โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ธปท.กั้นรั้วแบงก์ลุย สินทรัพย์ดิจิทัล สกัดส่งผ่านความเสี่ยงถึง “ผู้ฝากเงิน”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 มี.ค. 2565 เวลา 13.06 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. 2565 เวลา 02.01 น.
ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส

รายงาน

จากกระแสการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และเกิดสินทรัพย์การลงทุนประเภทใหม่ ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะสินทรัพย์ดิจิทัล (digital asset : DA) ที่อยู่ในความสนใจในวงกว้าง ทั้งในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจ และผู้ลงทุน รวมทั้งในส่วนของธนาคารพาณิชย์และธุรกิจการเงินที่สนใจโดดเข้ามาลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น

แต่หากไม่มีการดูแลหรือกำกับความเสี่ยงที่ดี อาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินได้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ได้แนวทางเกณฑ์กำกับการลงทุนเพื่อคุมความเสี่ยงที่อาจกระทบเป็นวงกว้าง

ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวในงานสัมมนา “สินทรัพย์ดิจิทัล Game Changer เดิมพันเปลี่ยนอนาคต” ของประชาชาติธุรกิจ ภายใต้หัวข้อ “ภูมิทัศน์การเงินไทยยุคอนาคต” ว่า สินทรัพย์ดิจิทัล เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ภาคการเงินไทย และเป็นสินทรัพย์ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน สถาบันการเงิน ผู้ประกอบการ และภาครัฐอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

สะท้อนจากข้อมูลพบว่า คนไทยมีการเปิดบัญชีเพื่อซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2563-2564 มีการเปิดบัญชีจาก 7 แสนบัญชี เพิ่มเป็น 2.27 ล้านบัญชี เติบโตมากกว่า 200% และยังพบว่าคนไทยมีสัดส่วนถือครองคริปโตเคอร์เรนซีต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสูงถึง 20.1% สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 10.2% เท่านั้น

แบงก์แห่ร่วมสินทรัพย์ดิจิทัล

นอกจากนี้ พบว่ามีผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีผู้ประกอบการได้รับอนุญาตให้ทำธุรกิจ DA exchange 8 ราย และ ICO portal 7 ราย รวมถึงมีธนาคารพาณิชย์ และโฮลดิ้งธุรกิจการเงิน ให้ความสนใจเข้ามาทำธุรกิจเกี่ยวกับ DA เพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าดิจิทัลแอสเสตมีความเสี่ยง โดยเฉพาะ DA บางประเภทที่นำไปใช้ในการเก็งกำไร มากกว่าประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันพบว่ามีคริปโตเคอร์เรนซีมากกว่า 1,500 ชนิด และบางชนิดมาแล้วก็หายไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่เหรียญที่ได้รับความนิยมในตลาดก็มีอายุไม่ถึง 10 ปี ซึ่งยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเหรียญเหล่านี้จะอยู่ยงคงกระพันในระยะยาวหรือไม่

ขณะเดียวกัน คริปโตยังมีราคาที่ผันผวนสูง เช่น ราคาของ Bitcoin ลดลงถึง 50% ภายในระยะเวลา 8 เดือน หรือราคาของ Ethereum ลดลง 30% จากต้นปี

ธปท.กั้นรั้วแบงก์ลงทุน DA

ทั้งนี้ DA เป็นเรื่องใหม่ และมีพลวัตนำมาซึ่งโอกาสและความเสี่ยงพร้อมกัน แต่แนวคิดที่ว่า “ถ้าเสี่ยงและห้ามไปเสียหมด” อาจจะไม่ใช่แนวคิดในการกำกับดูแลของ ธปท.อีกต่อไป ดังนั้น ธปท.จึงต้องแยกความเสี่ยงออกจากจุดที่เป็นกังวลมากที่สุด คือ “ธนาคารพาณิชย์” เนื่องจากรับเงินฝากของประชาชนในวงกว้าง จึงต้องเป็นสถานที่ที่มีความมั่นคง ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ โดยยังไม่ให้เข้าไปยุ่งกับสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง

อย่างไรก็ดี ธปท.ได้เปิดช่องในการกำกับดูแล โดยธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) หรือกลุ่มธุรกิจการเงิน (โฮลดิ้ง) ที่ต้องการเข้าไปสำรวจหรือทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ “DA” สามารถทำได้ ภายใต้ “รั้วกั้น” ที่กำหนดเพดานการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลไม่เกิน 3% ของเงินกองทุน เพื่อจำกัดขอบเขตการลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ให้แห่ลงทุนตามกันเพราะกลัวว่าจะตกขบวน

“ธปท.จะไม่ปิดกั้น หรือเปิดมากเกินไป แต่อยากสร้างการเรียนรู้พร้อมกัน และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยกำหนดรั้วกั้นในช่วงแรก และมีประตูเว้นไว้ให้เป็นทางออก และค่อย ๆ ขยับรั้วออกไป จนในที่สุดอาจจะไม่มีรั้ว เช่นเดียวกับเกณฑ์การกำกับเรื่องของ Fintech ที่เดิมกำหนดเพดานการลงทุน 3% ของเงินกองทุน แต่ภายหลังที่ ธปท.เห็นประโยชน์จาก Fintech ที่เข้ามาช่วยให้การบริการดีขึ้น ตอบโจทย์และลดต้นทุน และธนาคารสามารถดูแลความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ล่าสุด ธปท.ได้ปลดราวกั้นออก หรือยกเลิกเกณฑ์ดังกล่าว”

ยกระดับคุมความเสี่ยงลูกค้า

ดร.รุ่งกล่าวอีกว่า สำหรับเกณฑ์การกำกับจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับการอนุญาตและมีหน่วยงานการกำกับดูแล เช่น ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล, ไอซีโอ พอร์ทัล, โบรกเกอร์ หรือดีลเลอร์ และ 2) ธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นที่ยังไม่มีผู้กำกับ ซึ่งยังประเมินประโยชน์และความเสี่ยงได้ไม่ชัดเจนใน เช่น Metaverse และ Defi ธปท.ไม่ได้ห้าม แต่กำหนดให้ทำอยู่ในขอบเขต (sandbox)

สำหรับธุรกิจ DA ที่มีหน่วยงานกำกับ ธปท.ออกแบบรั้วกั้นโดยกำหนดเพดานให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินได้ไม่เกิน 3% ของเงินกองทุน แต่ก็มีกลไกสร้างแรงจูงใจให้ออกจากรั้วกั้นได้ คือจะไม่นับอยู่ในเพดานการลงทุน 3% หากยกระดับมาตรฐานของธุรกิจ DA นั้น ๆ ใน 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านธรรมาภิบาล 2) การดูแลความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและไซเบอร์

3) การดูแลความเสี่ยงด้านชื่อเสียง 4) การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) 5) ประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงของลูกค้า และ 6) การให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม เปรียบได้กับมีรั้วกั้น แต่ก็มีประตูให้เดินออกไปอย่างสง่างาม

กลไกนี้มุ่งหวังจะให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินที่คุ้นชินกับมาตรฐานการให้บริการและรักษาความปลอดภัยของธนาคารพาณิชย์อยู่แล้ว ช่วยยกระดับให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลได้มาตรฐานเดียวกันนั้นด้วย

“เรามองว่าเพดาน 3% ไม่ได้น้อยเกินไป และเพียงพอต่อการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะแรก เพราะหากดูสถาบันการเงินชั้นนำของโลก เช่น ซิตี้แบงก์ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด พบว่ามีการลงทุนใน DA ประมาณ 7,000 ล้านบาท หรือคิดเฉลี่ยประมาณ 0.43% ของเงินกองทุน ดังนั้น เราคิดว่ากรอบ 3% จึงไม่น้อยเกินไป และเป็นระดับที่ยอมรับความเสี่ยงได้ หากเกิดความเสียหายทั้งหมด”

แยกบอร์ดแบงก์-ธุรกิจ DA

นอกจากนี้ การที่กลุ่มธุรกิจทางการเงินลงทุนในบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลมีนัยว่า ความเสี่ยงบางส่วนสามารถถูกส่งผ่านกลับมาถึงธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอาจกระทบถึงความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงิน ดังนั้น ธปท.จึงกำหนดให้มีแนวทางบริหารความเสี่ยงเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงใน 2 เรื่องหลัก

เรื่องแรก ต้องแยกชุดคณะกรรมการ (บอร์ด) ระหว่าง “ธนาคาพาณิชย์” และกลุ่มธุรกิจการเงินที่ทำเรื่องของธุรกิจ DA เพื่อให้มั่นใจว่า คณะกรรมการจะดูแลผลประโยชน์ของธนาคารพาณิชย์เต็มที่ และไม่ให้เกิด conflict of interest ในการตัดสินใจทางธุรกิจ อีกทั้งยังต้องมีเงินกองทุนที่เพียงพอรองรับความเสี่ยงที่อาจจะมีมากขึ้นจากการทำธุรกิจใหม่นี้ด้วย

รวมถึงต้องเพิ่มกลไกป้องกันการส่งผ่านความเสี่ยงอื่น ๆ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่อาจมาสู่ธนาคารพาณิชย์ เช่น ต้องแยกระบบ IT ไม่ให้มาเกี่ยวข้องกับระบบ core banking โดยเด็ดขาด

รวมทั้งห้ามสื่อสารให้เกิดความเข้าใจว่า หากเกิดความเสียหายกับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว ธนาคารพาณิชย์ในกลุ่มธุรกิจเดียวกันจะมีบทบาทเข้าไปช่วยเหลือ

ห้ามใช้ช่องทางแบงก์นำเสนอ DA

ดร.รุ่งกล่าวว่า เรื่องที่สอง ลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยไม่ถูกกระตุ้นความสนใจในสินทรัพย์ดิจิทัลจากช่องทางต่าง ๆ ของธนาคารพาณิชย์ เพราะเรื่องของสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้เหมาะกับลูกค้าทุกคน ดังนั้น ธปท.จึงไม่อนุญาตให้ใช้ช่องทางสาขา เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชั่นของธนาคารพาณิชย์ ในการนำเสนอสินทรัพย์ดิจิทัลต่อลูกค้า

“แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ทั้ง 100% หรือรู้รอบด้าน ณ วันแรก จึงต้องมีการเรียนรู้ไปด้วยกัน ทั้งผู้ให้บริการ ผู้กำกับดูแล รวมถึงประชาชนผู้ใช้บริการ โดย ธปท.พร้อมสนับสนุนภาคการเงินให้สามารถปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และเน้นหลักคุณภาพและความยั่งยืนมากกว่าความเร็ว โดยผลักดันให้เกิดประโยชน์จากสินทรัพย์ดิจิทัลในเชิงบวก รวมถึงยกระดับการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลให้สูงขึ้น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...