โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

นักธุรกิจต้องอ่าน! ถอดบทเรียนฎีกาอดีตเจ้าของกลายเป็น ‘ที่ปรึกษา’ แต่ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ไทยโพสต์

อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 06.39 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 23.39 น.

12 มี.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวงข้อ “ถอดบทเรียนฎีกาเด่น: เมื่ออดีตเจ้าของกลายเป็น “ที่ปรึกษา” แต่ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม!” ระบุว่า เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับเหล่านักธุรกิจ CEO และที่ปรึกษาระดับสูง (Consultant) เกี่ยวกับเส้นแบ่งบางๆ ของคำว่า “ลูกจ้าง” “ผู้รับจ้าง” และ “ผู้ให้บริการ” ผ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2658–2663/2568 ครับ

1.ที่มาของดีล: จาก "เจ้าของ" สู่ "Co-CEO"

เรื่องเริ่มต้นที่โจทก์ทั้ง 5 ท่าน ซึ่งเดิมเป็น "ตัวจริง" ในวงการ เป็นทั้งกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัท ต่อมามีการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ (คาดว่ามีการขายหุ้นหรือควบรวม) จนนำไปสู่การทำสัญญาฉบับใหม่
ข้อตกลงคือ:

ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) และ ที่ปรึกษาด้านการบริหาร

หน้าที่หลักคือ ใช้ความรู้ ประสบการณ์ และบารมี ในการวางกลยุทธ์และให้คำปรึกษาแก่บริษัทในเครือ

รับค่าตอบแทนเป็น “เงินรายเดือน” (ซึ่งมูลค่าสูงถึงหลักล้าน)

2.ปมปัญหา: “จ้างทำของ” หรือ “จ้างบริการ” กันแน่?

เมื่อเกิดความขัดแย้งจนบริษัท (จำเลยที่ 1-4) สั่งเลิกสัญญา ศาลจึงต้องมานั่งตีความว่าสัญญานี้คืออะไร? เพราะประเภทสัญญาจะส่งผลต่อการเรียกค่าเสียหายที่ต่างกัน:

ไม่ใช่ “จ้างแรงงาน” : เพราะไม่มีอำนาจบังคับบัญชาแบบลูกจ้าง-นายจ้างทั่วไป
ไม่ใช่ “จ้างทำของ” (Hire of Work): เพราะไม่ได้กำหนด “ผลสำเร็จของงาน” เป็นชิ้นๆ (เช่น ไม่ได้สั่งให้เขียนแผนธุรกิจให้เสร็จ 1 เล่มแล้วจบไป)

คือ “สัญญาจ้างบริการ” (Service Agreement): ศาลชี้ชัดว่า เป็นการจ้างที่อาศัย ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว เป็นการทำงานแบบต่อเนื่อง (Ongoing Service) และจ่ายเงินตามระยะเวลา ไม่ใช่ตามเนื้องานที่ส่งมอบ

3.จุดเปลี่ยน: การเลิกสัญญาที่ “ไม่ชอบ”

เหตุที่บริษัทแพ้คดีเต็มๆ เพราะบริษัทไปมีหนังสือแจ้งเลิกสัญญาโดยที่โจทก์ไม่ได้ทำผิดข้อตกลงเดิม (เช่น พยายามบังคับให้เข้าออฟฟิศทั้งที่สัญญาไม่ได้เขียนไว้)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า:

1.เมื่อบอกเลิกสัญญาโดย ไม่มีสิทธิ = จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา

2. เมื่อสัญญาเป็น “สัญญาต่างตอบแทน” เมื่อฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายเพื่อให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หรือตามที่สูญเสียไปจากการไม่ได้ทำตามสัญญาจนจบ

4.ผลพิพากษา: ค่าเสียหายและดอกเบี้ยตามกฎหมายใหม่

ศาลสั่งให้บริษัท (จำเลยที่ 1-4) ร่วมกันชดใช้ทั้ง ค่าจ้างที่ค้างจ่าย และ ค่าเสียหายจากการเลิกสัญญา พร้อมดอกเบี้ยที่น่าสนใจมากคือ:

7.5% ต่อปี สำหรับยอดเงินที่ค้างก่อนวันที่ 11 เม.ย. 2564

5% ต่อปี (หรือตามอัตราที่ปรับเปลี่ยน) สำหรับยอดหลังวันดังกล่าว ตามกฎหมายใหม่

ส่วนจำเลยที่ 5-7 รอด! เพราะศาลยึดหลักความเป็นนิติบุคคล ใครเซ็นสัญญาคนนั้นรับผิดชอบ แม้จะเป็นบริษัทในเครือหรือตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าชื่อไม่อยู่ในสัญญาจ้าง ก็ไม่ต้องร่วมชดใช้ครับ

แง่คิดส่งท้ายสำหรับคนทำธุรกิจ

1.สัญญาระดับ C-Level ต้องชัด: จะให้เข้าออฟฟิศไหม? จะวัดผลอย่างไร? ต้องเขียนให้เคลียร์แต่แรก

2.อย่าเปลี่ยนเงื่อนไขฝ่ายเดียว: การจะสั่งให้ที่ปรึกษาทำสิ่งที่ “นอกเหนือสัญญา” คือความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องกลับ

3.ฟ้องให้ถูกตัว: คดีนี้โจทก์ฟ้องถึง 7 จำเลย แต่ศาลให้รับผิดเฉพาะคู่สัญญา 1-4 เท่านั้น การรู้ตัวคู่สัญญาที่แท้จริงช่วยประหยัดเวลาและค่าธรรมเนียมศาลได้มากครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...