โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เครือข่ายเพื่อสตรี ขอรัฐบาลชุดใหม่แก้พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว หวังให้คนผิดถูกลงโทษเหมาะสม

MATICHON ONLINE

อัพเดต 05 มี.ค. เวลา 08.57 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 08.57 น.

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ทุกวันที่ 8 มีนาคม คนงานหญิง องค์กรด้านสตรี ก็ใช้วันสตรีสากลเป็นหมุดหมายในการเคลื่อนไหวต่อสู้อย่างเข้มข้น เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วจนได้กฎหมายประกันสังคม และกฎหมายลาคลอด 90 วัน และกฎหมายหลายฉบับที่ทำให้สถานภาพของผู้หญิงดีขึ้น เช่น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรง พ.ร.บ.ความเท่าเทียมทางเพศ หรือในปัจจุบันมีการขยายกฎหมายลาคลอดได้ 120 วัน และให้คู่สมรสลาไปเลี้ยงลูกได้ และกฎหมายคุกคามทางเพศที่ก้าวหน้าขึ้นมาก แต่ก็ยังมีจุดอ่อนบางกฎหมายที่กำลังแก้อยู่ ดูแล้วเหมือนสถานการณ์ผู้หญิงจะดีขึ้น แต่มาดูสถานการณ์ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กก็ยังไม่ดีขึ้น

นายจะเด็จ กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัว ปี 2567 มีมากถึง 1,529 ข่าว เพิ่มจากปี 2566 ประมาณ 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น 448 ข่าว คิดเป็น 29.3% และยาเสพติด 412 ข่าว คิดเป็น 26.9% แบ่งเป็น 1.ข่าวทำร้ายกัน 638 ข่าว คิดเป็น 41.7% 2.ข่าวฆ่ากันในครอบครัว พบว่าจากปี 2566 มี 388 ข่าว ปี 2567 ข่าวฆ่ากัน มี 562 ข่าว ซึ่งเพิ่มขึ้นจำนวน 174 ข่าว โดยเมื่อเทียบกับปี 2566 สูงขึ้นถึง 44.8% 3.ฆ่าตัวตาย 235 ข่าว คิดเป็น 15.4% จำนวนผู้เสียชีวิตจากข่าวความรุนแรงในครอบครัว รวมจำนวนข่าวฆ่ากันในครอบครัว และ ข่าวฆ่าตัวตาย มีจำนวน 797 ข่าว หรือ โดยเฉลี่ยเสียชีวิต 2 คนต่อวัน จากตัวเลขล่าสุดผู้หญิงยังถูกฆ่าจากความรุนแรงในครอบครัวไม่ลดลงมากขึ้นอีก และผู้หญิงก็ยังถูกเลิกจ้างจากวิกฤติเศรษฐกิจไม่น้อยยังหางานทำไม่ได้ จำนวนหนึ่ง ตกงานมานาน บางคนก็ถูกหลอกจากสแกมเมอร์

“จากสถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้เห็นได้ชัดการบังคับใช้กฎหมายยังอ่อนแอมากเจ้าหน้าที่รัฐ ยังมองเป็นเรื่องส่วนตัวที่ทำให้ผู้หญิงตกอยู่ในความรุนแรงชีวิตไม่ปลอดภัย และการทำงานในการคุ้มครองผู้หญิงยังแยกส่วนต่างคนต่างทำ งบประมาณที่สร้างระบบสนับสนุนและคุ้มครองผู้หญิงก็มีเพียงน้อยมาก ทำให้ผู้หญิงไม่มีความปลอดภัย และขาดความมั่นคงในการทำงาน ดังนั้นในวันที่ 8 มีนานี้รัฐบาลที่เกิดขึ้นมาใหม่ควรมีมาตราการอย่างจริงจังในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายเวลาผู้หญิงถูกใช้ความรุนแรง และปรับปรุงกฎหมายขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยในการเอาผิดกับผู้ชายที่ใช้ความรุนแรง และบูรณการหน่วยงานต่างๆที่ให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้หญิง ตลอดจนเพิ่มงบประมาณด้านผู้หญิงให้มากขึ้น รวมทั้งมีมาตรการให้ผู้หญิงมีความมั่นคงในการทำงาน ระยะยาวหรือมีงานทำโดยเร็ว” นายจะเด็จ กล่าว

ด้าน ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ที่ปรึกษาแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมามีข้อถกเถียงในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับความจำเป็นของแนวคิดสตรีนิยมและความเป็นธรรมทางเพศในสังคมไทย ซึ่งการแสดงทัศนะของบุคคลที่มีชื่อเสียงทางการเมืองในทำนองว่าสังคมไทยมีความเท่าเทียมทางเพศอยู่แล้ว และการขับเคลื่อนเพื่อความเป็นธรรมทางเพศเป็นเพียงรสนิยมส่วนบุคคลนั้น เป็นการเอาประสบการณ์ของคนส่วนน้อยที่มีอภิสิทธิ์ โอกาส และได้รับการปกป้องทางสังคม จนไม่เคยต้องเผชิญหรือรับรู้ความไม่เป็นธรรมด้วยตัวเอง มาใช้อธิบายภาพของสังคมโดยรวม

“แม้ปัจจุบันเราจะเห็นผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้นในแวดวงธุรกิจ ราชการ และการเมือง แต่นั่นไม่ใช่ดัชนีชี้วัดความเป็นธรรมทางเพศสำหรับคนส่วนใหญ่ในสังคม ทั้งผู้หญิง คนข้ามเพศ และคนเพศหลากหลาย เพราะความไม่เป็นธรรมทางเพศเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในค่านิยม ทัศนคติ รวมทั้งกฎหมาย นโยบาย และระบบการเมืองด้วย ยกตัวอย่างกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวซึ่งต้องมุ่งคุ้มครองสมาชิกครอบครัวที่ถูกทำร้าย แต่กฎหมายของไทยกลับเน้นการไกล่เกลี่ยให้ยอมความ ผู้กระทำผิดจึงไม่ต้องรับโทษ และผู้ถูกกระทำต้องจำยอมกลับไปอยู่ในวงจรความรุนแรงโดยไม่ได้รับการปกป้องจากรัฐ” ดร.วราภรณ์ กล่าว

ดร.วราภรณ์ ยังกล่าวอีกว่า ความย้อนแย้งของนโยบายรัฐไทยที่ต้องรับมือปัญหาสังคมสูงวัยและจำนวนประชากรที่ลดลง แต่กลับมีสวัสดิการแม่และเด็กที่ล้าหลัง โดยเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดปัจจุบันอยู่ที่เพียง 600 บาทต่อเดือนและจำกัดเฉพาะคนที่พิสูจน์ได้ว่ายากจน ขณะที่กฎหมายลาคลอดที่ผลักดันกันมาหลายสิบปีก็ให้ลาได้เพียง 120 วัน ซึ่งไม่พอ และรัฐก็ไม่มีศูนย์เด็กอ่อนที่มีคุณภาพรองรับแม่หลังคลอดที่ต้องกลับไปทำงาน เป็นการผลักภาระการดูแลครอบครัวและพัฒนาประชากร ซึ่งส่วนใหญ่ก็กลายเป็นภาระของผู้หญิง

“นี่เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างของความไม่เป็นธรรมทางเพศที่แทรกอยู่ในโครงสร้างของสังคมไทย สำหรับคนที่มีสายตามองเห็นปรากฏการณ์เหล่านี้ ก็จะไม่เกิดคำถามว่าการผลักดันเรื่องความเป็นธรรมทางเพศยังจำเป็นหรือไม่ และเครือข่ายยังคาดหวังว่ารัฐบาล สภาผู้แทนราษฎรชุดต่อไปจะเร่งบรรจุร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเข้าสู่สภา ซึ่งมีร่างที่เสนอโดยเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น” ดร.วราภรณ์ กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เครือข่ายเพื่อสตรี ขอรัฐบาลชุดใหม่แก้พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว หวังให้คนผิดถูกลงโทษเหมาะสม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...