โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ช่องแคบฮอร์มุซ” ปิด ส่องรายชื่อประเทศรับแรงกระแทกหนักสุด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 3 มีนาคม 2569 เวลา 23.17 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"ช่องแคบฮอร์มุซ" ปิดสะเทือนพลังงานโลก เสี่ยงดันน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ ประเทศในเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางสูงอาจรับแรงกระแทกหนักสุด

วันที่ 3 มีนาคม 2569 เวลา 12.35 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า การประกาศปิด Strait of Hormuz ของอิหร่านกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงต่อตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะประเทศในเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง

ผู้บัญชาการระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า ช่องแคบดังกล่าวถูกปิดแล้ว พร้อมเตือนว่าเรือทุกลำที่พยายามผ่านเส้นทางนี้จะตกเป็นเป้าหมาย ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งตั้งอยู่ระหว่างโอมานกับอิหร่านถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าพลังงานโลก โดยในปี 2025 มีน้ำมันดิบไหลผ่านราว 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 31% ของการขนส่งน้ำมันทางเรือทั่วโลก

หากการปิดยืดเยื้อ นักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่าราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยล่าสุดน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้นแตะระดับราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเกือบ 10% นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุ นอกจากน้ำมันแล้ว กว่า 20% ของการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโลกจากอ่าวเปอร์เซียก็เผชิญความเสี่ยง โดยเฉพาะก๊าซจากกาตาร์ที่ต้องผ่านช่องแคบดังกล่าว ซึ่งล่าสุดกาตาร์ได้ระงับการผลิตบางส่วนหลังโดรนโจมตีโรงงานในเมืองอุตสาหกรรม Ras Laffan และ Mesaieed

ในเชิงภูมิภาค เอเชียใต้ถูกมองว่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะด้าน LNG เนื่องจากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์คิดเป็น 99% ของการนำเข้า LNG ของปากีสถาน 72% ของบังกลาเทศ และ 53% ของอินเดีย ปากีสถานและบังกลาเทศมีความเปราะบางสูงจากข้อจำกัดด้านคลังสำรองและความยืดหยุ่นในการจัดหา โดยบังกลาเทศเองกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนก๊าซเชิงโครงสร้างมากกว่า 1,300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

ขณะที่อินเดียมีความเสี่ยงรวมสูงที่สุดในภูมิภาค เพราะกว่าครึ่งหนึ่งของการนำเข้า LNG เชื่อมโยงกับอ่าวเปอร์เซีย และส่วนหนึ่งอ้างอิงราคาน้ำมันดิบ Brent หากราคาน้ำมันพุ่งจากสถานการณ์ฮอร์มุซ จะกระทบทั้งต้นทุนนำเข้าน้ำมันและราคาสัญญา LNG พร้อมกัน อีกทั้งประมาณ 60% ของการนำเข้าน้ำมันอินเดียมาจากตะวันออกกลาง ทำให้การปิดล้อมยืดเยื้อจะเพิ่มแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับจีน แม้จะมีความเสี่ยงสูงในเชิงปริมาณ เนื่องจากเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก และซื้อน้ำมันอิหร่านมากกว่า 80% ของปริมาณส่งออกทั้งหมด อีกทั้งราว 40% ของการนำเข้าน้ำมันจีนผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และประมาณ 30% ของ LNG มาจากกาตาร์และยูเออี แต่จีนยังมีกันชนจากสต๊อก LNG ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ราว 7.6 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอรองรับระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จีนอาจต้องแย่งซื้อก๊าซจากตลาดแอตแลนติก ทำให้การแข่งขันราคาพลังงานในเอเชียรุนแรงขึ้น แม้อาจไม่ถึงขั้นขาดแคลนทันที

ด้านญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ตะวันออกกลางคิดเป็น 75% ของการนำเข้าน้ำมันญี่ปุ่น และ 70% ของเกาหลีใต้ แม้การพึ่งพา LNG จากอ่าวเปอร์เซียจะต่ำกว่าเอเชียใต้ โดยเกาหลีใต้นำเข้า 14% จากกาตาร์และยูเออี ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่ที่ 6% แต่ผลกระทบด้านราคายังคงรุนแรง เศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้น ขณะที่คลังสำรอง LNG ของเกาหลีใต้อยู่ที่ราว 3.5 ล้านตัน และญี่ปุ่น 4.4 ล้านตัน เพียงพอประมาณ 2–4 สัปดาห์ของความต้องการปกติ

สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่าผลกระทบระยะแรกจะเป็นแรงกดดันด้าน “เงินเฟ้อจากต้นทุน” มากกว่าการขาดแคลนทันที โดยประเทศไทยถูกมองว่าเปราะบางชัดเจนที่สุด เนื่องจากมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันสุทธิสูงถึง 4.7% ของ GDP และทุก ๆ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 10% จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดแย่ลงราว 0.5% ของ GDP โดยสรุป การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านความมั่นคง แต่เป็นแรงกระแทกทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ ดุลบัญชี และเสถียรภาพทางการเงินของหลายประเทศในเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ

อ้างอิง : cnbc.com

เกาะติดสถานการณ์ สหรัฐฯ–อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เร่งสถานการณ์ตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...