โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดาวโจนส์ปิดวันศุกร์ลบ 521 จุด กลุ่มการเงิน-เทคฯ กดตลาด จากหลายปัจจัยเสี่ยง

efinanceThai

เผยแพร่ 01 มี.ค. เวลา 23.21 น.

ดาวโจนส์ปิดวันศุกร์ลบ 521 จุด กลุ่มการเงิน-เทคฯ กดตลาด จากหลายปัจจัยเสี่ยง

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -2 มี.ค. 69 6:21: น.

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดร่วงลงในวันศุกร์ (27 ก.พ.) จากแรงเทขายหุ้นกลุ่มการเงินและเทคโนโลยี ท่ามกลางความกังวลเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI), ความไม่แน่นอนด้านภาษีการค้า และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โดยตลอดทั้งเดือนก.พ. ตลาดเคลื่อนไหวในแดนลบ

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 48,977.92 จุด ลดลง 521.28 จุด (-1.05%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,878.88 จุด ลดลง 29.98 จุด (-0.43%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 22,668.21 จุด ลดลง 210.17 จุด (-0.92%)

ดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดลบรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนพ.ย. 2025 แต่ยังทำสถิติบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ช่วง 10 เดือนที่สิ้นสุดในเดือนม.ค. 2018 ขณะที่ดัชนี S&P 500 และแนสแดคปรับลดลงรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2025 เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับต้นทุนและผลกระทบจาก AI, ความกังวลเรื่องมาตรการภาษีที่กลับมาอีกครั้ง รวมถึงสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์

ไรอัน เดทริก หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Carson Group กล่าวว่า การปิดเดือนก.พ. เตือนเราว่ายังมีรอยร้าวในตลาดอยู่ แรงกดดันยังมาจากข้อมูลเงินเฟ้อที่ออกมาสูงกว่าคาด ซึ่งอาจทำให้แนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในช่วงปีนี้ต้องเลื่อนออกไป และเพิ่มเติมว่า แม้เดือนก.พ.จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ผลประกอบการบริษัทสหรัฐฯ ในไตรมาส 4 คาดว่าจะเติบโตกว่า 14% ซึ่งกำไรนี้เองเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการปรับขึ้นของตลาดหุ้นในระยะยาว และฤดูกาลประกาศผลประกอบการครั้งนี้ถือว่าน่าประทับใจมาก

หุ้นกลุ่มการเงินร่วงลง หลังมีรายงานว่า Barclays, Jefferies, Wells Fargo และธนาคารอื่น ๆ อาจเผชิญความเสียหายจากการล้มละลายของ Market Financial Solutions Ltd ผู้ให้บริการสินเชื่อจำนองในสหราชอาณาจักร ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ โดยหุ้นของ Wells Fargo, Jefferies และหุ้น Barclays ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ร่วงลงระหว่าง 4.0-9.3%

หุ้นจาก 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P 500 พบว่า กลุ่มเฮลท์แคร์และพลังงานบวกนำดัชนี มีเพียงกลุ่มการเงินและเทคโนโลยีที่ปิดลบ ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงกดดันดัชนี โดยความวิตกเกี่ยวกับ AI ส่งผลให้หุ้นกลุ่มชิปและซอฟต์แวร์ปรับตัวลง 1.2% และ 1.5% ตามลำดับ สวนทางหุ้นกลุ่ม Defensive อาทิ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค, กลุ่มเฮลท์แคร์ และกลุ่มสาธารณูปโภคที่ปรับตัวดีกว่าตลาด

ด้านข้อมูลเศรษฐกิจ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนม.ค. ออกมาสูงกว่าคาด ซึ่งตอกย้ำการคาดการณ์ว่าเฟดไม่น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเร็ว ๆ นี้

ดัชนีราคาผู้ผลิตทั่วไป (Headline PPI) เพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบรายปี ในเดือนม.ค. ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน (Core PPI) เร่งตัวขึ้น 3.6% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อย่างชัดเจน สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี Headline PPI เพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนม.ค. สูงกว่าคาดที่ 0.3% และมากกว่าเดือนก่อนอยู่ 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่วนดัชนี Core PPI เพิ่มขึ้น 0.8% สูงกว่าระดับ 0.6% ในเดือนธ.ค. 2025 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ในผลสำรวจของ Dow Jones คาดการณ์ไว้ที่ 0.3%

ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า ตลาดการเงินประเมินความน่าจะเป็น 94.1% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายไว้ในกรอบ 3.503.75% ในการประชุมเดือนมี.ค.

ภาพรวมหุ้นรายตัว

-หุ้น Nvidia ร่วงลง 4.2% ต่อเนื่องหลังจากร่วงลง 5.5% ในวันพฤหัสบดี (26 ก.พ.) แม้รายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนความกังวลต่อเทคโนโลยี AI ที่ยังคงอยู่

-หุ้น Zscaler ดิ่งลง 12.2% หลังบริษัทด้านความปลอดภัยระบบคลาวด์รายงานผลขาดทุนสุทธิไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น

-หุ้น Netflix พุ่งขึ้น 13.8% หลังนักลงทุนตอบรับเชิงบวกต่อการตัดสินใจถอนตัวจากการเข้าซื้อ Warner Bros. Discovery (WBD) ซึ่งหุ้นของ WBD ลดลง 2.2% ขณะที่หุ้น Paramount Skydance ทะยาน 20.8%

-หุ้น Block บริษัทด้านการชำระเงินพุ่ง 16.8% หลังประกาศปลดพนักงานเกือบครึ่งหนึ่ง โดยจะนำ AI มาใช้ในกระบวนการดำเนินงาน

-หุ้น Dell Technologies ทะยานขึ้น 21.9% หลังคาดว่ารายได้จากธุรกิจเซิร์ฟเวอร์ที่ปรับแต่งเพื่อรองรับ AI จะเติบโตในปีงบประมาณ 2027 พร้อมประกาศแผนคืนเงินสดแก่ผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น

ภาพรวมการซื้อขาย

-ปริมาณการซื้อขายโดยรวมในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 20,850 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลอด 20 วัน ซึ่งอยู่ที่ 20,190 ล้านหุ้น

-ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กมีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.31 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหลักทรัพย์ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ 564 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 121 ตัว

-ตลาดหลักทรัพย์แนสแดค มีหุ้นบวก 1,594 ตัว และหุ้นลบ 3,158 ตัว คิดเป็นสัดส่วนหุ้นลบต่อหุ้นบวก ที่ 1.98 ต่อ 1 หุ้น

-ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 49 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 2 ตัว ส่วนดัชนีแนสแดคมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 78 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 127 ตัว

ที่มา Reuters

รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...