เปิดเส้นทางชีวิต 3 สาว มิสทิฟฟานี่ 2026 จากความเจ็บปวดสู่การรักตัวเอง กับมุมมอง 'คำนำหน้านาม'
เปิดเส้นทางชีวิต 3 สาว มิสทิฟฟานี่ 2026 จากความเจ็บปวดสู่การรักตัวเอง กับมุมมอง ‘คำนำหน้านาม’
กว่าจะมายืนอยู่บนเวทีที่เปล่งประกายที่สุดของสาวทรานเจนเดอร์ เวที Miss Tiffany 2026 ไม่ได้มีเพียงรอยยิ้มและแสงแฟลชเท่านั้น หากแต่เบื้องหลังของ “มงกุฎ” คือเรื่องราวของการต่อสู้ ความเจ็บปวด การล้มแล้วลุกใหม่ และการค้นพบคุณค่าในตัวเอง
เรื่องราวของ 3 สาวงาม นำทีมโดย บุ๊ค-ธีรชยา พิมพ์กิติเดช Miss Tiffany 2026, มะปราง-พิมพ์รตา ป้องชัยวิวัฒน์ รองอันดับ 1 และ ซีเกมส์-มินท์ธิตา อ่อนดำ รองอันดับ 2 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความงามบนเวที แต่คือบทพิสูจน์ของชีวิต ที่กว่าจะมาถึงวันนี้ พวกเธอต้องก้าวผ่านบททดสอบมากมาย
- 8 ปีของการรอคอย…วันที่ความฝันเป็นจริง
สำหรับ “บุ๊ค-ธีรชยา พิมพ์กิติเดช” Miss Tiffany 2026 อายุ 29 ปี คอลัมนิสต์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์จากกรุงเทพ การเดินทางสู่มงกุฎไม่ได้เกิดขึ้นในคืนเดียว เธอเริ่มก้าวเข้าสู่เวทีประกวดตั้งแต่ปี 2018 และกลับมาประกวดซ้ำถึง 4 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 8 ปีเต็มที่เธอไม่ยอมปล่อยความฝันหลุดมือ
“ตอนที่รู้ว่ามงกุฎเป็นของเรา เข่าทรุดเลยค่ะ” เธอเล่าย้อนด้วยรอยยิ้ม
ในวินาทีนั้น ความเหนื่อยล้าและความพยายามตลอดหลายปีเหมือนถูกปลดล็อก “มันเหมือนกับบอกตัวเองว่า โอเค…ตอนนี้ฉันพักได้แล้ว ทุกอย่างที่สู้มา มันเห็นผลแล้วจริง ๆ”
เบื้องหลังความสำเร็จนี้ เริ่มต้นจากวัยเด็กที่เธอไม่ค่อยได้รับการยอมรับนัก โดยเฉพาะในครอบครัวเชื้อสายจีนที่ยังไม่เข้าใจตัวตนของเธอ การเดินออกจากบ้านด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์ว่า คนข้ามเพศก็สามารถมีชีวิตที่งดงามและมีคุณค่าในสังคมได้
“การต่อสู้เริ่มตั้งแต่ออกจากบ้านเลยว่า เราจะต้องมีความเข้มแข็ง มีความยืนหยัดแน่วแน่ในตัวตนของเราก่อน และการเป็นนางงามมันคือหนึ่งแรงบันดาลใจที่บุ๊คได้จากในวันที่ไม่มีใครมองเห็นตัวตนของบุ๊คเลยในสังคม ในครอบครัว แม้ในวันที่เรายังไม่ประสบความสำเร็จในสายนางงาม ได้ Top 10, Top 6 ก็เสียใจ แต่ก็ให้ความเสียใจนั้นมันออกมาให้หมด แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องบอกกับตัวเองตลอด คือ เรายังมีโอกาส ชีวิตยังมีวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นคำพูดที่ฟังดูธรรมดาเหมือนละคร แต่จริงๆ แล้วมันเป็นคำพูดหนึ่งที่บุ๊คเคยคุยกับนักจิตวิทยา มันเป็นคำพูดที่ได้ผลจริง เป็นคำพูดที่มีพลังมากที่สุดถ้ามันพูดจากตัวเราเอง”
“เรายังมีโอกาส ชีวิตยังมีวันพรุ่งนี้ ก็เลยเป็นคำหนึ่งที่บอกกับตัวเองเสมอว่า ไม่เป็นไร วันนี้เสียใจได้เสียใจ วันนี้น้อยใจได้น้อยใจ พรุ่งนี้ฉันจะทำให้ได้ดีกว่านี้แน่นอน แค่นี้เลย มันเป็นพลังที่เกิดขึ้นจากตัวเราเอง”
- จากเด็กที่เคยถูกล้อ…สู่รองอันดับหนึ่ง
เรื่องราวของ มะปราง-พิมพ์รตา ป้องชัยวิวัฒน์ รองชนะเลิศอันดับ 1 เต็มไปด้วยภาพของความรักจากครอบครัว เธอเติบโตมากับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเพียงสองคน และแม่คือกำลังใจสำคัญในทุกช่วงชีวิต
เธอยังจำภาพหนึ่งได้เสมอ-วันที่แม่ยอมตัดกางเกงตัวโปรดของตัวเอง เพื่อเย็บเป็นกระโปรงให้ลูกได้ใส่
“มันเป็นโมเมนต์ที่เรารู้สึกว่า แม่ยอมรับเราในแบบที่เราเป็น และเราได้รับความรักมาตลอด”
แต่เมื่อโตขึ้น โลกภายนอกกลับไม่ได้อ่อนโยนเสมอไป คำล้อเลียน คำดูถูก และการถูกเรียกว่า “กะเทย” กลายเป็นเสียงที่เธอได้ยินอยู่บ่อยครั้งในวัยเรียน
ในช่วงแรกมันทำให้เธอเจ็บปวด แต่เมื่อโตขึ้น เธอกลับเรียนรู้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่คำพูดของคนอื่น แต่คือความรู้สึกของตัวเอง
“สุดท้ายแล้วเราไม่เห็นจะต้องแคร์คนอื่นเลย เราต้องแคร์จิตใจของเรามากกว่า เพราะเราอยู่กับตัวเองทุกวัน คนอื่นเขาไม่ได้อยู่กับเรา นี่คือสิ่งที่ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น”
การประกวดบนเวที Miss Tiffany จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้เธอเห็นว่า โลกยังมีผู้คนอีกมากที่ชื่นชมและให้กำลังใจในความเป็นตัวตนของเธอ
“เราจะไม่ต้องเอาคำดูถูก หรือคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนกลุ่มหนึ่งมาใส่ใจเลยด้วยซ้ำ เราถือว่าคำวิจารณ์เหล่านั้นเป็นแรงผลักดันของเราดีกว่า ทำให้เราก้าวข้ามผ่านจนเราประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งในปัจจุบันมันยิ่งตกตะกอนให้เราคิดได้ว่า สุดท้ายแล้วตัวเราเองนี่แหละคือแรงบันดาลใจ ตัวเราเองนี่แหละคือโอกาส และความหวังที่ทำให้เราก้าวข้ามผ่านมันมาได้”
และในปี 2026 เธอก็สามารถคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 มาครองได้อย่างภาคภูมิใจ
- จากการไม่ยอมรับตัวเอง…สู่การภูมิใจในตัวตน
สำหรับ ซีเกมส์-มินท์ธิตา อ่อนดำ รองอันดับ 2 ของปีนี้ เส้นทางชีวิตของเธอแตกต่างออกไป เธอเติบโตในครอบครัวที่เปิดกว้างและให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งเธอก็สามารพิสูจน์ให้เห็นว่า เธอสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะการเรียนที่สอบได้ที่ 2 สอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดัง และมีอาชีพที่มั่นคง
“เราก็ทำให้ครอบครัวเห็นแล้วว่า ถึงแม้ว่าเราเป็นทรานส์ เราก็สามารถสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้เหมือนกัน ครอบครัวก็เลยไว้ใจและให้เราเป็นแบบที่เราอยากเป็น”
แต่สิ่งที่ยากที่สุดกลับไม่ใช่การยอมรับจากคนอื่น หากเป็นการยอมรับจากตัวเธอเอง ในวัยเด็ก คำว่า “กะเทย” ทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดและโกรธทุกครั้งที่ได้ยิน
จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอเปลี่ยนมุมมองใหม่
“มันคือตัวเรานี่ เราก็เป็นกะเทย แล้วทำไมเราต้องอาย ทำไมเราต้องกลัวด้วย จุดนั้นคือจุดพลิกมายด์เซตที่ซีเกมส์ให้เปลี่ยนไปเลยว่า แค่เรายอมรับตัวเอง คำว่ากะเทยก็ไม่ใช่คำด่า คำว่ากะเทยคือตัวตนของเราเหมือนกัน”
จุดเปลี่ยนนี้ ทำให้เธอเริ่มภูมิใจในตัวตนของตัวเอง และเดินหน้าพิสูจน์ศักยภาพในแบบของเธอ
“เราภูมิใจที่เป็นกะเทย ไม่ได้รู้สึกว่าคำนี้จะเอามาด้อยค่า หรือมาลดทอนเราให้ต่ำลง กลับรู้สึกภูมิใจด้วยซ้ำที่เรามายืนตรงนี้ได้ ถึงแม้ว่าสังคมมองว่าเราเริ่มด้วยการติดลบ แต่ซีเกมส์ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเราก็มายืนจุดเดียวกับคุณได้ และทำให้ทุกคนเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นเพศอะไร สิ่งสำคัญ คือ ความสามารถมากกว่าคำว่าเพศ”
ปัจจุบัน ซีเกมส์ทำงานเป็นนักรังสีการแพทย์ในโรงพยาบาล พร้อมทั้งทำโครงการออกหน่วยตรวจสุขภาพเคลื่อนที่เพื่อช่วยเหลือผู้คนในชุมชน
ครั้งหนึ่งขณะเดินตลาด มีแม่ค้าคนหนึ่งจำเธอได้และเรียกคนอื่นๆ มาดู พร้อมบอกว่าเธอคือคนที่ช่วยชีวิตลูกของเขาไว้
สำหรับซีเกมส์ นั่นคือช่วงเวลาที่ทำให้เธอรู้ว่า สิ่งเล็กๆ ที่เราทำ อาจมีค่ามหาศาลสำหรับใครบางคน
- บทเรียนเดียวกันของทั้งสามคน: “รักตัวเองให้เป็น”
แม้เส้นทางชีวิตจะแตกต่างกัน แต่ทั้งสามคนมีบทเรียนร่วมกันอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือ การรักตัวเอง
“บุ๊ค-ธีรชยา” มองว่า การรักตัวเองคือการยอมรับว่าโลกไม่สมบูรณ์แบบ แต่เรายังสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
“การรักตัวเอง คือ การรู้ว่าเรามีโอกาสในการมีความสุขอยู่เสมอ บุ๊คเคยเจอทั้งความเสียใจ ความผิดพลาด โลกที่มืดแปดด้าน มันทำให้เราได้รู้ว่าโลกความจริงมันไม่มีทางสวยร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แต่สิ่งหนึ่งที่บุ๊คบอกกับตัวเองได้เสมอคือ บุ๊คยังมีโอกาสในการเริ่มใหม่ ไม่ใช่แค่เรื่องประกวดนางงาม แต่รวมถึงอารมณ์ที่เราสามารถรีเซตใหม่ได้ แต่เราก็ต้องเรียนรู้ว่าทุกอารมณ์ที่มันเกิดขึ้นมันเกิดจากอะไร เสียใจจากการประกวดไม่เข้ารอบ เข้าใจแล้วว่าเสียใจเพราะอะไร รู้ว่าผิดพลาดตรงไหน และถ้าอนาคตต้องแก้ยังไง พวกนี้มันคือการทำให้เราปลดล็อกกับความรู้สึกบางอย่าง พอทุกอย่างคลายไปหมดแล้ว ความสุขคือสิ่งที่รออยู่ในใจ”
“อีกทั้ง มันทำให้เราเข้าใจอีกว่า การใช้ชีวิตของคนๆ หนึ่ง ไม่ต้องเก่งที่สุด ไม่ต้องแข็งแรงที่สุด ไม่ต้องเข้มแข็งที่สุด แต่เรายังสามารถมีไดนามิกของอารมณ์ ของตัวตน ของรอยยิ้ม เสียงหัวเราะบ้าง เพื่อให้เราได้กลับมาเจอตัวเองว่า วันที่เรารู้ว่าเราไม่ต้องสมบูรณ์แบบ เรายังมีความสุขได้ในท้ายที่สุดของวัน นั่นคือความรักตัวเองที่บุ๊คเจอ”
“ส่วนคุณค่าในตัวเอง คือ วันที่เรามีความสุข เราจะสามารถเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองได้เสมอ เช่น อยากซื้อของอะไร เราก็เลือกสิ่งที่ดีที่สุด แต่อันนี้คือง่ายสุดแล้วนะ แต่ในการใช้ชีวิตจริง เราต้องใช้ชีวิตกับคนเยอะมาก แต่เราสามารถเลือกที่จะใช้ชีวิตกับบางคนในแง่ของความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง เป็นเพื่อนสนิท เพื่อนทางใจ นี่คือการสร้างคุณค่าของบุ๊ค และมากกว่าแค่ตัวบุ๊คเอง มันคือการที่เราได้ทำตามความฝัน แล้วความฝันอย่าง Miss Tiffany นี้ มันกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กหรือใครก็ตามที่มีสตอรี่คล้ายกับเรา ที่มองไม่เห็นอนาคตเลย แต่มงกุฎนี้ ความฝันนี้ มันไปปลุกอะไรบางอย่างในใจของพวกเขา นี่คืออีกหนึ่งคุณค่าที่บุ๊ครู้สึกว่ามันมีอยู่ในตัวเอง เป็นแรงบันดาลใจต่อไป”
ขณะที่ “มะปราง-พิมพ์รตา” ค้นพบความหมายของมัน หลังจากผ่านการผ่าตัดหัวใจครั้งใหญ่ที่เกือบพรากชีวิตไปจากเธอ ทำให้เธอรู้ว่าการได้มีชีวิตอยู่และดูแลคนที่รักคือสิ่งล้ำค่าที่สุด
“การรักตัวเองของมะปราง เริ่มจากวันที่เราล้มป่วย ต้องผ่าตัดลิ้นหัวใจกะทันหัน ซึ่งตอนนั้นอาการเราค่อนข้างโคม่า เรียกได้ว่า 50/50 เลยด้วยซ้ำ ตื่นมาตอนเช้าคุณหมอก็แจ้งว่าเป็นลิ้นหัวใจรั่ว ต้องผ่าตัดกลางอก ค่าผ่าตัดหนึ่งล้านบาท ตอนนั้นรู้สึกท้อมาก เพราะทุกอย่างมืดลงสนิท โอกาสความหวังมองไม่เห็นเลย”
“สิ่งที่ทำให้ก้าวข้ามผ่านและเห็นคุณค่าในการมีชีวิตคือ ตัวเราเองที่จะก้าวข้ามผ่านมันไปยังไง เพราะสุดท้ายแล้วกำลังใจที่ดีที่สุดในการดูแลตัวเองช่วงผ่าตัด ก็คือกำลังใจจากตัวเรา ในวันที่เราท้อ ตัวเรานี่แหละสะกดจิตตัวเราเอง และในวันที่เราก้าวข้ามผ่านมันมาได้ ก็ตัวเรานี่แหละให้กำลังใจตัวเอง”
“มันเลยตกตะกอนได้ว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตคือการได้มีชีวิตอยู่ต่อ ได้เดินตามความฝัน ได้ดูแลคนที่เรารักและครอบครัว เราจะรักตัวเองให้มากขึ้น ใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้วชีวิตเรามีค่ามาก แม้มีเงินมากขนาดไหนก็ไม่สามารถซื้อชีวิตได้ นอกจากสุขภาพที่ดี สิ่งนี้คอยย้ำเตือนในทุกวัน”
“ตื่นเช้ามาหนูเห็นรอยแผลกลางอกในทุกเช้า มันยิ่งตอกย้ำให้หนูต้องรักตัวเองให้มาก และหนูก็เชื่อว่าหนูสามารถเป็นโรลโมเดล เป็นแบบอย่างที่ทำให้เขาก้าวข้ามผ่านไปได้เหมือนเรา และกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ”
ส่วน “ซีเกมส์-มินท์ธิตา” เชื่อว่า การรักตัวเอง คือการ “เลือกตัวเองก่อน” เพื่อให้เรามีความสุข และสามารถแบ่งปันความสุขนั้นให้คนอื่นได้
“ซีเกมส์รักตัวเองโดยการเลือกตัวเองก่อน หลายครั้งที่เราเพิกเฉยต่อตัวเอง เราเลือกคนอื่นก่อน จนเราไม่มีความสุข ก็เลยกลับมาเลือกตัวเองก่อนทุกครั้งว่าเราต้องการอะไร อยากทำอะไร อยากเป็นอะไร แค่นี้ซีเกมส์รู้สึกว่าเรามีความสุขมาก มันเป็นเส้นบางๆ ระหว่างการเลือกตัวเองกับเห็นแก่ตัว แต่ซีเกมส์มองว่าการเลือกตัวเองโดยที่เรายังใส่ใจคนรอบข้าง มันไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว แต่คือการที่เรารู้ว่าความสุขของเราคืออะไร และโฟกัสตรงนั้น”
- เสียงสะท้อนเรื่อง “คำนำหน้านาม” จาก 3 สาวมิสทิฟฟานี่ 2026
ท่ามกลางกระแสถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับการใช้คำนำหน้านามของผู้มีความหลากหลายทางเพศ เสียงจาก 3 สาม เวทีมิสทิฟฟานี่ 2026 ได้สะท้อนมุมมองที่แตกต่างกันไปตามประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน โดยทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องคำเรียก แต่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตจริงในสังคม
- คำนำหน้า คือการคุ้มครองขั้นพื้นฐานของการใช้ชีวิต
สำหรับ “บุ๊ค” การได้ใช้คำนำหน้านามที่ตรงกับเพศสภาพไม่ใช่เรื่องของความพิเศษเหนือใคร แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่ควรได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย
เธอมองว่า แม้สังคมไทยจะเดินหน้ามาไกลในเรื่องสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ แต่การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศในเอกสารราชการยังเป็นสิ่งที่หลายคนรอคอย เพราะการมีคำนำหน้าที่ไม่ตรงกับตัวตน ส่งผลต่อชีวิตในหลายด้าน ตั้งแต่การเรียน การทำงาน ไปจนถึงการเดินทางต่างประเทศ
บุ๊คเล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัว ตั้งแต่ช่วงฝึกงานที่ต้องถูกแยกออกจากเพื่อนเพราะคำนำหน้าเป็น “นาย” ทั้งที่แต่งกายเป็นนักศึกษาหญิง หรือการเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ต้องเผชิญการตรวจร่างกายโดยเจ้าหน้าที่ชาย และบางครั้งยังต้องเผชิญการหัวเราะเยาะ
เธอย้ำว่า การเปลี่ยนคำนำหน้าไม่ได้ทำให้ชีวิตพิเศษขึ้น แต่จะช่วยให้ผู้หญิงข้ามเพศสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ โดยไม่ต้องเผชิญความยุ่งยากหรือการเลือกปฏิบัติที่เกิดจากความไม่ตรงกันระหว่างเอกสารกับตัวตน
- เปิดพื้นที่ให้สังคมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
“มะปราง” มองประเด็นนี้ในมิติของการสนทนาในสังคม โดยเห็นว่าเสียงคัดค้านหรือความเห็นต่างไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง หากแต่เป็นโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองและทำความเข้าใจกันมากขึ้น
เธอเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงเรื่องสิทธิทางเพศไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นทันทีในระยะเวลาอันสั้น แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา และต้องอาศัยการพูดคุยด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์ ในมุมของประสบการณ์ส่วนตัว
“สิ่งที่เราได้เห็นผ่านมา ส่วนใหญ่คนมักจะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ซึ่งตัวเราเองในฐานะที่เป็นประเด็นอยู่ เราเพียงแค่ต้องการความคิดเห็น แสดงความคิดเห็น หรือรับฟังในอีกมุมมองหนึ่งของพวกเขา เพื่อที่เราจะได้นำมาปรับใช้ว่า อ๋อ สิ่งนั้นที่เขาต้องการคืออะไร และสิ่งนี้ที่เราต้องการคืออะไร แล้วเราลองมาปรับจูนกัน เว้นช่องว่างระหว่างกลาง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และหาทางออกที่ดีร่วมกันได้ และสิทธิ์ในตรงนี้มันไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ภายใน 5 วัน 10 วัน มันอาจจะเป็นอีก 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปีเลยก็ได้ ซึ่งสิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่เราไม่ควรตระหนกก่อนว่ามันจะเกิดขึ้นเลยในวันพรุ่งนี้ ทุกๆ อย่างมันมีระยะเวลาของมันเอง ซึ่งเราสามารถอะลุ่มอล่วย หรือหาสิ่งที่ดีที่สุดที่ทำให้ทุกคนได้สิทธิที่เท่าเทียมกันในสิ่งสิ่งนี้ที่มันจะเกิดขึ้น”
อย่างไรก็ตาม มะปรางเล่าว่าเคยถูกกักตัวที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองต่างประเทศ เพราะเอกสารระบุว่าเป็นผู้ชาย ทั้งที่รูปลักษณ์ภายนอกเป็นผู้หญิงอย่างชัดเจน เหตุการณ์นั้นทำให้ทริปที่ควรจะเต็มไปด้วยความสุขกลายเป็นความทรงจำที่ไม่ดี
เธอยังเคยเผชิญสถานการณ์ที่ชื่อของเธอถูกเรียกพร้อมคำนำหน้า “นาย” ในงานรับประกาศนียบัตร จนกลายเป็นเสียงหัวเราะของผู้คนในห้อง ซึ่งทำให้เธอตั้งคำถามว่า เหตุใดความภาคภูมิใจของคนคนหนึ่งจึงกลายเป็นเรื่องตลกสำหรับคนอื่น
อย่างไรก็ตาม มะปรางมองว่าการเปลี่ยนแปลงเรื่องสิทธิทางเพศต้องใช้เวลา และอาจต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อให้สังคมหาจุดสมดุลร่วมกันได้
- มุมมองจากบุคลากรทางการแพทย์
ซีเกมส์ให้มุมมองในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ โดยตอบข้อกังวลที่สังคมบางส่วนตั้งคำถามว่า หากมีการเปลี่ยนคำนำหน้านาม อาจส่งผลต่อการรักษาทางการแพทย์หรือไม่
เธออธิบายว่า ในทางปฏิบัติ การรักษาพยาบาลต้องอาศัยการซักประวัติผู้ป่วยอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพศกำเนิด ประวัติการผ่าตัด หรือการใช้ฮอร์โมน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น หากในเอกสารราชการสามารถแยกระหว่าง “เพศกำเนิด” และ “เพศสภาพ” ได้ ก็จะช่วยให้ทั้งการรักษาและการใช้ชีวิตในสังคมเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น
“ในปัจจุบันต้องยอมรับว่า การที่เราจะไปโรงพยาบาล ทุกอย่างต้องผ่านการซักประวัติ ซึ่งเราก็ต้องให้ข้อมูลของเราอยู่แล้วว่าเราเคยผ่าตัดแปลงเพศมา เคยเปลี่ยนอันนี้มา ซึ่งการให้ซักประวัติไปจะทำให้หมอและทุกคนวินิจฉัยโรคได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราก็ไม่มีใครอยากจะหลอกลวงตัวเราเองในการไปรักษา ซึ่งมันจะส่งผลต่อชีวิตเราเหมือนกัน ซึ่งเราไม่ทำแบบนั้นแน่นอน”
“ส่วนอีกคำถามที่เกิดขึ้นเยอะมากว่า ถ้าเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินเข้ามาล่ะจะเป็นยังไง ซีเกมส์มองว่าในฐานะที่อยู่ในห้องฉุกเฉินตลอด ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศอะไร เวลาคุณได้รับบาดเจ็บ อุบัติเหตุถึงขั้นต้องใส่ท่อช่วยหายใจ เราใส่ท่อวิธีเดียวกันทุกเพศ โดยที่เราไม่ได้แยกเลยว่า เพศหญิงใส่ท่อแบบนี้ เพศชายใส่ท่อแบบนี้ หรือว่าทรานส์ใส่ท่อแบบนี้ เราใส่ท่อและกู้ชีพด้วยลักษณะและวิธีเดียวกันทั้งหมด”
“ซึ่งเราก็จะมองให้ลึกลงไปกว่านั้น คนก็จะอ้างว่ามันมีเหตุการณ์ที่แบบว่าสาวทรานส์ หรือว่าใครที่เข้ามาหมดสติแล้วมันเกิดการผิดพลาดในการใส่สายสวนปัสสาวะ ซึ่งซีเกมส์บอกว่าไม่ว่าผู้หญิงหรือ ทรานส์มีโอกาสใส่ผิดได้ทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องว่าเราไปโกหก แล้วมันจะเกิดความยุ่งยากในการรักษา เราแค่ต้องเปิดใจก่อนและเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนไข้ ซีเกมส์เชื่อว่าเราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยที่ไม่ต้องเอาคำว่าเพศมาตัดสินคน แล้วทำให้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก”
ในมุมของอาชีพ ซีเกมส์ยังสะท้อนว่า ปัจจุบันยังมีหลายสายงานที่ปิดกั้นผู้หญิงข้ามเพศ แม้จะมีคุณสมบัติครบถ้วน เช่น ประสบการณ์ที่เธอเคยสมัครงานในตำแหน่งนักรังสีการแพทย์ แต่ไม่ได้รับโอกาส เนื่องจากองค์กรยังมองตามเพศในเอกสาร
“ซีเกมส์เคารพทุกความคิดเห็นบนโซเชียลตอนนี้ว่ามีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดเห็น ซีเกมส์เคารพทุกความคิดเห็นเลย และพวกเราก็ยืนยันคำเดิมว่าเราไม่ได้ออกมาเรียกร้อง เราทุกคนแค่แสดงความคิดเห็นในมุมของพวกเราเท่านั้นเอง ซึ่งซีเกมส์ก็เป็นคนที่เห็นด้วยเหมือนกัน ในฐานะที่เราก็เป็นทรานส์ และก็อยากได้การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศให้มันตรงกับเพศสภาพเรา”
- ระบบหรือเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับสาวทรานส์
ในฐานะผู้หญิงข้ามเพศ ซีเกมส์เห็นด้วยกับการมีระบบหรือเงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น การรับรองจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชก่อนการเปลี่ยนคำนำหน้า เพื่อให้เกิดความมั่นใจทั้งต่อบุคคลและสังคม
“การที่เราจะแปลงเพศได้ ไม่ใช่ว่าเราเดินเข้าไปแล้วแปลงเพศได้ เราต้องผ่านการปรึกษากับนักจิตวิทยาหลายๆ ที่ เราไม่ได้ใช้ชีวิตง่ายขนาดนั้นที่จะเป็นผู้หญิง ก่อนจะเริ่มเทคฮอร์โมนก็ต้องปรึกษาจิตแพทย์ ก่อนจะทำอะไรเราต้องปรึกษาจิตแพทย์เพื่อคอนเฟิร์มยืนยันก่อนแล้วว่าเราอยากเป็นจริงๆ ใช่ไหม เพื่อคอนเฟิร์มตัวเองเหมือนกัน
“ซึ่งการที่จะใช้นางสาว ซีเกมส์มองว่ามันก็ไม่ควรที่จะง่ายขนาดนั้น ไม่ใช่ใครก็ได้ที่ว่าฉันขอใช้เลยเป็นนางสาวตอนนี้ ไม่ใช่ คุณจะต้องผ่านการปรึกษากับจิตแพทย์ก่อนว่าคุณมีคุณสมบัติ มีความพร้อมที่จะเป็นผู้หญิงใช่ไหม เมื่อเราได้รับการยืนยันจากแพทย์ ได้ใบรับรองมาแล้ว เมื่อนั้นเราสามารถเปลี่ยนได้ อันนี้ซีเกมส์มองว่ามันสมเหตุสมผล และเป็นที่ยอมรับของสังคมแน่นอน เพราะว่ามันคือการตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญ และมีความเห็นลงมาแล้วว่าเราสามารถทำได้ และซีเกมส์มองว่าจริงๆ อนาคตก็น่าจะเป็นแบบนั้นเหมือนกันที่จะเปลี่ยนเป็นนางสาวโดยมีการรับรองก่อน”
ขณะที่ บุ๊ค ก็บอกว่า สมมุติในวันที่เราได้คำนำหน้านามที่ตรงกับเพศสภาพ ชีวิตเราก็จะดำเนินอย่างปกติสุข นางสาวทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่มีเรื่องต้องกังวลในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะทำงาน ไม่ว่าจะออกไปเดินทางต่างประเทศ หรือออกไปพบเจอผู้คนที่เยอะแยะมากมาย เรารู้สึกว่าชีวิตของเรามันมีความสุขภายใต้กฎหมายที่มองเห็นตัวตนของเรา
ส่วน “มะปราง” ก็บอกว่า “ถ้าเราได้คำนำหน้านาม ผู้หญิงรู้สึกยังไงกับการใช้นางสาวในทุกวันนี้ เราก็รู้สึกแบบนั้น และเราก็จะใช้ชีวิตปกติ แต่อาจจะเพิ่มมาตรงที่ว่าเราไม่ต้องหวาดระแวงในการใช้ชีวิตแล้ว”
ปิดท้าย ซีเกมส์ บอกว่า เราจะรู้สึกไม่ต้องหลบซ่อนหรือกลัวอะไรอีกต่อไป และมันก็เหมือนเป็นการปลดล็อกชีวิตตัวเองเหมือนกัน ถ้าตรงนั้นมันได้จริง ซีเกมส์จะดีใจมากที่ซีเกมส์ได้ใช้ศักยภาพที่เรียนมาทำงานตรงนั้นสักที ซีเกมส์มองว่ามันจะมีอีกหลายคนหรือใครอีกหลายอาชีพที่มีข้อปิดกั้นตรงนี้อยู่ ซึ่งถ้าวันหนึ่งเราได้นางสาวขึ้นมา ซีเกมส์เชื่อว่าอคติทางเพศตอนนั้นมันอาจจะลดลงแล้ว และทุกคนก็จะสามารถยอมรับเราในฐานะผู้หญิงหนึ่งคนในสังคมที่สามารถเป็นอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้
“ตอนนั้นทุกคนคงมีความสุข และประเทศคงจะเจริญมาก เพราะว่าเราทุกคนไม่มีข้อจำกัดในการทำงาน ไม่มีการจำกัดในการใช้ชีวิต และเป็นตัวเองได้แบบสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์” ซีเกมส์ ทิ้งท้าย
ท่ามกลางกระแสถกเถียงในสังคม เสียงสะท้อนจากพวกเธอจึงเป็นอีกมุมหนึ่งที่ชวนให้สังคมตั้งคำถามว่า การยอมรับความหลากหลายทางเพศในวันนี้ ควรเดินไปข้างหน้าอย่างไร เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างเคารพและเท่าเทียม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดเส้นทางชีวิต 3 สาว มิสทิฟฟานี่ 2026 จากความเจ็บปวดสู่การรักตัวเอง กับมุมมอง ‘คำนำหน้านาม’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th