โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เวิลด์แบงก์ ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นช้าสุดในอาเซียน หนี้ครัวเรือนพุ่ง จี้เร่งแก้ปัญหาโครงสร้าง

Khaosod

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 13.50 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 13.50 น.

เวิลด์แบงก์ ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นช้าสุดในอาเซียน เทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน หนี้ครัวเรือนพุ่ง จี้เร่งแก้ปัญหาโครงสร้าง ป้องกันไม่ให้หลุดขบวนการเติบโตเศรษฐกิจโลก

วันที่ 4 มี.ค. 2569 นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก เปิดเผยในงานเสวนา “มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง จากบทเรียนในอดีต ความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าวมักส่งผลต่อประเทศไทยผ่านหลายช่องทาง

ได้แก่ ราคาน้ำมัน ภาคการท่องเที่ยว ดุลบัญชีเดินสะพัด และอัตราเงินเฟ้อ โดยขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง

โดยก่อนเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ธนาคารโลกประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ระดับ 1.6% อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทบทวนประมาณการใหม่

ทั้งนี้ ธนาคารโลกประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 2568-2570 แทบไม่เปลี่ยนแปลง จากเดิมที่เคยมีการคาดการณ์ว่าความขัดแย้งทางการค้าและสงครามจะทำให้อัตราภาษีพุ่งสูงขึ้น แต่พบว่าอัตราภาษีที่จ่ายจริง (Effective Tariff) ไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงมากนัก โดยนักเศรษฐศาสตร์เรียกภาวะนี้ว่า “The Great Resilience” สะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย

สำหรับประเทศไทย ยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก แต่การฟื้นตัวยัง “ช้าสุดในอาเซียน” เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนามและมาเลเซีย สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนขึ้นในช่วงหลังโควิด-19

หนึ่งในปัญหาหลักคือภาคอุตสาหกรรมไทยที่ “เก่า” แม้มีมูลค่าทุนสะสม (Capital Stock) สูงที่สุดในอาเซียน แต่การลงทุนใหม่ส่วนใหญ่เป็นเพียงการบำรุงรักษา ไม่ใช่การขยายหรือยกระดับเทคโนโลยี แตกต่างจากประเทศกำลังพัฒนาที่ควรมีการลงทุนเชิงขยายตัวมากกว่า

จากการจัดอันดับกลุ่มประเทศจะพบว่า เวียดนามที่เป็นคู่แข่งไทยอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางเช่นกัน และไทยก็อยู่ในระดับกลางของกลุ่มนี้ ส่วนประเทศที่แซงไทยไปแล้วมีทั้งมาเลเซีย และจีน ซึ่งวิ่งได้เร็วมากในช่วงหลังๆ ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูงที่สุดในอาเซียน ทำให้กำลังซื้อและความสามารถในการฟื้นตัวของครัวเรือนจำกัด ประกอบกับภาวะราคาน้ำมันที่จะปรับสูงขึ้น หลังเกิดสงครามใหญ่ในตะวันออกกลาง

ทำให้ประชาชนกลุ่มรายได้ปานกลางลงมาไม่มีช่องทางขยับตัว รวมถึงการจ้างงานที่ไม่ได้ดีเท่าที่ควรเช่นกัน โดยคนส่วนใหญ่ไม่มีกำลังใจในการหางาน ทั้งภาคเกษตร และกลุ่มที่ย้ายออกมาจากภาคอุตสาหกรรมเพื่อกลับบ้านเกิดถึง 9%

ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ยังต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3 ปีกว่ารายได้จะกลับสู่ระดับก่อนโควิด แม้การท่องเที่ยวโลกจะฟื้นตัวแล้ว แต่ส่วนแบ่งตลาดหันไปประเทศอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะเวียดนาม ญี่ปุ่น รวมทั้งไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่น ความปลอดภัย กฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และค่าเงินบาท

นายเกียรติพงศ์ ระบุต่อว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะจากจีนที่ย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน เริ่มให้ความสนใจไทยมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การผลิตขั้นสูง และพลังงานสะอาด

อย่างไรก็ตาม ไทยยังได้รับเม็ดเงินลงทุนแบบการสร้างโรงงานใหม่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ (Greenfield) น้อย เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่เงินลงทุนส่วนใหญ่ไหลกลับไปยังสหรัฐและสหราชอาณาจักร

นายเกียรติพงศ์ กล่าวอีกว่า ด้านการคลังแม้ระดับหนี้สาธารณะไทยจะปรับเพิ่มขึ้นหลังโควิดและมีแนวโน้มเข้าใกล้ 70% ต่อ GDP แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่ระดับหนี้ หากเป็น “ทิศทาง” ว่าจะสามารถลดลงได้หรือไม่

โดยแนวทางที่เป็นไปได้คือเดินหน้าขยายฐานภาษี เพิ่มรายได้ภาษีให้ได้อย่างน้อย 18% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับปกติของประเทศกลุ่มรายได้ปานกลาง จากปัจจุบันที่อยู่ราว 15% และปรับสมดุลการคลังควบคู่ไปกับการโยกงบประมาณจากการใช้จ่ายรัฐที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ไปสู่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา จะช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตของ GDP ในระยะยาวได้

ทั้งนี้ ธนาคารโลกมองว่า ไทยยังมีศักยภาพการเติบโตใน 5 สาขาหลัก ได้แก่ การผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่

หากสามารถดำเนินนโยบายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการเปิดเสรีในภาคธุรกิจที่ยังปิดกั้นเพื่อดึงดูด FDI เต็มรูปแบบ, การเพิ่มทักษะใหม่ของแรงงาน และการปรับสมดุลเทางการคลังได้สำเร็จ เส้นทางการเติบโตของ GDP ไทยในระยะยาวมีโอกาสเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น

“แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญพายุ แต่หากมองข้ามพายุไป ไทยยังมีโอกาสใหม่รออยู่ เพียงแต่ต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้หลุดจากขบวนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก” นายเกียรติพงศ์ กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เวิลด์แบงก์ ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นช้าสุดในอาเซียน หนี้ครัวเรือนพุ่ง จี้เร่งแก้ปัญหาโครงสร้าง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...