โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ท.ทหาร ไม่ต้องอดทนเตะต่อย คุยกับ นิชนันท์ วังคะฮาต ไม่ใช่นางเอก แต่อยากแบ่งปัน

TODAY

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TODAY

“ทุกคนมีคุณค่าต่อครอบครัวเขา เขาจะยากจน ลูกตาสีตาสาไม่มีความรู้ แต่เขาก็มีความสำคัญกับครอบครัวเขา” เสียงที่เครือไปด้วยอารมณ์ และสายตาหนักแน่น ย้ำภาพ ‘ความอิน’ ที่หลอกกันไม่ได้ของ นิชนันท์ วังคะฮาต อดีตผู้สมัคร สส.ชลบุรี พรรคก้าวไกล เมื่อต้องทวงถามความยุติธรรม ให้กับเหล่าทหาร ที่ถูกใช้ความรุนแรง

ด้วยความเชื่อที่ว่า “ชีวิตคนนึงมันมีค่ากับคนที่เขารัก” ต่อให้ใครจะต่อต้าน หรือมองว่าหิวแสง แต่ผลลัพธ์ของการเอาจริงต่อเนื่องมานับปี พิสูจน์ผ่านช่องคอมเมนต์ของเพจส่วนตัว ที่มีพลทหาร ไปจนถึงเหล่าทหารยศใหญ่หลั่งไหลให้ข้อมูล

ตอกย้ำว่า วัฒนธรรมและแนวคิดการใช้ความรุนแรง ยังคงมีอยู่และรอคอย ‘ไฟเขียว’ จากผู้มีอำนาจในการแก้ไข อะไรทำให้ นิชนันท์ กล้าออกหน้าเป็นปากเสียงให้ครอบครัวทหาร และเรียกร้องให้รื้อวัฒนธรรมความรุนแรงเช่นนี้

ไม่ใช่นางเอก แต่เกิดชาตินึงอยากช่วยสังคม

ในช่วงที่ผ่านมา หลายคนอาจเห็นหน้าค่าตา นิชนันท์ พร้อมเรื่องเล่าหลังรั้วทหาร ผ่านสื่อโซเชียลฯ ที่หลายครั้งหน่วยงานต้นสังกัดรับลูกต่อ และมีไม่น้อยสร้างไวรัลในสังคมวงกว้าง ทว่า นิชนันท์ มีความสนใจต่อประเด็นการเมืองภาคประชาชนมาตลอด การขับเคลื่อนประชาธิปไตย รวมถึงสิทธิมนุษยชน มาโดยตลอด

เธอเท้าความว่า ตนเองเป็นเพียงลูกชาวบ้านธรรมดา ที่สนใจข่าวสารบ้านเมืองเป็นปกติ และทำมาหากินจนมั่นคงในเชิงรายได้ระดับหนึ่งแล้ว

จนมาถึงเหตุการณ์รัฐประหารช่วงปี 2549 ซึ่งธุรกิจด้านโลจิสติกส์ของเธอ ที่กำลังร่วมลงทุนกับต่างชาติจำต้องชะงัก จนถึงขั้นขาดทุน เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองไม่เสถียร นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น คนงานราว 500 ชีวิต กระทบไปด้วย นั่นนับเป็นครั้งแรกๆ ที่ นิชนันท์ เห็นภาพการเมืองที่กระทบต่อตัวเธอโดยตรง

ในช่วงรัฐบาลไทยรักไทยตอนนั้น นิชนันท์ มองว่า การเมืองมีความใกล้ชิดประชาชนอยู่มาก และตัวเธอก็มีส่วนร่วมแสดงออกภาคประชาชน ออกปากว่าเป็น ‘คนเสื้อแดง’ เต็มตัว

เมื่อบรรยากาศทางการเมืองเข้มข้น จนนำไปสู่การสลายการชุมนุมในปี 2553 กลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต นิชนันท์ เลยก็ว่าได้

“เห็นพี่น้องเสื้อแดงถูกสลายการชุมนุม ถูกกระทำความรุนแรง ถูกฆ่าตายโดยทหารที่มีอาวุธ มีปืนจากเงินภาษีประชาชน มายิงใส่ประชาชน”

ตามมาซึ่งคำถามที่เธอมีต่อระบอบกองทัพ ที่สามารถใช่ความรุนแรงได้อย่างง่ายดาย ต่อยอดให้เห็นประเด้นความไม่ยุติธรรมอื่นๆ ในสังคม อย่างไรก็ดี นิชนันท์ ย้ำว่า ทุกการเคลื่อนไหว และการเรียกร้องของตัวเธอนั้น เป็นไปตามช่องทางกฎหมาย สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา และทุ่มเทจริงจัง ด้วยความตั้งใจจะแบ่งปัน ช่วยสังคมได้ ในฐานะที่เกิดมาชาตินึงก็ยินดี

รู้มาอย่างไร เล่าไปอย่างนั้น

นิชนันท์ ยอมรับความอินทำให้เธอมาถึงจุดนี้ ขณะเดียวกัน การไม่เพิกเฉยและรับไม้ต่อของกองทัพในหลายกรณี ก็มีส่วนสำคัญให้เธอมองเห็นความเป็นไปได้

“ค่ายทหารบ้านเรายังเป็นแดนสนธยาอยู่ ถ้าใครเถียงดิฉันมาเลย มันยังฝังรากลึกว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีสิทธิแสดงความคิดเห็น ไม่มีสิทธิถาม หรือแม้แต่สงสัย”

ถึงไม่ได้เขียนเป็นข้อกำหนด แต่วัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงต่อผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา หรือทหารที่ยศต่ำกว่า และหลายกรณีเกิดขึ้นกับ พลทหารฯ ถูกส่งต่อกันเรื่อยมา ถึงแม้กองทัพจะประกาศล้างบางมาหลายครั้งหลายครา

‘มีปากก็เหมือนมีตูด’ กลายเป็นคำเปรียบเปรยที่ยังหักล้างไม่ได้เสียที เมื่อความเชื่อเช่นนี้ นำไปสู่การใช้ความรุนแรงนอกเหนือบทลงโทษทางวินัย

นิชนันท์ เล่าว่า กรณีแรกที่ติดตามต่อเนื่อง คือ ‘พลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล’ ที่เสียชีวิต หลังถูก 13 สั่งซ่อม ก่อนที่คดีจะขึ้นต่อสู้ศาลพลเรือน ภายใต้ พรบ.อุ้มหายฯ จนศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกจำเลย ถือเป็นจุดเริ่มต้นให้เฟซบุ๊กของ นิชนันท์ ซึ่งมีผู้ติดตาม 1.2 แสนคน ได้รับเรื่องร้องเรียนจากทหารชั้นผู้น้อยไม่ขาดสาย เธอจึงทำหน้าที่คล้ายเป็นข้อกลางประสานให้หน่วยงานตรวจสอบ โดยปกปิดตัวตนผู้ร้องเรียน

“ข้อมูลได้มาแบบไหน คือแบบนั้น” เป็นคำยืนยันจาก นิชนันท์ ถึงหลายกรณีที่เธอนำมาเปิดเผย

ถ้าให้ยก ตัวอย่างไวๆ กรณีที่เปิดเผยคลิปเหตุการณ์ที่เกิดในค่ายทหาร จ.ปราจีนบุรี ที่ถูกทำโทษด้วยการให้มุดบ่อเกรอะ และยังใช้ไม้ตีกลางหลัง เพราะกลับค่ายทหารช้า จนเวลาต่อมา ทางหน่วยงานยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง และมีการเข้าแจ้งความร้องทุกข์แล้ว

นิชนันท์ เล่าว่า จากประเด็นดังกล่าวที่ถูกส่งต่อกันนี่เอง ไปสะดุดตาครอบครัวของ ‘พลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง’ ที่เสียชีวิตลง โดยได้รับคำชี้แจงว่าเป็นเพราะโรคประจำตัว ท่ามกลางความแคลงใจของครอบครัว

“เขาติดใจตั้งแต่วันแรกแหละ แต่เขาจะไปพูดกับใครได้ ใครจะฟังเขา เขาคือชาวบ้านธรรมดา บ้านเขาก็อยู่ในพื้นที่ อยู่ปราจีนฯ ไม่ใช่คนจังหวัดอื่น”

นิชนันท์ เล่าว่า อาของผู้เสียชีวิต และอาเขย เป็นโต้โผที่คอยตามเรื่องมาตลอด ทั้งยังเคยถูกเรียกไปพูดคุย และมีคอมเมนต์ผ่านช่องทางออนไลน์ว่า การตายเป็นไปโดยธรรมชาติ อย่าให้ข้อมูลที่ไม่จริง ไม่ว่าการกลับค่ายช้า จนเป็นเหตุให้ต้องโทษติดคุก 15 วัน จะมีที่มาตั้งต้นอย่างไร แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาชัดเจนคือ การสูญเสียหนึ่งชีวิตที่เป็นกำลังหาเลี้ยงย่า น้อง 3 คน และพ่อซึ่งป่วยจิตเวช

“เรารณรงค์ไม่ให้ใช้ความรุนแรงในค่ายทหาร จะลงโทษก็ตามวินัย เพราะทุกคนมีคุณค่าต่อครอบครัวเขา เขาจะยากจน ลูกตาสีตาสาไม่มีความรู้ แต่เขาก็มีความสำคัญกับครอบครัวเขา”

จากประสบการณ์ส่วนตัว นิชนันท์ มองว่า ค่ายทหารไทยมีเยอะมาก และกำลังพลหลายแสนนาย ย่อมมีสัดส่วนคนที่ไม่ใช้ความรุนแรงมากกว่าอยู่แล้ว ทว่า คนที่ไม่ดี เมื่อผนวกกับระบบที่ฝังรากลึกจึงเกิดเหตุขึ้นซ้ำๆ ถึงขั้นเคยมีคำพูดที่ว่า มีคนเสียชีวิตบวกลบได้เลย 5%-7% ต่อการฝึกหนึ่งครั้ง ซึ่งไม่ควรเป็นเรื่องปกติ

ความคุ้นเคย ความเคยชิน การเสพติดความรุนแรง และอยากแสดงอำนาจ ล้วนเป็นสารตั้งต้นทั้งสิ้น

“เราอยากเห็นกองทัพสมาร์ต อยากเห็นกองทัพปรับปรุงยกระดับเรื่องความรุนแรง ไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร ในแง่การปฏิบัติยังมีคนนิยมเสพติดความรุนแรง เราอยากสลายพฤติกรรมเหล่านี้”

นิชนันท์ ทิ้งท้ายว่า หากใครมองว่าเธอเป็นศัตรูกับกองทัพ มีอคติทหาร เป็นความคิดที่ใช้ไม่ได้ เมื่อเห็นปัญหาทุกคนควรปรับปรุงแก้ไข ไม่ใช่ตามหา ‘แกะดำ’ เพื่อปิดปากอย่างที่แล้วมา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...