โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

คูเวต หั่นผลิตน้ำมัน หลังอิหร่านปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาโลกพุ่งกระฉูด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 8 มีนาคม 2569 เวลา 16.32 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คูเวต ประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมัน หลังวิกฤตปิด ช่องแคบฮอร์มุซ จากสงครามอิหร่านพ่นพิษ ทำอุปทานโลกชะงัก ดันราคาน้ำมันดิบพุ่งทุบสถิติประวัติศาสตร์

7 มี.ค. 2569 – CNBC คูเวตแถลงเมื่อวันเสาร์ว่า คูเวตตัดสินใจปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันและผลผลิตจากการกลั่น เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถสัญจรผ่านอ่าวเปอร์เซียได้ จากภัยคุกคามโดยอิหร่าน ซึ่งทางการคูเวตไม่ได้ระบุว่ามีการตัดลดกำลังการผลิตไปจำนวนกี่บาร์เรลต่อวัน แต่ระบุว่าการลดผลผลิตดังกล่าวเป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน ซึ่งจะมีการ "ทบทวนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป"

คูเวตเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 5 ของกลุ่มโอเปก (OPEC) โดยมีกำลังการผลิตประมาณ 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมกราคมที่ผ่านมา บริษัท Kuwait Petroleum Corporation ของรัฐบาลระบุว่า "ยังคงเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อกลับมาดำเนินการผลิตในระดับเดิมทันทีที่สถานการณ์เอื้ออำนวย" ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นประมาณ 35% ในสัปดาห์นี้ เนื่องจากสงครามกับอิหร่านได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุปทานพลังงานทั่วโลก เรือบรรทุกน้ำมันต่างหยุดการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญ

เนื่องจากเจ้าของเรือเกรงว่าเรือของตนจะถูกโจมตีโดยอิหร่าน กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย เช่น คูเวต ต้องส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบดังกล่าว ซึ่งทางน้ำที่แคบแห่งนี้เป็นเส้นทางเดียวในการเข้าหรือออกจากอ่าวเปอร์เซีย

โดยน้ำมันประมาณ 20% ของการบริโภคทั่วโลกถูกส่งออกผ่านช่องแคบนี้ น้ำมันดิบจำนวนมากกำลังกองค้างอยู่ในตะวันออกกลางโดยไม่มีทางไป เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันไม่เคลื่อนที่ ประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียจึงถูกบังคับให้ต้องลดกำลังการผลิตลงเมื่อพื้นที่จัดเก็บน้ำมันเต็ม เจ้าหน้าที่อิรักเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันอังคารว่า อิรักได้ลดกำลังการผลิตไปแล้ว 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเนื่องจากพื้นที่จัดเก็บหมดลง

"ตลาดกำลังเปลี่ยนจากการคาดการณ์ราคาตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพียวๆ ไปสู่การเผชิญหน้ากับภาวะชะงักงันในการดำเนินงานที่จับต้องได้จริง" Natasha Kaneva หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกของ JPMorgan ระบุในบันทึกถึงลูกค้าเมื่อวันศุกร์ กลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียจะใช้พื้นที่จัดเก็บจนหมดและต้องปิดการผลิตน้ำมัน หากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยืดเยื้อนานเกิน 3 สัปดาห์

ซึ่ง Kaneva ระบุในบันทึกเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วว่า สถานการณ์นี้จะทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานโลก พุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล JPMorgan คาดการณ์ว่าการลดกำลังการผลิตอาจพุ่งเกิน 4 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในสิ้นสัปดาห์หน้า หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่

เมื่อวันศุกร์ ราคาน้ำมันดิบทำสถิติเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์สูงสุดในประวัติศาสตร์การซื้อขายล่วงหน้า โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 8.52% หรือ 7.28 ดอลลาร์ ปิดที่ 92.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) พุ่งขึ้น 12.21% หรือ 9.89 ดอลลาร์ ปิดที่ 90.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล น้ำมันดิบของสหรัฐฯ พุ่งทะยานขึ้น 35.63% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสัญญาซื้อขายล่วงหน้านับตั้งแต่ปี 1983 ขณะที่ Brent พุ่งขึ้น 28% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์ที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2020

สงครามกับอิหร่านยังได้ส่งผลกระทบต่ออุปทานก๊าซธรรมชาติของโลกด้วย โดยกาตาร์ได้สั่งระงับการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เมื่อวันจันทร์เนื่องจากการโจมตีของอิหร่าน ทั้งนี้ ประมาณ 20% ของการส่งออก LNG ทั่วโลกมาจากกาตาร์ LNG คือก๊าซธรรมชาติในรูปแบบที่ถูกทำให้เย็นจัดจนเป็นของเหลว เพื่อให้สามารถบรรทุกลงเรือและส่งออกไปทั่วโลกได้ โดยก๊าซธรรมชาติถูกนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าและการทำความร้อนในครัวเรือน

อ้างอิง : cnbc.com

เกาะติดสถานการณ์ สหรัฐฯ–อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เร่งสถานการณ์ตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...