โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

กกต.ยอมรับ ‘บาร์โค้ด’ สแกนได้จริง แต่การลงคะแนนถือว่าเป็นแบบปิดลับ เพราะหลังเลือกตั้ง บัตร-ต้นขั้วเก็บแยกกัน

The Momentum

อัพเดต 13 ก.พ. เวลา 15.09 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. เวลา 08.09 น. • THE MOMENTUM

วันนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2569) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. แถลงข่าวตอนหนึ่งถึงกรณีบาร์โค้ดใต้บัตรเลือกตั้งตรงกับต้นขั้วบัตรเลือกตั้งว่า ขั้นตอนการใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น เมื่อไปสู่กระบวนการใช้สิทธิ เข้าที่หน่วย ตรวจบัญชีรายชื่อ จากนั้นจะให้ลงลายมือชื่อที่บัญชีรายชื่อและบริเวณต้นขั้วบัตรแต่ละประเภท ก่อนจะส่งบัตรต่อไป

“ถามว่าการไปใช้สิทธิในคูหา ใครเห็นท่านบ้าง มีใครล่วงรู้หรือไม่ เป็นสิทธิส่วนตัวของท่านเท่านั้นว่า ลงคะแนนให้ใครหรือไม่ลงคะแนนให้ใคร”

ว่าที่ร้อยตรีภาสกรกล่าวอีกว่า ประเด็นต่อมามีกฎหมายกำหนดไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำบัตรที่ลงคะแนนแล้วแสดงให้ผู้อื่น และห้ามไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำเครื่องมือ อุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว โดยหากทำผิดมีความผิดทางกฎหมาย และมีโทษทางอาญา

“เมื่อเราได้สิทธิคนเดียว กาบัตรของเราคนเดียว ประเด็นเปิดเผยไม่เกิดขึ้นแน่นอน จากนั้นนำบัตรไปหย่อนที่หีบ ตัวท่านเองเท่านั้นมีสิทธิหย่อนบัตรลงในหีบบัตร

“จากนั้นมีการนำคะแนนมาขาน คนอื่นก็ไม่มีสิทธิรู้ เพราะต้นขั้วบัตรไปอีกที่หนึ่งแล้ว

ขณะเดียวกันจากนั้นจะมีการนำบัตรเลือกตั้งไปบรรจุใส่ถุงวัสดุใสให้เห็น มีถุงที่แยกว่าบัตรดี บัตรเสีย บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนเลือกใคร แล้วก็จะมีเคเบิลไทร์คล้องไว้หน้าถุง

รองเลขาธิการ กกต.กล่าวว่า เมื่อมีเคเบิลไทร์คล้องไว้หน้าถุง ถุงเหล่านี้จะไม่มีใครสามารถเปิดได้ จากนั้นก็จะบรรจุใส่ถุงใหญ่อีกที แล้วใช้เคเบิลไทร์คล้องก่อนนำไปบรรจุในหีบบัตรแล้วใช้เทปกาวซีน คล้องสายรัด และนำหีบเหล่านี้จากแต่ละหน่วยไปส่ง ณ ศูนย์รวมคะแนนหรือศูนย์ประสานงานเลือกตั้งแต่ละเขต เพื่อยุบรวมหีบบัตร

จากนั้นหีบบัตรที่รวมคะแนนจากหลากหลายหน่วยเลือกตั้ง จะนำไปรวบรวมไว้เก็บรักษายังที่ปลอดภัย เช่น สถานีตำรวจ ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงาน กกต. ไว้ 2 ปี ก่อนเบิกมาทำลายได้

ว่าที่ร้อยตรีภาสกรกล่าวอีกว่า หีบเหล่านี้จะมีเพียงบัตรเลือกตั้งที่ผ่านการนับคะแนนแล้วเท่านั้น ส่วนต้นขั้วและบัญชีรายชื่อจะแยกเก็บรักษาไว้อีกที่หนึ่ง โดยบัญชีรายชื่อผู้ใช้สิทธิจะมีการนำส่งไปยังนายทะเบียนอำเภอ นายทะเบียนท้องถิ่น เพื่อตรวจสอบว่าใครมาใช้สิทธิบ้าง

สำหรับการมีบาร์โค้ด ยังคงยืนยันว่าเป็นกระบวนการรักษาความปลอดภัย ส่วนกระบวนการ-ขั้นตอนต่างๆ ในการลงคะแนนนั้น ยืนยันว่ายังเป็นไปโดยตรงและลับ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 65

ว่าที่ร้อยตรีภาสกรกยืนยันว่า ต่อให้สแกนออกมา แต่องค์ประกอบที่จะให้รู้ได้ว่าใครเป็นผู้ลงคะแนนต้องมี 3 ส่วนคือ ต้นขั้วบัตรที่เก็บไว้ที่ใดไม่รู้ บัญชีรายชื่อที่อยู่กับสำนักทะเบียนแต่ละอำเภอ และบัตรเลือกตั้ง ซึ่ง กกต.เป็นผู้เก็บไว้

“เราขอยืนยันว่ากระบวนการลงคะแนน ทุกขั้นตอนที่ไปใช้สิทธิ เป็นไปโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญชัดเจน”

ด้าน วรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง กกต.กล่าวว่า เหตุที่มีบาร์โค้ดมาจากระเบียบ กกต. ที่ให้อำนาจในการกำหนดให้มีเครื่องหมายอื่นใดในบัตรเลือกตั้ง โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลง โดยในส่วนของบาร์โค้ด QR Code ถือเป็นส่วนหนึ่งในมาตรการป้องกันการปลอมแปลงซึ่งเป็นความลับ

ทั้งนี้นอกจากเป็นมาตรการป้องกันการปลอมแปลงแล้ว ยังเป็นเครื่องมือในการควบคุมและบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ ทำให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม เช่น ในกระบวนการจัดพิมพ์ บาร์โค้ด QR Code เป็นข้อมูลสำหรับติดตามจำนวนที่จัดพิมพ์ว่า พิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวนที่กำหนดหรือไม่

นอกจากนี้ยังตรวจสอบได้ในขั้นตอนการเข้าเล่ม การแพ็กกิง ก็สามารถใช้บาร์โค้ดตรวจสอบก่อนเข้าเล่ม โดยบัตรเลือกตั้ง 1 เล่ม มี 20 ฉบับ ก็สามารถใช้บาร์โค้ดติดตามได้ว่าครบถ้วน ถูกต้องหรือไม่ เวลาไปใช้จึงไม่ค่อยเกิดกรณีบัตรเขย่ง

ขณะเดียวกัน หากมีบัตรเลือกตั้งเล็ดรอดไปสู่ภายนอก ก็สามารถตรวจสอบได้ว่า บัตรเล็ดรอดอยู่ในการจัดสรรหรือเล็ดรอดจากใคร ผู้ใดเป็นผู้ต้องสงสัยในการกระทำความผิด

“สุดท้าย คือการตรวจสอบการป้องกันการทุจริต เช่น การนำบัตรปลอมไปใช้ ใช้ข้ามเขต ข้ามหน่วยต่างๆ สามารถใช้บาร์โค้ด QR Code ตรวจสอบได้เช่นกัน

“เราต้องการให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมเท่านั้น ผมเชื่อมั่นว่าบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนไปแล้ว วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ไม่สามารถว่าผู้ใดลงคะแนนให้กับผู้สมัครและพรรคการเมืองใด” ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง กกต.ระบุ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...