โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569

efinanceThai

เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 00.36 น.

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -12 มี.ค. 69 7:36: น.

*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 87.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3.80 ดอลลาร์ หรือ 4.6%

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 91.98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 4.18 ดอลลาร์ หรือ 4.8%

ราคาน้ำมันปิดตลาดพุ่งขึ้นเกือบ 5% ในวันพุธ (10 มี.ค.) หลังเกิดการโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซระลอกใหม่ ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อการหยุดชะงักของอุปทาน ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า แผนขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency IEA) ในการระบายน้ำมันสำรองในปริมาณสูงเป็นประวัติการณ์ ยังไม่เพียงพอที่จะคลายความวิตกดังกล่าว

*** กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)ซึ่งบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อเดือนก.พ. ยังคงอยู่ในระดับปานกลาง และสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Headline CPI) เพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน และอยู่ที่ 2.4% เมื่อเทียบรายปี ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน และ 2.5% เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของตลาดที่ 0.2% และ 2.5% ตามลำดับ

*** องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) หรือ IEA มีมติเห็นชอบให้ปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินจำนวน 400 ล้านบาร์เรล มากเป็นประวัติการณ์ เพื่อรับมือภาวะอุปทานน้ำมันหยุดชะงักเนื่องจากสถานการณ์สงครามในอิหร่าน แต่ยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่แน่ชัดว่าน้ำมันสำรองดังกล่าวจะเข้าสู่ตลาดโลกเมื่อใด ระบุเพียงว่าจะทยอยปล่อยตามช่วงเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศสมาชิกทั้ง 32 ประเทศ

*** แม้องค์การพลังงานระหว่างประเทศจะมีมติระบายน้ำมันสำรองมากเป็นประวัติการณ์ จำนวน 400 ล้านบาร์เรล เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะอุปทานชะงักงันเนื่องจากสงครามอิหร่าน แต่มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาแรงกดดันได้เพียงจำกัด ตราบใดที่การส่งออกพลังงานจากภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงถูกขัดขวาง

การระบายน้ำมันครั้งนี้มีปริมาณมากกว่าการระบายสำรองครั้งก่อนกว่าสองเท่า ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนมี.ค. 2022 หลังจากรัสเซียบุกยูเครน โดยครั้งนั้น สหรัฐฯ ระบายน้ำมันออกจากคลังสำรองจำนวน 180 ล้านบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของวิกฤตที่ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ทำให้การระบายสำรองในมติล่าสุดอาจยังไม่เพียงพอ โดยปริมาณน้ำมันราววันละเกือบ 20 ล้านบาร์เรล หรือหนึ่งในห้าของการผลิตทั่วโลกค้างอยู่ในอ่าวอาหรับ หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด เมื่อเทียบกับระดับการหยุดชะงักดังกล่าว การระบายน้ำมันสำรองที่ประกาศออกมาจึงมีสัดส่วนที่น้อย ขณะที่ปริมาณน้ำมันขาดแคลนในตลาดสะสมอยู่ที่ราว 220 ล้านบาร์เรลในช่วง 11 วันตั้งแต่สงครามเปิดฉาก

*** สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนระบายน้ำมันดิบ 172 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองน้ำมันฉุกเฉินของประเทศ ร่วมกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ภายใต้แผนมติของ IEA เพื่อบรรเทาราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางสงครามกับอิหร่าน โดยคริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การระบายน้ำมันดังกล่าวจะใช้เวลาประมาณ 120 วัน ในการส่งมอบน้ำมันจากคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ได้ตามที่กำหนด

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ดัก เบอร์กัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสหรัฐฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าสหรัฐฯ จะเข้าร่วมแผนระบายน้ำมันสำรองของ IEA หรือไม่ หลังประเทศสมาชิกมีมติเห็นชอบให้ระบายน้ำมันจากคลังสำรองรวม 400 ล้านบาร์เรล เพื่อรับมือภาวะน้ำมันขาดแคลนจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

*** อิหร่านระบุว่า โลกควรเตรียมรับมือกับราคาน้ำมันที่อาจพุ่งขึ้นถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังกองกำลังของอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์เมื่อวานนี้ (11 มี.ค.) ขณะที่องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) หรือ IEA เสนอให้มีการระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันที่รุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970

สงครามที่ปะทุขึ้นจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศร่วมกันของระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อเกือบสองสัปดาห์ก่อน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วราว 2,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอิหร่านและเลบนอน ขณะที่การสู้รบลุกลามเข้าสู่เลบานอน และสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพลังงานและระบบขนส่งทั่วโลก

*** ทอม เฟลทเชอร์ หัวหน้าฝ่ายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมขององค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกดดันต่อปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมทั่วโลก ทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และการส่งมอบความช่วยเหลือไปยังหลายพื้นที่วิกฤตเป็นไปอย่างล่าช้า

*** แหล่งข่าวในภูมิภาคอ่าวอาหรับและนักวิเคราะห์ระบุว่า แม้สหรัฐฯ จะอาจเป็นฝ่ายเปิดฉากสงครามกับอิหร่าน แต่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในภูมิภาคกลับเป็นฝ่ายที่ต้องแบกรับต้นทุนของความขัดแย้ง ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคที่กำลังถูกอิหร่านโจมตี กับสหรัฐฯ มหาอำนาจที่ประเทศเหล่านี้พึ่งพาด้านความมั่นคง

แหล่งข่าวในภูมิภาค 3 รายเปิดเผยว่า ความไม่พอใจกำลังก่อตัวเพิ่มขึ้นในเมืองหลวงของชาติในอ่าวอาหรับ ที่ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับสงครามซึ่งไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้นและไม่ได้สนับสนุน แต่กลับต้องรับภาระทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร ขณะที่สนามบิน โรงแรม ท่าเรือ รวมถึงฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันถูกอิหร่านโจมตี

*** เจ้าหน้าที่อิสราเอลยอมรับในการหารือเป็นการภายในว่า ยังไม่แน่นอนว่าสงครามกับอิหร่านจะนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลอิหร่านที่ปกครองโดยนักบวชได้หรือไม่ และยังไม่ปรากฏสัญญาณของการลุกฮือภายในอิหร่าน ท่ามกลางการโจมตีทางทหารอย่างหนัก

เจ้าหน้าที่ยังกล่าวว่า แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะแสดงความเห็นว่าสงครามอาจยุติลงในไม่ช้า แต่จากการประเมินของอิสราเอลเห็นว่า สหรัฐฯ ยังไม่เข้าใกล้จุดที่จะมีคำสั่งให้ยุติความขัดแย้ง

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า เราชนะแล้ว ในสงครามกับอิหร่าน แต่ย้ำว่าสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ในสมรภูมิเพื่อทำภารกิจให้เสร็จสิ้น คุณคงไม่อยากรีบพูดว่าชนะ แต่เราชนะแล้ว ทรัมป์กล่าวต่อผู้สนับสนุนในการชุมนุมที่เมือง เฮบรอน รัฐเคนทักกี โดยระบุว่า ในชั่วโมงแรกมันก็จบแล้ว พร้อมกล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการถอนตัวเร็วเกินไป และจำเป็นต้องทำภารกิจให้เสร็จสิ้น ก่อนยุติการสู้รบ

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าไม่เชื่อว่าอิหร่านกำลังวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมย้ำความเห็นเดิมว่าสงครามอาจยุติลงในไม่ช้า โดยทรัมป์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า เราไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น เมื่อถูกถามว่า อิหร่านได้วางทุ่นระเบิดในช่องแคบหรือไม่

ทั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันพุธ (11 มี.ค.) ว่า อิหร่านได้วางทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือดังกล่าว

*** เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินระหว่างการชี้แจงต่อสภาคองเกรสว่า สงครามกับอิหร่านในช่วงหกวันแรกทำให้สหรัฐฯ ต้องใช้งบประมาณอย่างน้อย 11,300 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้มาจากการบรรยายสรุปแบบปิดให้สมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันอังคาร ซึ่งยังไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดของสงคราม เพียงแต่เป็นการนำเสนอให้สมาชิกสภานิติบัญญัติได้รับทราบ หลังมีการเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสงครามครั้งนี้

*** แหล่งข่าวสองรายเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า การโจมตีโรงเรียนสตรีในเมืองมีนาบของอิหร่าน ซึ่งทำให้เด็กนักเรียนเสียชีวิตจำนวนมาก อาจเป็นผลจากการที่สหรัฐฯ ใช้ระบบกำหนดเป้าหมายที่ล้าสมัย พร้อมให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อาจนับเป็นหนึ่งในกรณีการสูญเสียชีวิตของพลเรือนที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษในความขัดแย้งที่สหรัฐฯ มีส่วนเกี่ยวข้อง

ก่อนหน้านี้ รอยเตอร์รายงานว่า การสอบสวนภายในของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งยังดำเนินอยู่ บ่งชี้ว่ากองกำลังสหรัฐฯ น่าจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อการโจมตีโรงเรียนดังกล่าว

*** ความขัดแย้งกับอิหร่านกำลังส่งผลกระทบต่อการขนส่งปุ๋ยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจทำให้ราคาอาหารทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากการค้าปุ๋ยมากกว่าหนึ่งในสามของโลกต้องขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าว ขณะที่การหยุดชะงักเกิดขึ้นในช่วงฤดูเพาะปลูกพอดี

ขณะที่ราคานำเข้าปุ๋ยยูเรียในสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 30% ภายในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งอาจสร้างความท้าทายให้กับเกษตรกร ผู้ค้าปลีกและผู้บริโภคในช่วงเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก แต่ในทางกลับกันอาจเป็นผลดีต่อผู้ผลิตในภาคธุรกิจการเกษตร

*** สหภาพยุโรป (EU) เตือนว่าอัตราเงินเฟ้อของสหภาพยุโรปอาจสูงเกิน 3% ในปีนี้ หากสงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทรงตัวอยู่ใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาก๊าซยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

วัลดิส ดอมบรอฟสกิส กรรมาธิการเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป กล่าวต่อรัฐมนตรีคลังของกลุ่ม EU ว่า ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปในปี 2569 อาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อปลายปีที่แล้วถึง 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ จากอัตรา 1.4%

*** รัฐบาลสหรัฐฯ คาดว่าจะประกาศการสอบสวนด้านการค้ารอบใหม่ในเร็ว ๆ นี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้แทนมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ที่ศาลฎีกาตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

รายงานของ The New York Times และ The Wall Street Journal ระบุว่า การสอบสวนดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ขณะที่สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อไม่นานมานี้ว่า ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อาจกลับไปอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัยดังกล่าว ภายในเดือนส.ค. นี้

*** Oracle เปิดเผยว่า บริษัทเข้าถือหุ้นในกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ เป็นมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ ผ่าน TikTok USDS Joint Venture LLC ตามการเปิดเผยในรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุด

การขายกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ มีขึ้นหลังจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่ลงนามโดยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในปี 2024 กำหนดให้ ByteDance ของจีน ต้องขายธุรกิจดังกล่าว มิฉะนั้นจะถูกสั่งห้ามใช้งานในสหรัฐฯ

รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...