โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ศึก‘สหรัฐ-อิหร่าน’ ยื้อ ส่งออกไทยเสี่ยงวูบ 6 หมื่นล้าน ลามท่องเที่ยว อสังหาฯ ค้าปลีก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สงครามปะทุเมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก่อนเผชิญการตอบโต้ที่ลุกลามทั่วตะวันออกกลาง ดันภูมิรัฐศาสตร์โลกเข้าสู่จุดเปราะบางครั้งใหม่ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่เพียงเขย่าตลาดพลังงานและราคาทองคำ แต่ยังซํ้าเติมความผันผวนการค้าโลกสำหรับไทยแรงกระแทกอาจส่งผ่านทั้งราคานํ้ามัน เงินเฟ้อ ต้นทุนขนส่ง และภาคส่งออก กดดันเศรษฐกิจและค่าครองชีพประชาชน หากไฟสงครามยังไม่ดับลงง่ายๆ

จุดชี้ชะตาปิด “ฮอร์มุซ”เขย่าเศรษฐกิจโลก

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านได้ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ หลังอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพอเมริกาใน 11 ประเทศ รวมถึงในบางพื้นที่เศรษฐกิจ เป้าหมายคือใช้อาวุธทางเศรษฐกิจกดดันคู่กรณีควบคู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ และไม่มีสายเดินเรือกล้าวิ่งผ่านเพราะเกรงอันตราย สัปดาห์นี้จึงเป็น “จุดชี้เป็นชี้ตาย” ว่าสงครามจะจบเร็วหรือยืดเยื้อ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิหร่าน

สำหรับผลกระทบโลกจะพุ่งตรงไปที่ราคาพลังงาน เพราะการขนส่งนํ้ามันของโลกสัดส่วนมากกว่า 20% หรือ 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคานํ้ามันมีโอกาสขยับ 5–100% และในฉากทัศน์เลวร้ายอาจแตะ 100–150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มปรับลงจากความไม่แน่นอน ยกเว้นบางกลุ่มในสหรัฐ ขณะที่ทองคำจะเป็นสินทรัพย์หลบภัย มีโอกาสขึ้นถึง 5,500–5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และในประเทศอาจแตะ 80,000–100,000 บาทต่อบาททองคำ หากตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ

ส่งออกไทยเสี่ยงวูบ 6 หมื่นล้าน

ด้านไทยส่งออกไปตะวันออกกลาง 15 ประเทศ มูลค่า 4 แสนล้านบาทในปี 2568 หรือราว 4% ของส่งออกรวม โดย 70% กระจุกในกลุ่ม GCC หากเส้นทางเดินเรือ หรือสายการบินสะดุด 2 เดือน จากมูลค่าส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 3.3 หมื่นล้านบาท ความเสียหายอาจแตะ 6 หมื่นล้านบาท ค่าเงินบาทผันผวนตามเงินทุนเคลื่อนย้าย ขณะที่ต้นทุนนํ้ามันอาจดันราคาขายปลีกในประเทศแตะ 80 บาทต่อลิตร ซํ้าเติมค่าครองชีพ

“หากสถานการณ์รุนแรงต่อเนื่อง GDP ไทยปีนี้อาจขยายตัวเหลือเพียง 0.5–1% จากเดิมสภาพัฒน์คาดขยายตัวค่ากลางที่ 2% และการส่งออกมีโอกาสอยู่ในกรอบ -3% ถึง +1% เสนอให้รัฐบาลตั้ง War Room ดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการรองรับภาคส่งออก และบริหารความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เชิงรุก เพราะนี่คือ ปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ที่แซงหน้าสงครามการค้าไปแล้ว” ดร.อัทธ์ กล่าว

ส.อ.ท.เตรียมประชุมสมาชิกประเมินความเสี่ยง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า กรณีสหรัฐฯ–อิสราเอลโจมตีอิหร่าน หากยุติภายใน 1 สัปดาห์ ผลกระทบจะเป็นเพียงระยะสั้นและค่อย ๆ คลี่คลาย แต่หากยืดเยื้อเกินกว่านั้น ต้องประเมินว่าจะลุกลามเป็นระดับภูมิภาคหรือไม่

หากบานปลายในวงกว้าง ราคานํ้ามันมีโอกาสทะลุเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อทั่วโลก สินค้าพลังงานขาดแคลน และค่าเดินเรือปรับสูงขึ้น โดยประเด็นสำคัญคือความเสี่ยงด้านพลังงานที่อาจดันต้นทุนเพิ่มขึ้นมาก

แม้ไทยไม่ได้พึ่งพานํ้ามันจากอิหร่านโดยตรง แต่ใช้พลังงานหลักจากตะวันออกกลาง จึงต้องเร่งหาทดแทนอย่างไรก็ดี เข้าใจว่านายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้มีการเรียกประชุม เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาก จากประเมินแล้วสต็อกนํ้ามันที่ไทยมีเวลานี้ใช้ได้ราว 60 วัน พร้อมบริหารผลกระทบผ่านกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงและมาตรการระงับส่งออก

ด้านภาคอุตสาหกรรมเตรียมประชุมด่วนใน 1–2 วัน เพื่อประเมินความเสี่ยง หาแหล่งวัตถุดิบหรือพลังงานสำรอง รวมถึงติดตามว่าหากเกิดการชะงักงัน จะจัดหาแหล่งทดแทนและรับมือราคาที่ผันผวนได้อย่างไร

SME จี้อุดช่องโหว่เศรษฐกิจ-รับแรงกระแทก

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เตือนสถานการณ์ความรุนแรงอาจลุกลามเป็น “สงครามใต้ดิน” กระทบการค้าโลก โดยปี 2568 เอสเอ็มอีไทยส่งออกไปอิหร่านมูลค่า 38.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 28.17% ของการส่งออกไทยไปอิหร่าน (ภาพรวมมูลค่าการค้าไทย–อิหร่านปี 2568 อยู่ที่ 137 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 137 ล้านดอลลาร์ และนำเข้า 9.3 ล้านดอลลาร์)

สินค้าหลักของเอสเอ็มอีไทยที่ส่งออกไปอิหร่าน 5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องจักรและบอยเลอร์ 6.39 ล้านดอลลาร์ เครื่องจักรไฟฟ้า 5.71 ล้านดอลลาร์ ยานยนต์และชิ้นส่วน 5.44 ล้านดอลลาร์ ผลไม้ 3.89 ล้านดอลลาร์ และผัก 2.47 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้นายแสงชัย เสนอให้ไทยเร่งยกระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รับมือความผันผวนพลังงานและนํ้ามัน ดูแลเสถียรภาพห่วงโซ่อุปทาน สำรองพลังงาน–บริหารโลจิสติกส์ โดยเฉพาะเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุส ควบคุมต้นทุนไม่ให้กระทบค่าครองชีพ พร้อมเตรียมมาตรการตลาดทดแทน ดูแลส่งออก–ท่องเที่ยว และรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ให้ ไทยเข้าไปอยู่ในวงความขัดแย้งโดยตรง

ศก.-พลังงาน-ตลาดการเงินโลกสะเทือน

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ให้ความเห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ถือเป็นจุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ การเสียชีวิตผู้นำสูงสุดอิหร่านก่อสุญญากาศทางอำนาจและดันภูมิภาคสู่สงครามเต็มรูปแบบ เหตุการณ์ลุกลามทั้งทางอากาศ บก และทะเล สร้างแรงสั่นสะเทือนเชิงระบบต่อเศรษฐกิจ พลังงาน และตลาดการเงินโลก

จุดกระแทกสำคัญอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงนํ้ามันและ LNG ราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 1 ใน 5 ของโลก การปิดกั้นเส้นทางทำให้เกิด “อุปทานขาดแคลนเทียม” กว่า 15 ล้านบาร์เรลต่อวันไม่สามารถส่งมอบได้ ความเสี่ยงดังกล่าวผลักดันราคานํ้ามัน Brent มีโอกาสทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลค่าระวางเรือ–ประกันภัยพุ่ง 50-140% และทุกการเพิ่มขึ้นของราคานํ้ามัน 10% อาจดันเงินเฟ้อโลกขึ้น 0.35% ภายในหนึ่งปี

สำหรับไทยที่พึ่งพานํ้ามันดิบจากตะวันออกกลาง 52% แม้ไม่ได้นำเข้าจากอิหร่านโดยตรง แต่แหล่งหลักต้องผ่านฮอร์มุซ เวลานี้ไทยมีสำรองรวม 60 วัน รัฐบาลจึงระงับส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ใช้กองทุนนํ้ามันตรึงดีเซลไม่เกิน 30 บาท และเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าถ่านหิน–พลังนํ้าเพื่อลดใช้ LNG ตลาดทุนเข้าสู่ภาวะRisk-off ดัชนี SET เสี่ยงทดสอบ 1,400 จุด บาทอ่อน 33-35 ต่อดอลลาร์ ทองคำทะลุ 5,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะท่องเที่ยวและส่งออกตะวันออกกลาง 3.5% ของรวม เริ่มชะลอ

ยืดเยื้อนํ้ามันดิบพุ่ง 120 ดอลลาร์/บาร์เรล

นายยุทธศักดิ์ ประเมิน 2 ฉากทัศน์ หากยุติเร็ว ราคานํ้ามันอาจขึ้นแตะ 75-80 ดอลลาร์ก่อนปรับลง ตลาดฟื้นตัวแบบ V-shape ไทยกระทบจำกัด แต่หากยืดเยื้อ และฮอร์มุซปิดยาว โลกเสี่ยง Oil Shock ราคายืนเหนือ 100-120 ดอลลาร์ เศรษฐกิจถดถอยและเงินเฟ้อฝังลึก ไทยต้องเร่งบริหารพลังงาน เตรียมแผนปันส่วนหากจำเป็น ควบคู่เร่งแผน PDP 2026 กระจายตลาดผ่าน FTA ใหม่ และวางจุดยืนเป็นกลางเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

ลามกระทบต่างชาติเที่ยวไทยหด

สำหรับผลกระทบด้านการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า เหตุโจมตีในตะวันออกกลางที่ทำให้หลายประเทศปิดน่านฟ้า และสายการบินหลักอย่าง Emirates, Qatar Airways, Etihad Airways, Kuwait Airwaysและ Flydubai ระงับบินชั่วคราว กระทบผู้โดยสารที่ใช้ตะวันออกกลางเป็นฮับต่อเครื่องมาเอเชีย รวมถึงไทย ขณะที่สายการบินระยะไกลที่ไม่ใช้ Gulf Hubเช่น การบินไทย, Lufthansa และ Air France ยังบินได้แต่ต้องปรับเส้นทาง ทำให้เวลาเดินทางนานขึ้น

“ททท.ประเมินว่า มีนาคม 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้าไทยราว 2.8 ล้านคน ตํ่ากว่าเป้าเดิม 3 ล้านคน ลดลงประมาณ 150,000 คน จากตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา”

แนวโน้มทั้งปี 2569 ประเมินไว้2 ฉากทัศน์ กรณี “Best Case” หากจบใน 2 สัปดาห์ ตลาดระยะไกลฟื้นใน 1 เดือน จีนยังโตต่อเนื่อง และอาจมีการย้ายปลายทางมาไทย คาดทั้งปีโต 6–9% หรือ 35–36 ล้านคน แทบไม่กระทบ ส่วนกรณี “Worst Case” หากยืดเยื้อเกิน 3 เดือน การฟื้นตัวกลับของตลาดระยะไกลจะฟื้นช้า

ขณะที่ราคานํ้ามัน และค่าเงินบาทผันผวน จะกดดันเศรษฐกิจ คาดนักท่องเที่ยว เหลือ 30–31 ล้านคน ลดลง 5–8% จากปี 2568 โดยยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลางกระทบหนัก ทั้งนี้ ททท.ได้เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ พร้อมเร่งดึงตลาดทดแทนจากเอเชียตะวันออก– อาเซียน โดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย พร้อมปรับแผนทันทีเมื่อสถานการณ์ชัดเจน

ช็อกเส้นทางบินกดดันดีมานด์–ต้นทุนพุ่ง

นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบการท่องเที่ยวไทยทันทีจากการยกเลิก ดีเลย์ และเปลี่ยนเส้นทางบินผ่าน Gulf hub เช่น ดูไบ–โดฮา ซึ่งเป็นจุดต่อหลักเชื่อมยุโรป แอฟริกา อเมริกา มายังเอเชีย รวมถึงผลกระทบด้านความเชื่อมั่น นักท่องเที่ยวเลี่ยงต่อเครื่องผ่านภูมิภาคเสี่ยง แม้ไทยปลอดภัย ขณะที่ต้นทุนนํ้ามัน–ประกันภัยสูงขึ้น ดันราคาตั๋วและชะลอการตัดสินใจเดินทาง โดยเริ่มเห็นการยกเลิกจากตลาดตะวันออกกลางในเดือนมีนาคมแล้ว

ฉากทัศน์แรก หากจบภายใน1 สัปดาห์ จะเป็นช็อกสั้นแต่แรง เที่ยวบินสะดุด 3–10 วันก่อนทยอยกลับสู่ปกติ ดีมานด์ส่วนใหญ่ “เลื่อน” มากกว่า “หาย” ไทยจะกระทบหลักในตลาดระยะไกลที่ต้องต่อเครื่องผ่านตะวันออกกลางและกรุ๊ปทัวร์ตารางแน่น ส่วนตลาดระยะใกล้ในเอเชียกระทบน้อยและฟื้นเร็ว ข้อเสนอเร่งด่วนคือ ตั้ง War Room ติดตามน่านฟ้า–เที่ยวบิน รายวัน สื่อสารว่า “ไทยปลอดภัยแต่เส้นทางอาจสะดุด” พร้อมผลักดัน Flexible policyกับสายการบินและเอเจนซี่

ฉากทัศน์สอง หากยืดเยื้อเกิน1 สัปดาห์ จะเปลี่ยนเป็นสภาวะต้นทุนสูง เส้นทางอ้อมยาวขึ้น ตารางบินปั่นป่วนต่อเนื่อง ตลาด Long-haul โดยเฉพาะกลุ่มต่อเครื่องผ่าน Gulf hub และ MICE จะหดจริง ธุรกิจห่วงโซ่ท่องเที่ยวเผชิญ booking window สั้นลง แข่งขันราคายากขึ้น แนวทางรับมือคือเร่งทำตลาดทดแทนเน้น short-haul จัดแพ็กความเชื่อมั่นระดับประเทศ ประสานสายการบินปรับ capacity และใช้ข้อมูลคุมเกม พร้อมยํ้าว่าไทยอาจไม่อยู่ในสมรภูมิแต่เราอยู่ใน “เส้นทางบิน” จึงต้องบริหารความคาดการณ์ได้และคุมความเสี่ยงด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิด

ลากยาวเกิน 3 เดือนทุบกำลังซื้อ–ท่องเที่ยว

ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ เลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA) ระบุว่า ตามกลไกเศรษฐศาสตร์ค้าปลีก ผลกระทบจากวิกฤตภายนอกจะค่อยๆ ส่งผ่านจากต้นนํ้าสู่ปลายนํ้า โดยค้าปลีกได้รับผลล่าช้าราว 6–7 เดือนจึงยังพอมี “เวลาหายใจ” ในระยะสั้น อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน3 เดือน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะเริ่มสั่นคลอนและชะลอการใช้จ่าย โดยเฉพาะหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคานํ้ามันสูงขึ้น จะกระทบต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ขนส่ง และการเงินก่อนส่งผ่านสู่ราคาสินค้า

ทั้งนี้เสนอให้รัฐโฟกัสแก้ปัญหาที่ต้นนํ้าและภาคการผลิต ควบคู่บริหารต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ เพื่อชะลอการส่งผ่านต้นทุน ประคองกำลังซื้อขณะที่ผลกระทบท่องเที่ยวระยะสั้นอาจยังไม่รุนแรง ซึ่งยังเร็วเกินไปจะสรุปทิศทาง เนื่องจากสถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูง

จับตาวัสดุขึ้นดันราคาก่อสร้างขยับ

นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ระบุว่า ความไม่แน่นอนจากสงครามกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค อาจชะลอการตัดสินใจสร้างบ้านระยะสั้น หากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว ผลกระทบเศรษฐกิจไทยจะจำกัดแต่ต้องจับตามาตรการรัฐพยุงกำลังซื้อและเสถียรภาพโดยรวม

ระยะยาวความเสี่ยงอยู่ที่ต้นทุนก่อสร้าง ทั้งวัสดุ ค่าแรง และพลังงาน โดยเฉพาะเหล็ก–อะลูมิเนียมที่อิงราคาพลังงานและนำเข้า มีโอกาสปรับขึ้นราว 30% อาจดันต้นทุนรวมเพิ่ม 15%และสะท้อนเป็นราคาบ้านขยับประมาณ 10%

ด้าน นายปริญญา ธนินถิรากุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่าคาดไตรมาส 3 เป็นต้นไป นํ้ามัน–ทองคำสูงจะกดดันต้นทุนต่อเนื่อง ปลายปีอาจเห็นราคาก่อสร้างเพิ่ม 5–15% อย่างไรก็ดี เอเชียยังมีโอกาสรับอานิสงส์จากการย้ายฐานผลิตและห่วงโซ่อุปทานในระยะถัดไป

เสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง–ชะลอซื้ออสังหาฯ

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า ความตึงเครียดอิสราเอล/สหรัฐฯ–อิหร่านที่ยกระดับล่าสุด ยังประเมินไม่ได้ว่าจะลุกลามเพียงใดแต่ความเสี่ยงหลักอยู่ที่ “ราคาพลังงาน” หากยืดเยื้อและกระทบเส้นทางขนส่งในตะวันออกกลาง อาจดันราคานํ้ามันสูงขึ้น กระตุ้นเงินเฟ้อโลกและเพิ่มความผันผวนตลาดการเงิน เสี่ยงภาวะเศรษฐกิจโตตํ่าแต่เงินเฟ้อสูง

สำหรับไทย ซึ่งนำเข้านํ้ามันสุทธิ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มจะกระทบเงินเฟ้อ ดุลการค้า และค่าเงินบาท หากเงินเฟ้อเกินกรอบเป้า อาจกดดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงินชะลอลดดอกเบี้ย หรือปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้เศรษฐกิจยังเปราะบาง

ภาคอสังหาริมทรัพย์จะได้รับผลกระทบหากดอกเบี้ยกลับทิศเป็นขาขึ้น ทำให้กำลังผ่อนชำระตึงตัว ผู้ซื้อชะลอตัดสินใจ และผู้ประกอบการระวังเปิดโครงการใหม่ อย่างไรก็ดี ตลาดบ้านจัดสรรยังมีดีมานด์อยู่อาศัยจริงรองรับ และซัพพลายไม่ล้นตลาด จึงไม่น่าถดถอยรุนแรง แต่ฟื้นตัวอาจช้ากว่าคาด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...