วิกฤติศรัทธา ‘กกต.’ มีไว้ทำไม
ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดที่ได้รับงบประมาณราว 8,000 ล้านบาทที่เป็นเงินภาษีจากประชาชน มันช่างไม่คุ้มค่าเสียเลย เพราะเต็มไปด้วยข้อร้องเรียนต่างๆ อาทิ ปัญหาการจัดการหน่วยเลือกตั้ง จำนวนบัตรลงคะแนนไม่ตรงกับยอดผู้มาใช้สิทธิ ผลคะแนนมีความคลุมเครือ หีบเลือกตั้งและใบนับคะแนนไม่ถูกจัดเก็บตามระเบียบ ขณะที่ข่าวลือ ข่าวปั่น แพร่สะพัดทั่วโลกโซเชียล ทั้งหมดนำไปสู่การลุกฮือของประชาชนในหลายพื้นที่เรียกร้องให้นับคะแนนใหม่
แต่กกต.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ ฉบับปีพ.ศ.2540 และมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมและจัดการเลือกตั้งระดับชาติและท้องถิ่น กลับล้มเหลวในเชิงระบบและการสื่อสารต่อสาธารณชน รวมทั้งยังไม่แสดงภาวะความเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาด้วยความเด็ดขาด
สวนทางกับภาพ“ปะ-ฉะ-ดะ” ในยุคกกต.ชุดแรกที่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อปี 2540 ประกอบด้วย “ธีรศักดิ์ กรรณสูต (ประธาน กกต.)- สวัสดิ์ โชติพานิช - ยุวรัตน์ กมลเวชช -วิสุทธิ์ โพธิแท่น - โคทม อารียา” รวมถึง “ร.ต.วิจิตร อยู่สุภาพ” เป็นเลขาธิการกกต.คนแรก เรียกได้ว่าเป็น “ดรีมทีม” โดยเฉพาะ“ยุวรัตน์” อดีตกกต.ฝ่ายจัดการเลือกตั้ง ถูกยกให้เป็น “สายลุย” ทำงานแบบถึงลูกถึงคน มีบทบาทโดดเด่นในขณะนั้น กล้าปะทะกับอิทธิพลท้องถิ่น กล้าใช้อำนาจตามกฎหมาย แม้จะถูกด่าหรือถูกกดดัน ยุคนั้น กกต.อาจไม่ได้เพอร์เฟกต์ แต่ประชาชนเห็นการทำงาน และเห็นความรับผิดชอบ
ตัดภาพมาที่ชุดปัจจุบัน ประชาชนแทบ“ไม่รู้จักหน้า ไม่ได้ยินเสียง” ปล่อยให้เลขาธิการฯออกมาพูดแทน แต่ยังมีปัญหาเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ยังไม่ทันใจผู้คนยุคดิจิทัล รวมถึงการตัดสินใจในการแก้ปัญหาต่างๆ มีความล่าช้า บวกกับมีข้อครหาว่ามีความเกี่ยวโยงกับฝ่ายการเมือง จึงยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่น ศรัทธา และความชอบธรรมของ7 เสือกกต.
ทั้งนี้ ในอดีตเคยเกิดเหตุการณ์ผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ตกเป็นจำเลยและต้องรับโทษจำคุก นั่นคือ กรณีของ “พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ” อดีตประธานกกต. และ “ปริญญา นาคฉัตรีย์” อดีตกกต. ซึ่งถูกศาลฎีกาพิพากษาเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.2559 สั่งจำคุกคนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคนละ 10 ปี จากคดีไม่เร่งสอบข้อเท็จจริงเรื่องพรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 2 เม.ย.2549
กรณีดังกล่าวควรเป็นบทเรียนแก่กกต.ชุดปัจจุบันให้ทำหน้าที่ในฐานะ“องค์กรอิสระ” อย่างแท้จริง ถึงเวลาแล้วที่กกต.จะต้องเร่งทำงานเชิงรุกและสร้างความโปร่งใส เพื่อฟื้นศรัทธาจากประชาชน พร้อมกับรักษากระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย
แต่หากยังนิ่งเฉยต่อไป ขณะที่วิกฤติศรัทธาองค์กรอิสระแห่งนี้จะยิ่งรุนแรง คำถามที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่ว่า “เลือกตั้งโปร่งใสหรือไม่ ?” แต่จะลุกลามไปถึงคำถามที่อันตรายกว่า คือ “กกต.มีไว้ทำไม ?”