เครือข่ายเพื่อสตรี ขอรัฐบาลชุดใหม่แก้พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว หวังให้คนผิดถูกลงโทษเหมาะสม
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ทุกวันที่ 8 มีนาคม คนงานหญิง องค์กรด้านสตรี ก็ใช้วันสตรีสากลเป็นหมุดหมายในการเคลื่อนไหวต่อสู้อย่างเข้มข้น เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วจนได้กฎหมายประกันสังคม และกฎหมายลาคลอด 90 วัน และกฎหมายหลายฉบับที่ทำให้สถานภาพของผู้หญิงดีขึ้น เช่น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรง พ.ร.บ.ความเท่าเทียมทางเพศ หรือในปัจจุบันมีการขยายกฎหมายลาคลอดได้ 120 วัน และให้คู่สมรสลาไปเลี้ยงลูกได้ และกฎหมายคุกคามทางเพศที่ก้าวหน้าขึ้นมาก แต่ก็ยังมีจุดอ่อนบางกฎหมายที่กำลังแก้อยู่ ดูแล้วเหมือนสถานการณ์ผู้หญิงจะดีขึ้น แต่มาดูสถานการณ์ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กก็ยังไม่ดีขึ้น
นายจะเด็จ กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัว ปี 2567 มีมากถึง 1,529 ข่าว เพิ่มจากปี 2566 ประมาณ 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น 448 ข่าว คิดเป็น 29.3% และยาเสพติด 412 ข่าว คิดเป็น 26.9% แบ่งเป็น 1.ข่าวทำร้ายกัน 638 ข่าว คิดเป็น 41.7% 2.ข่าวฆ่ากันในครอบครัว พบว่าจากปี 2566 มี 388 ข่าว ปี 2567 ข่าวฆ่ากัน มี 562 ข่าว ซึ่งเพิ่มขึ้นจำนวน 174 ข่าว โดยเมื่อเทียบกับปี 2566 สูงขึ้นถึง 44.8% 3.ฆ่าตัวตาย 235 ข่าว คิดเป็น 15.4% จำนวนผู้เสียชีวิตจากข่าวความรุนแรงในครอบครัว รวมจำนวนข่าวฆ่ากันในครอบครัว และ ข่าวฆ่าตัวตาย มีจำนวน 797 ข่าว หรือ โดยเฉลี่ยเสียชีวิต 2 คนต่อวัน จากตัวเลขล่าสุดผู้หญิงยังถูกฆ่าจากความรุนแรงในครอบครัวไม่ลดลงมากขึ้นอีก และผู้หญิงก็ยังถูกเลิกจ้างจากวิกฤติเศรษฐกิจไม่น้อยยังหางานทำไม่ได้ จำนวนหนึ่ง ตกงานมานาน บางคนก็ถูกหลอกจากสแกมเมอร์
“จากสถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้เห็นได้ชัดการบังคับใช้กฎหมายยังอ่อนแอมากเจ้าหน้าที่รัฐ ยังมองเป็นเรื่องส่วนตัวที่ทำให้ผู้หญิงตกอยู่ในความรุนแรงชีวิตไม่ปลอดภัย และการทำงานในการคุ้มครองผู้หญิงยังแยกส่วนต่างคนต่างทำ งบประมาณที่สร้างระบบสนับสนุนและคุ้มครองผู้หญิงก็มีเพียงน้อยมาก ทำให้ผู้หญิงไม่มีความปลอดภัย และขาดความมั่นคงในการทำงาน ดังนั้นในวันที่ 8 มีนานี้รัฐบาลที่เกิดขึ้นมาใหม่ควรมีมาตราการอย่างจริงจังในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายเวลาผู้หญิงถูกใช้ความรุนแรง และปรับปรุงกฎหมายขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยในการเอาผิดกับผู้ชายที่ใช้ความรุนแรง และบูรณการหน่วยงานต่างๆที่ให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้หญิง ตลอดจนเพิ่มงบประมาณด้านผู้หญิงให้มากขึ้น รวมทั้งมีมาตรการให้ผู้หญิงมีความมั่นคงในการทำงาน ระยะยาวหรือมีงานทำโดยเร็ว” นายจะเด็จ กล่าว
ด้าน ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ที่ปรึกษาแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมามีข้อถกเถียงในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับความจำเป็นของแนวคิดสตรีนิยมและความเป็นธรรมทางเพศในสังคมไทย ซึ่งการแสดงทัศนะของบุคคลที่มีชื่อเสียงทางการเมืองในทำนองว่าสังคมไทยมีความเท่าเทียมทางเพศอยู่แล้ว และการขับเคลื่อนเพื่อความเป็นธรรมทางเพศเป็นเพียงรสนิยมส่วนบุคคลนั้น เป็นการเอาประสบการณ์ของคนส่วนน้อยที่มีอภิสิทธิ์ โอกาส และได้รับการปกป้องทางสังคม จนไม่เคยต้องเผชิญหรือรับรู้ความไม่เป็นธรรมด้วยตัวเอง มาใช้อธิบายภาพของสังคมโดยรวม
“แม้ปัจจุบันเราจะเห็นผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้นในแวดวงธุรกิจ ราชการ และการเมือง แต่นั่นไม่ใช่ดัชนีชี้วัดความเป็นธรรมทางเพศสำหรับคนส่วนใหญ่ในสังคม ทั้งผู้หญิง คนข้ามเพศ และคนเพศหลากหลาย เพราะความไม่เป็นธรรมทางเพศเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในค่านิยม ทัศนคติ รวมทั้งกฎหมาย นโยบาย และระบบการเมืองด้วย ยกตัวอย่างกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวซึ่งต้องมุ่งคุ้มครองสมาชิกครอบครัวที่ถูกทำร้าย แต่กฎหมายของไทยกลับเน้นการไกล่เกลี่ยให้ยอมความ ผู้กระทำผิดจึงไม่ต้องรับโทษ และผู้ถูกกระทำต้องจำยอมกลับไปอยู่ในวงจรความรุนแรงโดยไม่ได้รับการปกป้องจากรัฐ” ดร.วราภรณ์ กล่าว
ดร.วราภรณ์ ยังกล่าวอีกว่า ความย้อนแย้งของนโยบายรัฐไทยที่ต้องรับมือปัญหาสังคมสูงวัยและจำนวนประชากรที่ลดลง แต่กลับมีสวัสดิการแม่และเด็กที่ล้าหลัง โดยเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดปัจจุบันอยู่ที่เพียง 600 บาทต่อเดือนและจำกัดเฉพาะคนที่พิสูจน์ได้ว่ายากจน ขณะที่กฎหมายลาคลอดที่ผลักดันกันมาหลายสิบปีก็ให้ลาได้เพียง 120 วัน ซึ่งไม่พอ และรัฐก็ไม่มีศูนย์เด็กอ่อนที่มีคุณภาพรองรับแม่หลังคลอดที่ต้องกลับไปทำงาน เป็นการผลักภาระการดูแลครอบครัวและพัฒนาประชากร ซึ่งส่วนใหญ่ก็กลายเป็นภาระของผู้หญิง
“นี่เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างของความไม่เป็นธรรมทางเพศที่แทรกอยู่ในโครงสร้างของสังคมไทย สำหรับคนที่มีสายตามองเห็นปรากฏการณ์เหล่านี้ ก็จะไม่เกิดคำถามว่าการผลักดันเรื่องความเป็นธรรมทางเพศยังจำเป็นหรือไม่ และเครือข่ายยังคาดหวังว่ารัฐบาล สภาผู้แทนราษฎรชุดต่อไปจะเร่งบรรจุร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเข้าสู่สภา ซึ่งมีร่างที่เสนอโดยเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น” ดร.วราภรณ์ กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เครือข่ายเพื่อสตรี ขอรัฐบาลชุดใหม่แก้พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว หวังให้คนผิดถูกลงโทษเหมาะสม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th