“เชือดสุกรเซ่นผี” ร่องรอยศาสนาหมอผีกลางพระราชวังต้องห้าม
ร่องรอยศาสนาหมอผี ศาสนาโบราณของ “ชนเผ่านอกด่าน” กับพิธีกรรมเซ่นไหว้ผีของศาสนานี้กลางพระราชวังต้องห้าม กรุงปักกิ่ง
ศาสนาหมอผี(Shamanism) เป็นศาสนาโบราณที่นับถือเทพเจ้าหลายองค์ของชนเผ่าทางเหนือของแผ่นดินจีน ศาสนานี้จะมี ชาแมน(พ่อมดคนทรง) เป็นสื่อกลาง ผู้ทำนายทายทัก รักษาโรค และควบคุมลมฟ้าอากาศ ผ่านการสวดมนต์ และร่ายรำบูชา
ชนเผ่าหนี่ว์เจินบรรพบุรุษชาวแมนจู คือหนึ่งในชาติพันธุ์สำคัญที่นับถือศาสนาหมอผี ราชวงศ์ชิงของชาวแมนจูเองก็อาศัยศาสนานี้รวบรวมชนเผ่าต่าง ๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน จนพวกเขาสามารถปกครองแผ่นดินจีนได้สำเร็จ และใน “พระราชวังต้องห้าม”ยังมีร่องรอยความเชื่อนี้
รัชศกซุ่นจื้อปีที่ 10 (ค.ศ. 1653) สมัยจักรพรรดิซุ่นจื้อ (ค.ศ. 1643-1661) มีการบูรณะ “คุนหนิงกง”หรือพระตำหนักคุนหนิง โดยเลียนแบบ “ชิงหนิงกง” แห่งเมืองเสิ่นหยาง ราชธานีเก่าของราชวงศ์ชิง โดยเปลี่ยน 4 ห้องปลายสุดทางทิศตะวันตกของพระราชวังต้องห้ามเป็นสถานที่เซ่นไหว้ชาแมน
ที่คุนหนิงกงจะมีการเซ่นไหว้ชาแมนทุกวัน วันละ 2 ครั้ง แต่ละครั้งใช้สุกร 2 ตัว และต้องเป็นสุกรเพศผู้สีดำสนิท มีพิธีเซ่นไหว้ใหญ่ปีละ 2 ครั้ง แต่ละครั้งใช้สุกร 39 ตัว เมื่อรวมพิธีเซ่นไหว้อื่น ๆ ณ พระตำหนักแห่งนี้อีก แต่ละปีต้องใช้สุกรมากถึง 518 ตัวเลยทีเดียว
พิธีกรรมจะทำตอนเช้าและตอนเย็น พิธีเช้าจะไหว้พระพุทธเจ้า, เจ้าแม่กวนอิมและเทพเจ้ากวนอูส่วนพิธีเย็นจะสักการะเทพเจ้านาตานต้ายหุน(เทพเจ้าของชาวแมนจู) และคาถุนนั่วเหยียน(เทพเจ้าของชาวมองโกล) เป็นหลัก
พิธีหลักของการบูชาทั้งเช้าและเย็นคือฆ่าสุกรสังเวยก่อน แล้วให้“ชาแมนหญิง” ทำพิธีด้วยการร่ายรำ ร้องเพลง ประกอบดนตรี และใช้เครื่องมือสื่อวิญญาณ สุดท้ายจะให้ผู้ร่วมพิธีกินเนื้อหมูที่เซ่นไหว้ร่วมกัน
โดยหลักพระมเหสีจะเสด็จมาร่วมพิธีในทุก ๆ วัน ส่วนจักรพรรดิจะทรงร่วมเฉพาะพิธีเซ่นไหว้ใหญ่ประจำปี คือ พิธีเซ่นไหว้ใหญ่ฤดูวสัตน์ และฤดูสารท หรือบางครั้งอาจเสร็จมาร่วมเป็นกรณีพิเศษหากมีเหตุสำคัญ
ทั้งนี้ ชาแมนหญิง อาจเรียกว่าเป็น “ข้าราชการหญิงผู้ประกอบพิธีกรรม”จะไม่ถ่ายทอดคาถาบทสวดแก่ใครง่าย ๆ และหากถึงแก่กรรม ผู้สืบทอดจะต้องเป็นลูกสะใภ้เท่านั้น ไม่ใช่ธิดาทางสายเลือด
รอบคุนหนิงกงยังมี หลุมหมื่นอักษรคือลานโล่งกว้างสำหรับก่อไฟผิงกันหนาว 3 ทิศ ได้แก่ ใต้ ตะวันตก และหนือ และมีเสาไม้เรียกว่า เสาสั่วหลุน หรือ “เสาเทพเจ้า” ในภาษาแมนจู สำหรับบวงสรวงฟ้า โดยระหว่างประกอบพิธีจะบรรจุข้าวบดละเอียด และเครื่องในสุกรบดละเอียดในภาชนะให้กากิน เนื่องจากชาวแมนจูยกย่องว่า กาเป็นนกกายสิทธิ์ สื่อกลางระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า
เนื่องจากการบูชาต้องสังเวยด้วยสัตว์ คุนหนิงกงจึงมีเตาขนาดใหญ่สำหรับตั้งหม้อใหญ่ 2 ใบ แต่ละใบสามารถต้มสุกรได้ถึงครั้งละ 2 ตัว และสถานที่บูชา เทพเจ้าเตาไฟ ประจำพระราชวังต้องห้าม ก็ตั้งอยู่ที่พระตำหนักแห่งนี้ด้วย
เหล่านี้เป็นหลักฐานว่า ราชวงศ์ชิงให้ความสำคัญต่อศาสนาดั้งเดิมอย่างเหนียวแน่น และในฐานะที่พวกเขาเป็นผู้ปกครอง พระตำหนักคุนหนิงจึงเป็นพื้นที่โอบรับเทพเจ้าตามคติของชาวจีน (ชาวฮั่น) ด้วย จึงปรากฏการบูชาทั้งเทพเจ้าแมนจู มองโกล รวมถึงพระพุทธเจ้า เจ้าแม่กวนอิม และเทพเจ้ากวนอูนั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม :
- ไท่เหอเตี้ยน อาคารที่มีฐานะสูงสุดและขนาดใหญ่ที่สุดในพระราชวังต้องห้าม
- ทำไม “ปูยี” สละบัลลังก์ไป 12 ปี ถึงเพิ่งออกจากพระราชวังต้องห้าม
- อิฐจินจวน ก้อนอิฐที่ใช้เวลา 2 ปี จึงผลิตสำเร็จ
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
หมายเหตุ : บทความนี้เรียบเรียงจาก หนังสือ ร้อยเรื่องราววังต้องห้าม. จ้าวกว่างเชา เขียน, อชิรัชญ์ ไชยพจน์พาณิช และชาญ ธนประกอบ แปล. (2560). กรุงเทพฯ : มติชน.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “เชือดสุกรเซ่นผี” ร่องรอยศาสนาหมอผีกลางพระราชวังต้องห้าม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com