้าคือพระธรรมวินัย พระธรรมวินัยคือบทบัญญัติคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งบรรจุไว้ในพระไตรปิฎก พระสงฆ์เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นหนึ่งในพุทธบริษัท 4

ตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาได้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกมาแล้วหลายครั้ง การสังคายนาครั้งที่แรกกระทำหลังจากพระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานเพียง 3 เดือน ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหา ประเทศอินเดีย

ในประเทศไทยก็เคยทำการสังคายนาพระไตรปิฎก

การสังคายนาพระไตรปิฎกเป็นมหากุศล แล้วถ้าปฏิรูปวงการคณะสงฆ์จะบาปไหม หรือจะเกิดประโยชน์อันใด…?

 

ในยุคการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในฐานะฝ่ายเลขานุการ ควรบริหารการเปลี่ยนแปลง สนองงานคณะสงฆ์มุ่งเน้นเป้าหมายให้เกิดระบบการจัดการที่ทันสมัย

เมื่อได้ถวายการสนับสนุนให้ศาสนบุคคลหรือองค์กรปกครองคณะสงฆ์ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารงานเสมอภาค โปร่งใส ประชาชนย่อมเกิดศรัทธา ผู้คนเข้าถึงคำสอนนำไปสู่การปฏิบัติจูงใจในการทำในสิ่งที่ดีย่อมผลักดันให้พระพุทธศาสนาคงอยู่สืบไป

การบริหารการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้การปกครองคณะสงฆ์ขับเคลื่อนสร้างความศรัทธาและมีประสิทธิภาพ ควรปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อย 5 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์กร ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านงานอำนวยการ และด้านการกำกับดูแล

ที่ผ่านมาเรามักได้ยินคำว่าปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2560-2564 กำหนดแผนการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาประกอบไปด้วย 4 ยุทธศาสตร์ 10 กลยุทธ์ 14 แผนงาน

นี่ก็จะสิ้นปี 2564 ควรที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจักได้เปิดเผยข้อมูลให้ได้เห็นว่าทิศทางการปฏิรูปได้ขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาก่อให้ศรัทธาและความมั่นคงยิ่งขึ้นเช่นใด

การจะปฏิรูปกิจการพระศาสนาหรือการปกครองคณะสงฆ์เพื่อสร้างความมั่นคง ดำรงศีลธรรม เกิดความเป็นธรรมในหมู่สงฆ์ นำสังคมสันติสุขอย่างยั่งยืนนั้น ต้องอาศัย “คน” ที่ต้องมีความรู้ ความสามารถ มีความเมตตา เข้าใจในหลักพระศาสนามุ่งหวังให้ประชาชนในชาติได้รับประโยชน์จากการปฏิรูป

การปฏิรูปต้องยึดธรรมเป็นหลัก และต้องถามคณะสงฆ์ว่าทิศทางควรเป็นอย่างไร มิใช่เอาคนกิเลสหนาไปกำหนดทิศทางให้ผู้มีกิเลสเบาบางต้องถือปฏิบัติเพียงฝ่ายเดียว

การปฏิรูปต้องเกิดบนฐานพรหมวิหารธรรม 4 มุ่งความดีงามในหมู่สงฆ์ ขณะเดียวกันหากมีการประพฤติผิดพระวินัยก็ต้องตัดสินตามแนวบัญญัติอย่างตรงไปตรงมา พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันของฝ่ายการเมืองหรือประชาชนกับคณะสงฆ์

หากความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายเหินห่างกัน หรือยิ่งหากพฤติกรรมของพระสงฆ์จะเป็นอย่างไร ฝ่ายกำกับดูแล หรือประชาชนไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ ไม่แสดงความเป็นห่วง ไม่วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความปรารถนาดี อันนี้ยิ่งจะทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ จะทำให้วิกฤตในวงการคณะสงฆ์เป็นไปในทางที่ไม่พึงประสงค์

บทบาทพระสงฆ์ก็จะยิ่งไม่สนองตอบต่อปัญหาในสังคมที่เกิดขึ้น

 

ขณะเดียวกันหากฝ่ายบ้านเมืองที่จะปฏิรูปคณะสงฆ์ หากคิดแต่เพียงจะนำกฎหมายไปจัดการโดยไม่คำนึงถึงการจะนำพระธรรมวินัยเป็นหลักนำไปพิจารณา หรือไม่ใช้หลักการทางศาสนาเข้าไปจัดการ การกระทำลักษณะนี้นอกจากจะเป็นลบหลู่ต่อคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ยังเท่ากับไปซ้ำเติมไม่ก่อผลดีทั้งต่อฝ่ายการเมืองและคณะสงฆ์

มหาเถรสมาคมเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ ประกอบด้วยพระเถระมีอายุพรรษา แต่ละรูปเป็นที่เคารพศรัทธา ผ่านประสบการณ์ปกครองหลายระดับ

ขณะเดียวกันพระสงฆ์สามเณรทั่วประเทศ 300,000 กว่ารูป อยู่ในมือการปกครองของกรรมการมหาเถรสมาคม 20 รูป กรรมการชุดปัจจุบันเพิ่งครบวาระการดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา การปกครองคณะสงฆ์ระดับจังหวัดก็อยู่ที่เจ้าคณะจังหวัดเพียงรูปเดียว ในระดับอำเภอ ระดับตำบล และระดับเจ้าอาวาสก็เช่นเดียวกัน

มหาเถรสมาคมเปรียบเหมือนคณะรัฐมนตรี การบริหารงานของคณะรัฐมนตรีขึ้นตรงและถูกตรวจสอบโดยสมาชิกรัฐสภา จากองค์กรอิสระ อาทิ ป.ป.ช. ปปง. สตง. ป.ป.ท. แล้วมหาเถรสมาคมควรขึ้นตรงและถูกตรวจสสอบโดยหน่วยงานใด

เมื่อเห็นความสำคัญเช่นนี้ ควรที่พุทธศาสนิกชนจะร่วมปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ โดยยึดหลักพรหมวิหารธรรม ร่วมใจถวายแนวทางให้ท่านได้บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพตามคติที่ว่า “ปกครองอย่างเมตตา กรุณาอย่างมีเหตุผล ยินดีกับทุกศาสนิกชน ปฏิรูปคนให้วางใจเป็นกลาง”

กระบวนการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาโดยใช้หลักธรรมทางศาสนา ให้ชาวพุทธมีเมตตาต่อกัน มีกรุณาบนพื้นฐานของความดี ปราศจากอคติความขัดแย้ง วางอุเบกขาสร้างความเท่าเทียมให้ผู้ที่ทำการปฏิรูปและผู้ถูกปฏิรูป จะยังพระพุทธศาสนาให้คงมั่นยั่งยืน

 

นอกจากกรณีอดีตพระยันตระที่นายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ตรวจสอบ กลุ่มสันติอโศกโดยการนำของสมณะโพธิรักษ์ก็เป็นอีกหนึ่งบทสะท้อนการแยกกลุ่มปกครองตนเอง การไม่ยอมรับ ไม่ยอมอยู่ในสังกัดการปกครองของคณะสงฆ์ไทย

หากการปฏิรูปปรากฏผลทำให้ฝ่ายการเมือง ฝ่ายกำกับดูแล และฝ่ายปฏิบัติงานการปกครองคณะสงฆ์ดำรงอยู่ในหลักการที่เหมาะสม

เชื่อว่า…จักไม่มีกรณีล่าลายชื่อ ปักป้ายไม่รับมติปลด-แต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด และการลาออกจากตำแหน่งของพระสงฆ์ (ธรรมยุต) ดังเช่นที่กำลังเกิดขึ้นในจังหวัดกาฬสินธุ์

ให้สะเทือนวงการปกครองคณะสงฆ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...