โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

efinanceThai

เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 00.36 น.

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -23 ก.พ. 69 7:36: น.

*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 66.39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 4 เซนต์ หรือ 0.06%

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 71.76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 10 เซนต์ หรือ 0.14%

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงท้ายการซื้อขายในวันศุกร์ (20 ก.พ.) จากแรงซื้อเพื่อปิดสถานะขายชอร์ต ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจเปิดปฏิบัติการทางทหาร เพื่อกดดันให้อิหร่านระงับโครงการพัฒนานิวเคลียร์

*** ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือนธ.ค. 2025 เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 2.8% หลังจากเพิ่มขึ้น 2.8% ในเดือนพ.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนีเพิ่มขึ้น 0.4% สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 0.3% จาก 0.2% ในเดือนพ.ย.

ดัชนี Core PCE ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จาก 2.8% ในเดือนพ.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน เพิ่มขึ้น 0.4% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนพ.ย. สูงกว่าผลสำรวจที่คาดการณ์ไว้ที่ 0.3%

*** สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานตัวเลขประมาณการเบื้องต้นว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 4/2025 ขยายตัวเพียง 1.4% ในอัตรารายปี ต่ำกว่าผลสำรวจคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 3.0% และชะลอลงอย่างชัดเจนจากไตรมาส 3 ที่เติบโตสูงถึง 4.4%

ส่วนทั้งปี 2025 เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัว 2.2% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดในรอบ 5 ปี หลังจาก ขยายตัว 2.8% ในปี 2024 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปี รวมถึงผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ตลาดใช้ประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในระยะต่อไป

*** สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Will Cain Show ทาง Fox News เมื่อวันศุกร์ว่า แสดงความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2026 จะขยายตัวได้อย่างน้อย 3.5%

เบสเซนต์ระบุว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4 ที่ขยายตัวเพียง 1.4% นั้น ต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง โดยให้เหตุผลว่าได้รับผลกระทบจากการปิดทำการหน่วยงานรัฐบาล รวมถึงการบันทึกตัดจำหน่ายขาดทุนของบริษัทรถยนต์สหรัฐฯ ในระดับที่สูง พร้อมทั้งประเมินว่า หากไม่มีปัจจัยดังกล่าว อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจสูงกว่าที่รายงานประมาณ 12 จุดเปอร์เซ็นต์

*** บัดร์ อัล บูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน เผยว่า การเจรจารอบถัดไประหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีนี้ที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ ประกาศดังกล่าวมีขึ้นไม่นานหลังจากอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์ว่าคาดว่าจะพบกับสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐ ในช่วงเวลาดังกล่าว

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันเสาร์ว่า จะปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จาก 10% เป็น 15% สำหรับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศเป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่กฎหมายอนุญาต หลังจากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยยกเลิกภาษีที่ประกาศเมื่อปีที่แล้ว

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังทรัมป์เพิ่งประกาศใช้อัตราภาษี 10% แบบครอบคลุมทุกประเทศเมื่อวันศุกร์ ภายหลังคำตัดสินของศาล โดยศาลวินิจฉัยว่า ประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ในการกำหนดอัตราภาษีในระดับสูงหลายรายการภายใต้กฎหมายว่าด้วยภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ หรือกฎหมาย IEEPA ปี 1977 ส่งผลให้มาตรการดังกล่าวถูกเพิกถอน และนำไปสู่การออกมาตรการภาษีฉบับใหม่ในอัตรา 15% ดังกล่าว

*** เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุว่า คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ.) จะไม่ส่งผลให้ข้อตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯ เจรจากับประเทศคู่ค้าต้องล่มลง พร้อมปกป้องแนวทางนโยบายการค้าที่แข็งกร้าวของรัฐบาล

เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Face the Nation ทาง CBS เมื่อวันอาทิตย์ว่า ข้อตกลงที่ทำไว้กับคู่ค้า รวมถึงจีน, สหภาพยุโรป (EU), ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ยังคงมีผลบังคับใช้ และควรแยกออกจากมาตรการจัดเก็บภาษีทั่วโลก 15% ที่ทรัมป์ประกาศเมื่อวันเสาร์

ก่อนหน้านั้น หัวหน้าฝ่ายการค้าของยุโรประบุว่า จะเสนอให้ชะลอกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับสหรัฐ จนกว่ารัฐบาลทรัมป์จะชี้แจงท่าทีที่ชัดเจน ขณะที่อินเดียให้เหตุผลเดียวกันในการเลื่อนการหารือกับสหรัฐฯ สัปดาห์นี้

*** ผู้นำเข้าสหรัฐฯ ยังต้องจ่ายภาษีต่อไป แม้ศาลฎีกาจะมีคำตัดสินภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จนถึงขณะนี้ หน่วยงานศุลกากรสหรัฐฯ ยังไม่ได้ปรับปรุงระบบ Cargo System Management Service เพื่อยกเลิกการจัดเก็บภาษีที่ทรัมป์กำหนดภายใต้กฎหมาย IEEPA

ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์โลจิสติกส์ Vizion ระบุว่า มีตู้คอนเทนเนอร์ราว 211,000 ตู้ คิดเป็นมูลค่าสินค้าประมาณ 8,200 ล้านดอลลาร์ ที่เดินทางถึงท่าเรือสหรัฐฯ ในช่วงวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ท่านมา และยังคงอยู่ภายใต้การจัดเก็บภาษีตามกฎหมาย IEEPA

*** นักวิเคราะห์จากศูนย์อเมริกันศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น มองว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในการเจรจากับสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีกำหนดเดินทางถึงกรุงปักกิ่งในวันที่ 31 มี.ค. ซึ่งจะเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2017

หลังศาลฎีกาตัดสินให้มาตรการขึ้นภาษีทั่วโลกของทรัมป์ เป็นโมฆะ ส่งผลให้มาตรการภาษีที่บังคับใช้กับจีนลงมาอยู่ที่ 15% เท่ากับพันธมิตรของสหรัฐฯ ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีอายุ 150 วัน

*** เงินเยนของญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง โดยความแข็งแกร่งโดยรวมของค่าเงินเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 53 ปีเมื่อเดือนที่ผ่านมา เหลือเพียงประมาณหนึ่งในสามของระดับสูงสุดที่ทำไว้ในปี 1995 สะท้อนผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอยาวนานของญี่ปุ่นต่อกำลังซื้อของสกุลเงิน

ข้อมูลจาก Bank for International Settlements ระบุว่า ดัชนีอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงแบบถ่วงน้ำหนักตามการค้า ของเยน ณ เดือนม.ค. อยู่ที่ 67.73 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ญี่ปุ่นเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวในปี 1973 ดัชนีดังกล่าวสะท้อนความแข็งแกร่งของเยนเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก และบ่งชี้กำลังซื้อของญี่ปุ่นในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยเมื่อดัชนีลดลง กำลังซื้อจะลดลงตามไปด้วย

*** ตลาดหุ้นจีนยังคงได้รับแรงหนุนจากกระแสลงทุนในด้าน AI ซึ่งสวนทางกับสหรัฐฯ ซึ่งถูกกดดันจากกระแส AI scare trade นำไปสู่แรงเทขายหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และบริษัทบริหารความมั่งคั่ง ท่ามกลางความกังวลว่าความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจบั่นทอนโมเดลธุรกิจดั้งเดิม

ส่วนในจีนนั้น นักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกมากกว่า และยังโฟกัสลงทุนในบริษัทที่คาดว่าจะเป็น ผู้ชนะ จากกระแส AI จากศักยภาพการเติบโตและความสามารถในการลดต้นทุนให้ผู้ใช้งานปลายทาง หลังเปิดตัวโมเดล AI ใหม่ หรืออัปเกรดโมเดลเดิม สะท้อนผ่านราคาหุ้น MiniMax Group และ Zhipu (Knowledge Atlas Technology) ที่พุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าในเดือนก.พ. แรงหนุนยังมาจากคำแนะนำของสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Morgan Stanley ที่ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่น ขณะที่หุ้นที่เป็น Pure AI plays ดึงดูดเม็ดเงินไหลออกจากกลุ่มอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่แบบดั้งเดิม

*** ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอาทิตย์ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านถึงความเหมาะสม โดยแต่งตั้งเดวิด อามีเอล ที่กำกับดูแลด้านกิจการพลเรือน มารับตำแหน่งดูแลรัฐมนตรีด้านงบประมาณ แทนเอมีลี เดอ มงต์ชาแลง ซึ่งถูกโยกไปดำรงตำแหน่งประธานผู้ตรวจเงินแผ่นดินของฝรั่งเศส ซึ่งฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า การแต่งตั้งมงต์ชาแลงอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เนื่องจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมีหน้าที่ตรวจสอบแผนการคลังและงบประมาณที่เธอเป็นผู้จัดทำไว้ในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

*** ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สาม โดยพุ่งขึ้น 1.7% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ โดยกลุ่มเทคโนโลยีนำตลาด ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกเปิดแดนบวกเช้านี้ แม้เผชิญความไม่แน่นอนด้านการค้า หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% หลังศาลฎีกามีคำสั่งวินิจัฉัยให้มาตรการภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA เป็นโมฆะ

แรงหนุนหลักมาจากหุ้นขนาดใหญ่ในดัชนี โดยหุ้น SK Hynix และ Samsung Electronics ต่างปรับขึ้นมากกว่า 3% สะท้อนแรงซื้อในกลุ่มเทคโนโลยีและชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง

*** นักลงทุนต่างชาติเร่งเข้าซื้อหุ้นในภูมิภาคลาตินอเมริกาในอัตราเร็วที่สุดในรอบกว่า 10 ปี ส่งผลให้ตลาดหุ้นหลายประเทศทำจุดสูงสุดในรอบหลายปี แรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ช่วยหนุนดัชนี MSCI Emerging Markets Latin America Index ขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 11 ปี และปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ตั้งแต่ต้นปี 2026

การปรับขึ้นดังกล่าวถือเป็นการเปิดปีที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 สะท้อนความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคนี้

รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...